
เรือรบปะการังเทียม ณ ทะเลชุมพร
วันที่ 19 พฤษภาคมของทุกปี เป็นวันคล้ายวันสิ้นพระชนม์ของพลเรือเอกพระบรมวงศ์เธอ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ หรือ เสด็จเตี่ย ถือเป็นวันสำคัญวันหนึ่งของประวัติศาสตร์กองทัพเรือไทย และในปี พ.ศ 2554 นี้ เป็นวันที่เรือหลวงปราบพร้อมที่จะทำหน้าที่ของผู้พิทักษ์ท้อง
ไม่บ่อยนักที่จะรับรู้ได้ถึงความรู้สึกยินดีมากจนเนื้อแทบเต้น เมื่อมีโอกาสอยู่กับเหตุการณ์ครั้งประวัติศาสตร์ของ การสร้างแหล่งปะการังเทียมด้วยเรือรบ สิ่งที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ของกองทัพเรือ ในบริเวณที่น้ำทะเลมีทัศนวิสัยใต้น้ำดีๆ อย่างทะเลชุมพร
แค่คิดว่าเมื่อมุดลงน้ำแล้วจะได้เห็นเรือทั้งลำที่จอดอยู่ใต้ทะเลก็ระทึกใจมากแล้ว จากที่เคยมีเรือรบรุ่นราวคราวเดียวกันอย่างน้อยสองลำ ถูกจมลงในบริเวณน้ำขุ่นๆ ที่มีระยะมองเห็นเพียง 2-3 เมตรเท่านั้น เพื่อกระตุ้นกระแสการท่องเที่ยว แค่นั้นก็สร้างความเร้าใจในการดำน้ำได้เป็นอย่างมากแล้ว ทำให้หลายหน่วยงานเห็นพ้องต้องกันว่าให้ใช้วันนี้เป็นวันส่งมอบ "เรือหลวงปราบ 741" ที่รับใช้ชาติมายาวนานเกือบ 70 ปี
เรือปราบเป็นเรือยกพลขึ้นบกขนาดเล็ก มีความยาว 48.46 เมตร สูง 16.90 เมตร สามารถบรรทุกกำลังพลได้ 54 นาย เดิมชื่อเรือ USS LCI (M) - 670 เป็นเรือที่กองทัพสหรัฐสร้างขึ้น เคยเข้าร่วมปฏิบัติภารกิจสำคัญในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ในการยกพลขึ้นบกที่หาดนอร์มังดี ประเทศฝรั่งเศส ในช่วงเดือนสิงหาคม พ.ศ.2487 ก่อนโอนสัญชาติเข้าประจำการเป็นส่วนหนึ่งของราชนาวีไทย กับภารกิจสุดท้ายที่เรือลำนี้ได้รับก็คือ ปฏิบัติการกอบกู้ทะเลไทย ตามโครงการแหล่งเรียนรู้เรือหลวงไทยใต้ท้องทะเลชุมพร
โดยความร่วมมือของกองทัพเรือ จ.ชุมพร กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช และบริษัท ปตท.สผ.จำกัด (มหาชน) ที่ช่วยกันสร้างประวัติศาสตร์อีกหน้าหนึ่ง ซึ่งที่นี่เองจะเป็นที่หลบภัยของสัตว์น้อยใหญ่ใต้ทะเล และดึงดูดนักท่องเที่ยวประเภทดำน้ำลึกให้เดินทางมาหาประสบการณ์ที่นี่
ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ ถือเป็นกูรูแห่งท้องทะเล หนึ่งในผู้เกี่ยวข้องโดยตรงกับการจมเรือหลวงปราบ เพื่อสร้างแหล่งการเรียนรู้ใต้โลกสีคราม ช่วยลดการรบกวนแหล่งปะการังของทะเลไทยที่หลีกเลี่ยงไม่พ้นกับปัญหาปะการังฟอกขาว และการเสื่อมโทรมเนื่องจากมีจำนวนนักท่องเที่ยวดำน้ำจำนวนมากที่เดินทางเข้ามาใช้บริการโลกใต้ทะเลของชุมพร การเพิ่มจุดดำน้ำจะช่วยดึงนักดำน้ำออกจากจุดดำน้ำตามธรรมชาติที่เคยหนาแน่นออกมายังจุดนี้ได้
อาจจะเป็นเพราะความท้าทายของจุดดำน้ำที่ต้องใช้ความชำนาญเฉพาะทางในหลายระดับ แหล่งปะการังเทียมนั้นมีมากมายหลายจุด แต่สิ่งหนึ่งที่จะเป็นเสน่ห์เย้ายวนให้เกิดอาการอยากมาท่องเที่ยวดำน้ำที่ก็คือ ตำนานของเรือ นั่นเอง
เรือลำนี้จะเป็นเรือรบลำแรกที่จะถูกจมไปพร้อมกับอาวุธปืนต่อสู้อากาศยาน อุปกรณ์ป้องกันตนเองแบบมาตรฐานดั้งเดิมตามที่เคยติดตั้งไว้ที่หัวเรือและท้ายเรือ ลองจินตนาการดูว่า ถ้าได้ดำน้ำลงไปแอ็กชั่นถ่ายรูปทำท่าใช้อาวุธดังกล่าวคงเท่ไม่เบาแน่ๆ ให้ความรู้สึกว่าได้สัมผัสเรือรบของจริงแน่นอน แค่นึกก็อยากให้ภารกิจนี้เรียบร้อยเสียเดี๋ยวนี้
เมื่อเวลา 09.59 วันที่ 20 พฤษภาคม 2554 ผ่านไป 89 นาทีได้อาศัยเรือลำน้อยๆ ออกมากลางท้องทะเลชุมพร ท่ามกลางท้องฟ้าเป็นใจ ปลอดโปร่งไร้เมฆหมอก เปิดโอกาสให้ความร้อนแรงของแสงอาทิตย์จัดเต็มให้ 100% แต่กลับเป็นห้วงเวลาที่ผ่านไปอย่างรวดเร็ว เพราะต้องจดจ้องและลุ้นเอาใจช่วยกับภารกิจส่งเรือหลวง หนึ่งในเรือรบที่มีตำนานอันสง่างามสู่ก้นทะเลชุมพร ณ บริเวณ เกาะง่ามน้อย เพื่อสร้างแนวปะการังเทียม ลดการรบกวนแหล่งปะการังธรรมชาติใต้ทะเล และเป็นที่หลบภัยของสัตว์น้ำ แต่ความภาคภูมิใจของลูกราชนาวีคงทำได้แค่ฝืนๆ ยิ้ม
น.ท.พันธ์ยศ พัฒนะธาราพงศ์ ทีมงานเทคนิคจมเรือ เผยว่าใช้เทคนิคการเปิดวาล์วน้ำเข้าท้องเรือ พร้อมทั้งใช้เชือกรั้งตัวเรือทางด้านกราบขวาทั้งหัวเรือและท้ายเรือ เข้ากับทุ่นหนัก 3 ตัน หลังเวลาเคารพธงชาติได้ถูกกำหนดเป็นเวลาเริ่มลงมือ เจ้าที่ฝ่ายต่างๆ ประกาศให้เรือของผู้ไม่เกี่ยวข้องออกจากรัศมีเรืออย่างน้อย 100 เมตร เพื่อความปลอดภัย
