
ทปอ.กำชับมหาวิทยาลัยคุมเข้มบัณฑิตป.โท-เอก ลอกงานวิจัย
ทปอ.กำชับมหาวิทยาลัยคุมเข้มบัณฑิตป.โท-เอก ลอกงานวิจัย หวั่นปัญหายาว กระทบคุณภาพบัณฑิตในอนาคต ย้ำจะเปิดสอนนอกที่ตั้งต้องเดินตามทีคิวเอฟ ติงสมศ.ประเมินรอบ3 เร็วไป ตัวบ่งชี้ไม่นิ่ง ทำมหาวิทยาลัยเสียเปรียบ ชงขอเลื่อนไป1 ปี 27 มิ.ย.นี้
เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน ที่มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ (มวล.)ศ.ดร.ประสาท สืบค้า อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี(มทส.) ในฐานะที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย(ทปอ.) กล่าวภายการประชุมทปอ.ว่าที่ประชุมได้หารือถึงการประเมินคุณภายนอกรอบ 3 ระดับอุดมศึกษา ของสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (สมศ.)โดยตามกำหนดจะมีการประเมินในช่วงเดือนมิถุนายน-สิงหาคมนี้ แต่ขณะนี้ตัวบ่งชี้ และเงื่อนไขของการประเมินซึ่งแตกต่างจากการประเมินรอบ 2 ยังไม่มีความชัดเจน ดังนั้น ที่ประชุมจึงมีมติให้เลื่อนกำหนดเวลาการประเมินรอบ 3 ออกไปแต่ไม่เกิน 1 ปี เพื่อให้มหาวิทยาลัยได้ดำเนินการตามเกณฑ์ที่เกิดขึ้นภายหลังได้ โดยที่ประชุมได้มอบให้ตนในฐานะประธานทปอ. และรศ.ดร.กิตติ ตีรเศรษฐ อธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง( สจล. ) ในฐานประธานที่ประชุมอธิการบดีมหาวิทยาลัยในกำกับรัฐแห่งประเทศไทย (ทอมก.)ไปยื่นหนังสือทักท้วงต่อคณะกรรมการบริหารสมศ. ขอให้เลื่อนการประเมินออกไปก่อนในวันที่ 27 มิถุนายนนี้
ประธานทปอ. กล่าวต่อว่าที่ประชุมได้หารือถึงปัญหาการจัดการศึกษานอกสถานที่ตั้ง เล็งเห็นว่าการจัดการศึกษานอกที่ตั้งควรเป็นไปตามกรอบมาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษาแห่งชาติหรือ ทีคิวเอฟ โดยได้กำชับกับมหาวิทยาลัย หากจะเปิดศูนย์การศึกษานอกที่ตั้งต้องดำเนินการตามกรอบทีคิวเอฟ หรือถ้าเปิดสอนอยู่แล้วต้องดำเนินการให้ได้มาตรฐาน โดยอาจจะร่วมใช้ทรัพยากรกับมหาวิทยาลัยอื่น ๆ เช่นในเรื่องอาจารย์ผู้สอน แต่หากไม่มีคุณภาพควรยุบหรือยกเลิกไป รวมถึงได้ขอความร่วมมือ9 เครือข่ายสถาบันอุดมศึกษาให้ช่วยดูแลมหาวิทยาลัยลูกข่ายที่เปิดศูนย์การศึกษานอกที่ตั้ง ซึ่งหากพบว่ามีการจัดการศึกษาที่ไม่ได้มาตรฐานต้องช่วยเหลือตรวจสอบให้ได้มาตรฐาน และขอให้มหาวิทยาลัยให้ความสำคัญในเรื่องของบรรยากาศของการเรียนการสอน เช่น ไม่ควรเปิดสอนในศูนย์การค้า โรงแรม ปั๊มน้ำมัน เป็นต้น
นอกจากนั้น ที่ประชุมยังได้กำชับมหาวิทยาลัยที่เปิดสอนหลักสูตรบัณฑิตศึกษา เนื่องจากเกณฑ์ในการเปิดหลักสูตรดังกล่าวของคณะกรรมการการอุดมศึกษา(กกอ.) ซึ่งแบ่งเป็น 3 แผน แผนแรก เรียนอย่างเดียวโดยไม่ต้องทำวิจัย แผนสอง เรียนวิชาพื้นฐานเลือกทำวิจัยหรือวิทยานิพนธ์ และแผนสามไม่เรียนแต่เลือกทำงานวิจัยหรือวิทยานิพนธ์มาส่ง โดยในส่วนแผนสามทางทปอ.มีความกังวลว่าจะทำให้มีปัญหาเรื่องคุณภาพบัณฑิต เนื่องจากนักศึกษาอาจไปซื้อวิทยานิพนธ์หรือจ้างทำเพื่อมาส่งอาจารย์ และจบออกไป โดยเฉพาะในระดับปริญญาเอก ที่มีผลกระทบกับกรอบทีคิวเอฟ เพราะหลักสูตรที่จะเปิดใหม่ในอนาคตมีการกำหนดจำนวนอาจารย์ประหลักสูตรว่าต้องจบระดับปริญญาโทหรือเอก ซึ่งหากคนกลุ่มนี้เข้าไปเป็นอาจารย์สอนบัณฑิต ต่อไป เด็กที่จบรุ่นหลังจะไม่มีคุณภาพไปด้วย ดังนั้นที่ประชุมจึงได้กำชับให้มหาวิทยาลัยดูแลเรื่องนี้เป็นพิเศษ ส่วนกรณีที่สถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติสทศ.เสนอให้เรียกขื่อ 7 วิชาที่จะใช้ในการสอบคัดเลือกบุคคลในสถาบันอุดมศึกษาในระบบรับตรงหรือเคลียริ่งเฮาท์ว่าการทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติขั้นสูงหรือเอเน็ตนั้นที่ประชุมยืนยันเรียน 7 วิชาตามเดินเพราะไม่ต้องการให้เด็กเกิดความสับสน
ด้านผศ.ดร.พงษ์อินทร์ รักอริยะธรรม รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ในฐานะประธานที่ประชุมแอดมิชชั่นส์ฟอรั่ม กล่าวว่า หลังจากทปอ.ได้ส่งหนังสือสอบถามเกี่ยวกับการเข้าร่วมการคัดเลือกบุคคลในสถาบันอุดมศึกษาในระบบรับตรงหรือเคลียริ่งเฮาท์ให้มหาวิทยาลัยทุกแห่ง และกำหนดให้มหาวิทยาลัยตอบกลับมาภายในวันที่ 24 มิถุนายนนี้โดยหลังจากได้ข้อมูลทั้งหมดที่ประชุมแอดมิสชั่นส์ฟอรั่มจะหารือเรื่องกันอีกครั้งในวันที่ 1 กรกฎาคมเพื่อกำหนดปฏิทินการรับตรงร่วมกันต่อไป นอกจากนั้นที่ประชุมยังได้อนุมัติให้สถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ สทศ.จัดสอบ 7 วิชาที่ใช้สำหรับรับตรงส่วนกล่าวร่วมกัน



