ไลฟ์สไตล์

สด๊กก๊อกธมอย่าเพิ่งตายถ้ายังไม่ได้ชม!

สด๊กก๊อกธมอย่าเพิ่งตายถ้ายังไม่ได้ชม!

12 มิ.ย. 2554

“เมืองที่มีต้นกกขึ้นรกในหนองน้ำใหญ่” คือความหมายของคำในภาษาขะแมร์ที่ว่า “สด๊กก๊อกธม” ชื่อปราสาทหินที่มีขนาดใหญ่ที่สุดใน จ.สระแก้ว ตั้งอยู่ ณ อ.โคกสูง ทว่า เมื่อเทียบกับปราสาทพิมาย จ.นครราชสีมา และปราสาทพนมรุ้ง จ.บุรีรัมย์แล้ว

 “สด๊กก๊อกธม” ก็ด้อยกว่าทั้งขนาดและความวิจิตรตระการตาของลวดลายจำหลัก รวมทั้งต้องยอมรับว่า มิอาจนำไปเทียบกับสิ่งก่อสร้างระดับมหาปราสาท อย่างนครวัด บาแค็ง บาปวน ฯลฯ ในกัมพูชา

 แล้วไย ? ผมจึงกล้าบอกว่า...อย่าเพิ่งตายถ้ายังไม่ได้ชมปราสาทสด๊กก๊อกธม คิดจะล้อเลียนอมตะวลีของอาร์โนล์ด ทอยน์บี นักประวัติศาสตร์ชาวอังกฤษ ผู้ท้าทายชาวโลกว่า...See Angkor and die…อย่าเพิ่งตาย หากยังมิได้ยลเมืองพระนครของขอม...หรือไร?

 เรื่องของเรื่องคือ ปราสาทหินที่สร้างขึ้นในสมัยเมืองพระนครของขอม ซึ่งรุ่งเรืองเมื่อราวพันปีก่อน แล้ววันนี้กระจายอยู่ในกัมพูชาและไทยนั้น ส่วนใหญ่จะมีศิลาจารึกที่มีเนื้อหาเทิดทูนบูชามหาเทพฮินดู อาทิ พระอิศวร (พระศิวะ) กับพระนารายณ์ (พระวิษณุ) รวมทั้งเฉลิมพระเกียรติกษัตริย์ผู้สร้าง ในฐานะที่ทรงเป็นองค์อวตารของมหาเทพ ต่อท้ายด้วยบัญชีรายชื่อสิ่งของเครื่องใช้ ตลอดจนจำนวนพราหมณ์ นางรำ ข้าวัด แรงงาน ฯลฯ ที่ถวายไว้ ให้ดูแลปราสาท ทว่า เป็นที่ยอมรับกันในวงการโบราณคดีว่า ศิลาจารึกที่พบ ณ ปราสาทสด๊กก๊อกธม มีความแตกต่างอย่างเห็นได้ชัด 

 สาระสำคัญใน จารึกสด๊กก๊อกธม เล่าเรื่องตระกูลพราหมณ์ตระกูลหนึ่งที่รับใช้ใกล้ชิดกษัตริย์ขอมถึง 12 รัชกาล เป็นเวลาถึง 250 ปี ระหว่าง พ.ศ.1345-1595 คือตั้งแต่แผ่นดินพระเจ้าชัยวรมันที่ 2 ถึงพระเจ้าอุทัยทิตยวรมันที่ 2 (ก่อนสมัยนครวัด) โดยความตอนหนึ่งได้เล่าเรื่องพระเจ้าชัยวรมันที่ 2 เสด็จจากเกาะชวามาครองกัมพูชา แล้วทรงประกาศอิสรภาพไม่ขึ้นต่อใคร และเพื่อแสดงบุญญาบารมี ทรงได้นำเอาลัทธิไศเลนทร์ หรือลัทธิเทวราชาจากชวามาหยั่งรากในอาณาจักรขอม ลัทธินี้ถือว่า “เทวะ” คือ “ราชา”, “ราชา” คือ “เทวะ” ลงมาจุติเพื่อสร้างสันติสุขบนโลกมนุษย์ การบูชา “เทวราชา” คือการสร้างรูปศิวลึงค์ (แทนองค์ศิวะเทพ) ประดิษฐานบนยอดเขา เช่นเดียวกับพระศิวะประทับบนเขาไกรลาส ทั้งนี้เนื่องจาก “เทวราชา” มีรากฐานจากศาสนาฮินดูลัทธิไศวนิกาย ซึ่งนับถือพระศิวะหรือพระอิศวรเป็นเทพชั้นสูงสุด

 โดยสรุปรวมแล้ว การค้นพบและอ่านจารึกสด๊กก๊อกธมสำเร็จ มีส่วนสำคัญทำให้องค์ความรู้ว่าด้วยปรัชญาเบื้องหลังการก่อสร้างปราสาท และการลำดับรัชกาลพระราชาขอม ที่เคยคลุมเครือมานาน สามารถปะติดปะต่อกันจนนักโบราณคดีมั่นใจว่า การสร้างศาสนสถานบนฐานเป็นชั้น อันถือเป็นราชประเพณีที่พระราชาขอมทุกพระองค์พึงปฏิบัติ ก็เพื่อเป็นวิหารเก็บราชลึงค์บนภูเขา เป็นทิพยวิมานของเทพเจ้าบนโลกมนุษย์ เป็นพระราชสุสานหรือพระเมรุมาศเมื่อยามสวรรคต ดวงพระวิญญาณของพระองค์จะกลับไปหลอมรวมกับเทพเจ้าที่ใจกลางปรางค์ประธาน และสุดท้ายคือเป็นเขาพระสุเมรุหรือศูนย์กลางโลกและจักรวาล