จากนั้นน้ำทะเลก็ไหลเข้าสู่ตัวเรือ เวลาที่รอคอยกำลังเริ่มนับถอยหลัง การที่ไม่สามารถสร้างสมดุลให้กับเรือได้ ทำให้เรือเอียงไปทางขวาจนกราบเรือแทบจะจมน้ำ ทีมงานแก้ปัญหาด้วยการใช้ลวดสลิงขนาดใหญ่รั้งด้านฝั่งตรงกันข้ามแล้วใช้เรืออีกลำหนึ่งดึง เพื่อหวังให้เรือกลับมาสมดุล แต่ดูจะสายเกินไป เมื่อมีน้ำจำนวนมหาศาลเข้าถ่วงท้ายเรือจนกระทั่งเรือเชิดหัวขึ้นและพลิกกลับเหมือนเรือทำท่าจะคว่ำและผิดทิศทาง เสาธงที่เคยอยู่ส่วนสะพานเดินเรือ หักลอยขึ้นมาอยู่ไม่ไกลจากจุดที่เรือจมลง พรายฟองอากาศที่ขังอยู่ตามส่วนต่างๆ ของเรือผุดขึ้นบนผิวน้ำจนจางไปแล้ว ภาพของเรือครามและเรือกูด ที่จอดสงบนิ่งแบบถูกท่าถูกทาง สวยงาม ที่อ่าวพัทยาแวบเข้ามาในความคิด ขอให้ได้เห็นภาพเรือปราบลำนี้อยู่ในท่าทางที่ไม่ต่างจาก 2 ลำก่อนหน้านี้ด้วยเถอะ
ความองอาจของเรือระดับเรือครูที่อุตส่าห์จัดงานทำพิธีส่งมอบกันต่อหน้าอนุสาวรีย์ "เสด็จเตี่ย" ด้วยความเคารพนับถือของทุกท่านทุกคนที่ได้เข้าร่วมพิธีในวันนั้น ทำให้ทุกคนคาดหวังว่าจะได้เห็นภาพเรือจอดนิ่งสง่างามสมือนจอดเทียบท่าอยู่บนผิวน้ำอย่างสงบให้สมกับความไว้เนื้อเชื่อใจที่ได้ประจำการเกือบ 70 ปี
วันรุ่งขึ้นเป็นวันที่จะได้ลงไปสัมผัสเรือหลวงปราบตำนานที่เพิ่งเริ่มนับหนึ่งกับหน้าที่ปะการังเทียม ภาพใต้ทะเลที่ได้เห็นจากทีมงานเมื่อวานกับวันนี้ที่เห็นด้วยสายตานั้นดูต่างกันอย่างสิ้นเชิง น้ำซึ่งโอบอุ้มตะกอนไว้จำนวนมากบดบังระยะการมองเห็นตัวเรือเอาไว้ บรรยากาศดูวังเวงขึ้นชอบกล ยังดีที่ได้เคยเห็นตัวเรือทั้งหมดก่อนหน้านี้ ทำให้พอจะคลำทางไปได้ ปืนต่อสู้อากาศยานหัวเรือตั้งขนานไปกับกราบเรือที่สัมผัสกับพื้นทรายโดยตรง แทนที่จะเป็นท้องเรือ แต่กระนั้นชาวชุมพรบางส่วนที่เกี่ยวข้องยังคงหาวิธีคืนความสง่างามให้เรือลำนี้ แต่ปัญหาคือจะทำอย่างไรกับค่าใช้จ่ายที่แพงลิบลิ่ว และต้องแข่งกับเวลาที่มีไม่มากนัก ก่อนที่ตัวเรือจะเสียหายจากแรงกดทับที่กราบเรือและการกัดกร่อนของน้ำทะเล
การจมเรือผิดพลาดไปนั้น ส่งผลทำให้เรือที่ค่อยๆ จมจากกราบขวา ทิ้งดิ่งตัวเองลงไปนอนตะแคงขนานกับลานทรายใต้ทะเล ในสภาพที่ไม่ต่างจากร่างกายคนเราที่อ่อนแอ หมดสภาพ ที่จะพยุงตัวให้ยืนตรงเหมือนกับที่เคยประจำการรับใช้ชาติมายาวนาน นั่นคือภาพสุดท้ายที่ได้เห็น และทำลายจินตนาการทั้งหมดที่คาดหวัง แต่ความไม่งามสง่าของการจมนั้นไม่ได้ขัดขวางหน้าที่ของปะการังเทียมที่ยังคงเดินหน้าต่อไปได้
กิตตินันท์ รอดสุพรรณ
[email protected]



