ไลฟ์สไตล์

อธิการบดีมมส.แจงรับน้องไม่รุนแรง

อธิการบดีมมส.แจงรับน้องไม่รุนแรง

11 มิ.ย. 2554

อธิการบดีมมส. มั่นใจรับน้องไม่รุนแรง คำพูดที่รุ่นพี่ใช้ เป็นจิตวิทยาทำให้เกิดความเคารพ ย้ำให้รองอธิการฯตักเตือนแล้ว

จากกรณีรับน้องรุนแรงของนักศึกษามหาวิทยาลัยสารคาม (มมส.)ผศ.ดร.ศุภชัย สมัปปิโส อธิการบดี มมส. เปิดเผยว่าเหตุการณ์ที่เผยแพร่ทางอินเตอร์เป็นกิจกรรมการประชุมเชียร์ของนิสิต ไม่ใช่การรับน้อง ซึ่งนักศึกษาจะจัดกิจกรรมทั้งหมด 5 วัน หรือ งานเฟรชชี่เดย์ เพื่อให้รุ่นพี่รู้จักรุ่นน้อง และได้เรียนรู้ซึ่งกันและกัน ส่วนภาพที่ถูกนำเสนอไปนั้น ถือเป็นหนึ่งในกิจกรรมที่รุ่นพี่สอนรุ่นน้องร้องเพลง เป็นกิจกรรมต่อเนื่องจากการทำบุญในตอนเช้า แต่ในวันสุดท้ายก็มีกลุ่มนักศึกษาที่ไม่เห็นด้วยกับกิจกรรมดังกล่าวมาถือป้ายประท้วง ซึ่งตนเองเห็นว่ากิจกรรมที่เกิดขึ้นไม่มีอะไรที่เป็นความรุนแรง ทั้งนี้ ที่ผ่านมาการจัดกิจกรรมประชุมเชียร์ของมหาวิทยาลัยได้ดำเนินการตามประกาศกระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.)เรื่องการจัดกิจกรรมรับน้องใหม่ละประชุมเชียร์ในสถาบันอุดมศึกษา และกรอบของสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา(สกอ.)ทุกอย่าง อย่างไรก็ตาม การทำกิจกรรม ไม่ว่าเรื่องอะไร เมื่อมีคนไม่เห็นด้วยถือเป็นเรื่องธรรมดา และมหาวิทยาลัยรับฟังความคิดเห็นของทุกคน และระหว่างดำเนินกิจกรรมทุกอย่างมีรองอธิการบดีฝ่ายพัฒนานิสิตเป็นผู้ดูแลอยู่ตลอด เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ที่ไม่เหมาะสมและยังไปเป็นประธานในวันเปิดงานเฟรชชี่เดย์ด้วย
 อธิการบดีมมส. กล่าวต่อว่า สำหรับกรณีที่นิสิตรุ่นพี่ขึ้นไปพูดบนเวที ยอมรับว่ารุ่นพี่อาจใช้คำพูดไม่เหมาะสม และตนได้ให้ทางรองอธิการบดีฝ่ายพัฒนานิสิตตักเตือน ตำหนิไปแล้ว แต่ถ้าจะไปจับผิดกับสิ่งที่นิสิตพูดเพียงอย่างเดียวคงไม่ได้ เพราะนิสิตอยู่ในวัยนี้อาจมีคำพูดที่คึกคะนองออกมาบ้าง ซึ่งเมื่อมีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นทางมหาวิทยาลัยก็ต้องไปทบทวนกระบวนการทั้งหมด และต่อไปจะให้การจัดกิจกรรมของนิสิตเป็นกิจกรรมที่สามารถเปิดเผยและตรวจสอบได้ ส่วนกรณีที่มีนิสิตชั้นปี1เป็นลม เป็นเรื่องปกติที่ใครก็สามารถเป็นลมได้ ไม่ได้กินข้าวก็เป็นลม ซึ่งไม่เข้าใจว่าทำไมต้องทำเรื่องนี้ให้เป็นประเด็น และกลายเป็นความผิดและที่สำคัญมหาวิทยาลัยไม่มีระบบโซตัส แต่เป็นจิตวิทยาลัยให้เกิดความเคารพ
