เด่นโซเชียล

สาวไทยเจอ "ภาษีแบรนด์เนม" ใส่อยู่กับตัวก็ต้องถอดตีราคา ชาวเน็ตโอดโดนด้วย

สาวไทยเจอ "ภาษีแบรนด์เนม" ใส่อยู่กับตัวก็ต้องถอดตีราคา ชาวเน็ตโอดโดนด้วย
เกาะติดข่าวสาร >> คมชัดลึก ออนไลน์
logoline

สาวไทยเเชร์ประสบการณ์เจอ "ภาษีเเบรนด์เนม" ของใช้ส่วนตัวเกินครึ่งเเสน แฟนต่างชาติก็โดนด้วย หลังถูกเจ้าหน้าที่กรมศุลกากรสั่งถอดเครื่องประดับและของใช้แบรนด์เนมทั้งหมดออกก่อนตีราคา ชาวเน็ตเเห่คอมเมนต์ดาราไปต่างประเทศทำไง

เเชร์ประสบการณ์ "ภาษีเเบรนด์เนม" ของผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่งที่เล่าเหตุการณ์เดินทางจากเกาหลีกลับไทยเเต่ถูกกรมศุลกากร สนามบินสุวรรณภูมิ เรียกตรวจและต้องจ่ายค่าปรับกว่า 5 หมื่นบาท เป็นค่าภาษีของเเบรนด์เนมที่เธอใช้ติดตัวมา และไม่อยากให้เรื่องนี้เกิดกับคนอื่น เพราะมันแย่มาก 

 

โดยเธอเล่าว่า เหตุเกิดเมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2565 ซึ่งเป็นวันแรกที่กลับเข้าไทยในรอบ 2 ปี ลงเครื่องเวลาประมาณ 13.30 น. เดินลงมาตรวจ QR code ปกติ และผ่านด่านเข้าเมืองจนมาหยิบกระเป๋า พอหยิบกระเป๋าเสร็จเดินมาที่กรมศุลกากร แฟนของเธอซึ่งเป็นคนต่างชาติเข็นรถที่มีกระเป๋าลาก 3 ใบ ส่วนตัวเธอเองเข็นรถมามีแต่กระเป๋าถือ 2 ใบ ระหว่างที่กำลังจะเดินผ่านด่าน มีคนมาดึงเธอไว้ และให้เอากระเป๋าสแกนให้หมด จากนั้นเรียกให้เข้าห้องทันที โดยมีเจ้าหน้าที่เข้ามาในห้องประมาณ 8-9 คน 
สาวไทยเจอ "ภาษีแบรนด์เนม" ใส่อยู่กับตัวก็ต้องถอดตีราคา ชาวเน็ตโอดโดนด้วย

เธอบอกด้วยว่า ทั้งตัวเธอเเละเเฟนตกใจมาก ทำไมเจ้าหน้าที่กรมศุลกากรต้องมากันเยอะขนาดนี้ ขณะที่เจ้าหน้าที่เริ่มเปิดค้นกระเป๋าทีละใบอย่างละเอียด ซึ่งเธอได้พิมพ์เน้นว่า อย่างละเอียด และเจ้าหน้าที่ไม่ยุ่งกับของกินเลย ไม่ว่าจะเป็นพวกวิตามิน หรือของฝาก โสม เจ้าหน้าที่ดูแล้วผ่าน ๆ ไม่ถามอะไรมาก 

แต่ของชิ้นไหนที่เป็นแบรนด์เนมจะเอามาแยกโต๊ะทันที ซึ่งในห้องมี 2 โต๊ะ เจ้าหน้าที่เเยก เสื้อผ้า รองเท้า กระเป๋า หมวก แว่นตากันแดด แว่นสายตา กระเป๋าตังค์ กางเกง และ ที่เธอรู้สึกตกใจที่สุดคือให้เธอถอดเครื่องประดับทั้งหมด 

 

สาวไทยคนนี้ ได้ถามเจ้าหน้าที่ด้วยว่าทำไมต้องถอดหมดเลย ซึ่งเจ้าหน้าที่ผู้ชายได้ตอบกลับเธอว่า ให้ถอดออกมาเพื่อเช็ก เธอจึงถอดกำไล และสร้อยคอ นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ให้เธอถอดต่างหูและแหวนด้วย  เมื่อถอดออกหมดแล้ว เจ้าหน้าที่ก็พาเข้าอีกห้องเพื่อค้นร่างกาย ทั้งเธอและแฟนโดนกระทำแบบนี้ทั้ง 2 คน และมีการบอกว่าไม่ให้บันทึกภาพทั้งสิ้น