 แล้วเหตุใดจึงมาจารึกไว้ที่ปราสาทหลังนี้ ก็เป็นไปได้ว่า พระครูพราหมณ์ตระกูลนี้รับใช้ราชสำนักมายาวนาน จนได้รับพระบรมราชานุญาตให้สร้างปราสาทได้ จึงได้สร้างไว้ที่ชุมชนบ้านเกิด คือจุดที่ตั้งปราสาทสด๊กก๊อกธมในวันนี้

 ดังนั้น หากมหาปราสาทนครวัด ที่เคยเป็นศูนย์ของเมืองพระนคร (Angkor) ของขอม ได้รับสมญาว่า “พีระมิดแห่งเอเชีย” และหากการที่ ฌอง-ฟรองซัวส์ ชอมโปลิย็อง (Jean-Fran?ois Champollion) ชาวฝรั่งเศส สามารถอ่านและแปล “ไฮโรกลิฟิค” หรืออักษรภาพของอียิปต์โบราณ จนอ่านจารึกค้นพบที่เมืองโรเซตตาสำเร็จในปี พ.ศ.2365 เปรียบได้ดั่งการค้นพบกุญแจไขความลี้ลับแห่งมหาฟาโรห์ผู้สร้างมหาพีระมิดเมื่อหลายพันปีก่อน และเปิดศักราชใหม่ของวิชาอียิปต์วิทยา (Egyptology) ที่โลกตะลึง..ฉันใด การค้นพบและอ่านจารึกสด๊กก๊อกธม เมื่อปี พ.ศ.2511 ก็มีความสำคัญดั่งการการค้นพบตัวต่อ หรือ จิ๊กซอว์ตัวสุดท้าย ไขความลี้ลับของ “พีระมิดแห่งเอเชีย” ฉันนั้น

 ถึงเวลาแล้วหรือยัง ที่ จ.สระแก้ว จะประกาศให้โลกเห็นความสำคัญของปราสาทสด๊กก๊อกธม เราเคยภาคภูมิใจกับอะไรมากมายที่เป็นที่สุดของโลก ไม่ว่าจะเป็นผัดไทยกระทะใหญ่สุด ผ้าขาวม้าผืนยาวสุด ข้าวหลามกระบอกยาวยักษ์สุด กระทั่งทำสถิติมีคู่รักจูบกันนานที่สุด ซึ่งไม่ค่อยให้ประโยชน์เชิงสาระความรู้นัก แต่กับศิลาจารึกที่เปิดองค์ความรู้ทางโบราณคดีขนานใหญ่เรากลับไม่ให้ความสนใจ จริงอยู่ แม้วันนี้จารึกสด๊กก๊อกธมจะถูกนำไปเก็บรักษาไว้ที่หอสมุดแห่งชาติ กรุงเทพมหานคร แต่ใครจะปฏิเสธว่า จารึกสำคัญหลักนี้ค้นพบที่ จ.สระแก้ว

 เฉกเช่นเดียวกับศูนย์ศึกษาประวัติศาสตร์อยุธยา ที่รวบรวมองค์ความรู้ว่าด้วยอยุธยาศึกษาไว้ครบถ้วน ด้วยรูปแบบการนำเสนอที่ทันสมัย ไม่น่าเบื่อ จ.สระแก้วก็ควรจะมีศูนย์ศึกษาว่าด้วยปรัชญาการสร้างปราสาทหินของขอม เป็นคลังปัญญาแก่อนุชนรุ่นหลัง และยังดึงดูดความสนใจจากนักท่องเที่ยวทั่วโลก ที่แห่กันมา...See Angkor and die…ทั้งในไทยและในกัมพูชา ปีละไม่น้อย

 โดยมุ่งมั่นให้เป็นศูนย์เรียนรู้เชิงวิชาการ ใส่ใจกลวิธีการนำเสนอด้วยรูปแบบทันสมัย ข้ามให้พ้นวิธีคิดแบบเป็นเจ้าเข้าเจ้าของ ที่ยึดติดอยู่กับคำถามเพียงว่า ปราสาทนั้นเป็นของใคร ดินแดนนี้ใครควรครอง เพราะความเป็นจริงคือ ทั้งโบราณสถานและองค์ความรู้ทั้งหลาย ล้วนคือสมบัติร่วมกันของมวลมนุษยชาติ ยิ่งหากในอนาคต ความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชาดีขึ้น สระแก้วกลับคืนสู่สถานะ “ประตูสู่นครวัด” อย่างที่เคยเป็น ศูนย์ศึกษาปราสาทขอมวิทยาแห่งนี้ อาจกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการเดินทางสู่โลกแห่งเทวาลัย ที่ท้าทายคนทั้งโลกว่า “สด๊กก๊อกธม...อย่าเพิ่งตาย ถ้ายังไม่ได้ชม!”

เรื่องและภาพ...ธีรภาพ โลหิตกุล