 ศ.ดร.ประสาท สืบค้า อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี (มทส.) ในฐานะประธานที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) กล่าวว่า ทปอ.เห็นร่วมกันเกี่ยวกับการจัดกิจกรรมรับน้องว่าควรเป็นการจัดกิจกรรมที่เน้นแนวทางสร้างสรรค์ และได้กำหนดมาตรการ 7 ข้อซึ่งสอดคล้องกับประกาศของกระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.) ดังนี้ 1.ไม่ให้มีการจัดกิจกรรมรับน้องนอกสถานที่ 2.ให้เปิดสาย Call center ของมหาวิทยาลัยเพื่อให้ผู้ปกครองสามารถติดต่อสอบถาม หรือรับเรื่องราวต่าง ๆ 3.ไม่ให้มีเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในการจัดกิจกรรมรับน้อง 4.ไม่ให้จัดกิจกรรมที่เป็นการทารุณรุ่นน้อง เช่น โยนบก ล้างสนาม หยดน้ำตาเทียนตามร่างกาย ฯลฯ 5.ไม่ให้มีการแสดงอากัปกิริยาที่ส่อไปในทางลากมอนาจาร 6.ให้มหาวิทยาลัยทุกแห่งที่มีศูนย์รักษาพยาบาล หรือโรงพยาบาลเตรียมความพร้อมในการดูแลนิสิต นักศึกษา และพร้อมรับมือกับเหตุการณ์โรคภัยไข้เจ็บที่เกิดขึ้นในแต่ละฤดูกาล และ7.ให้กลุ่มเครือข่ายนิสิต นักศึกษาต่าง ๆ ของมหาวิทยาลัยร่วมกันเป็นหูเป็นตาในการแจ้งข่าวสาร
 ด้าน ดร.กีร์รัตน์ สงวนไทร อธิการบดีมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์(มวล.) กล่าวว่า การรับน้องของมหาวิทยาลัยจะดำเนินการก่อนเปิดภาคเรียน 5-6 วัน โดยเน้นปฏิบัติตามประกาศ ศธ.และประกาศของทางมหาวิทยาลัยไม่อนุญาตให้มีการจัดกิจกรรมรับน้องนอกสถานที่ และเมื่อเปิดภาคเรียนก็ห้ามไม่ให้มีการรับน้อง โดยปีนี้ได้จัดกิจกรรมเสร็จแล้ว ตั้งแต่วันที่ 18-23 พ.ค.ที่ผ่านมา โดยกิจกรรมของมวล.จะมีนักศึกษาชั้นปี 2 ของทุกคณะรวมตัวกันทำงานภายใต้ชื่อกลุ่มสัมพันธ์ ซึ่งนักศึกษากลุ่มนี้จะต้องผ่านการอบรมทำความเข้าใจถึงการรับน้องที่ปลอดภัย สร้างสรรค์ จากนั้นก็จะร่วมกับอาจารย์ฝ่ายกิจกรรมนักศึกษาในการกำหนดกิจกรรมรับน้อง นอกจากนี้ได้ขอความร่วมมือจากอาจารย์ในการช่วยตรวจสอบหากพบว่ามีการรับน้องไม่เหมาะสมด้วย ซึ่งหากพบก็จะมีการลงโทษ โดยการลงโทษจะขึ้นอยู่กับความผิดที่กระทำแต่ที่ผ่านมายังไม่เคยพบปัญหา
 “เราจัดกิจกรรมเน้นสร้างสรรค์ ปลอดภัย ซึ่งการจัดรับน้องที่ผ่านมาเป็นไปเรียบร้อย โดยเรายังเปิดโอกาสให้ผู้ปกครองที่สนใจเข้ามาพักที่มหาวิทยาลัยเพื่อติดตามดูการรับน้องอย่างใกล้ชิด ที่สำคัญการรับน้องของ ม.วลัยลักษณ์จะเน้นหลัก 4 รู้ คือ รู้รักเรียน รู้รักสถาบัน รู้รักสัมพันธ์ และรู้รักชุมชน ซึ่งกิจกรรมรับน้องที่ได้ผลดีมากที่สุดคือ รู้รักสัมพันธ์ เพราะเป็นความสัมพันธ์อันดีระหว่างรุ่นพี่รุ่นน้อง ที่นี่ห้ามไม่ให้มีพี่วินัย หรือ พี่ว๊าก เราไม่ต้องการตรงนี้ แต่เราต้องการสร้างค่านิยมของความรักใคร่ การหยิบยื่นสิ่ง ๆ ดีให้แก่กันระหว่างรุ่นสู่รุ่น”ดร.กีร์รัตน์ กล่าว