 

เจ้าหน้าที่ได้ทำการตรวจว่าของแต่ละชิ้นมีมูลค่าเท่าไร โดยไม่สนว่าของชิ้นนั้นใช้แล้วหรือไม่ ทั้งที่เธอพยายามอธิบายว่าของทุกชิ้นใช้แล้ว และเธอมีหลักฐาน ยกเว้นรองเท้า 2 คู่  โดย 1 คู่ เพิ่งซื้อที่ดิวตี้ฟรีเกาหลี แฟนของเธอซื้อให้น้องสาวของเขา ซึ่งมีหลักฐานการคุยว่ารองเท้าคู่นั้นซื้อให้น้องสาวจริง ๆ

 

อีกคู่เป็นของใหม่แต่ทำส้นแล้วจะเอามาใช้ที่ไทย แม้กระทั่งเสื้อผ้าที่มีการซักแห้งมาแล้ว มีกลิ่นน้ำยาหมด กางเกง gucci ของแฟน ซึ่งเป็นของหวงจึงใส่กล่องมาเเต่มีหลักฐานว่าใส่แล้ว หากไม่เชื่อสามารถดมได้ เเล้วก็มีเจ้าหน้าที่ทดลองดมเพื่อพิสูจน์จริง ๆ  

หลังจากนั้นมีเจ้าหน้าที่อีกคนเดินมาบอกว่า "ของที่อยู่ตรงนี้ทั้งหมดจะถูกยึดนะคะ"
เธอตกใจมาก และถามเจ้าหน้าที่ว่าทำไมต้องยึด ใช้ของแบรนด์เนมไม่ได้เลยหรือ ซึ่งเจ้าหน้าที่บอกว่าใช้ได้ แต่ต้องเสียภาษี ไม่ทราบหรือว่าของติดตัวเข้าประเทศได้ทั้งหมดไม่เกิน 20,000 บาท

 

ซึ่งเธอได้ชี้เเจงว่า เธอในฐานะนักท่องเที่ยว ไม่ได้อยู่ในประเทศไทย มาเที่ยวไทยแล้วก็กลับ ของทุกชิ้นก็กลับพร้อมกับเธอ และแฟนเธอไม่ได้เป็นคนไทยทำไมต้องเสียภาษีให้

ตอนแรกเจ้าหน้าที่ไม่ฟังเหตุผล และบอกว่าถ้าไม่ยอมให้ยึด จะติดแบล็กลิสต์ไม่สามารถเข้าประเทศได้อีก ซึ่งเธอไม่ยอมสักพักเจ้าหน้าที่อีกคนเดินมา ซึ่งตอนนั้นก็มีเจ้าหน้าที่หลายคนมาก เจ้าหน้าที่เดินมาบอกเธอว่า ถ้าชิ้นไหนมีหลักฐานการใช้แล้ว จะยอมปล่อยไป แต่ถ้าชิ้นไหนไม่มีหลักฐานจะถูกคิดภาษี

 

ปรากฏว่ากระเป๋า Chanel ที่เธอเพิ่งเอามาใช้กับรองเท้าอีก 2 คู่ และเสื้อคลุม Gucci เพิ่งใช้จึงไม่มีรูปถ่ายมาก่อน เลยโดนภาษีไปเกือบ 7 หมื่นบาท และจะคิดภาษีกับแฟนของเธอให้ได้ ทั้งที่รองเท้าอีกคู่นั้น แฟนของเธอซื้อด้วยตัวเองให้น้อง และเเฟนของเธอไม่เคยเจอแบบนี้มาก่อน โดยอัตราการคิดภาษีกระเป๋า 20 % (+vat 7% ) รวม 27 %

ส่วนรองเท้าและเสื้อผ้า 30% (+vat7%) = 37% เธอก็ยังไม่ยอมจึงยืนรอจนกระทั่งมีเจ้าหน้าที่อีกกลุ่มมา เขาลดหย่อนภาษีให้เหลือ 54,000 บาท 

 

สาวไทยรายนี้เธอจึงโพสต์เตือนว่า ต่อไปนี้ใครจะใส่แบรนด์เนมต้องระวังเพราะเจ้าหน้าที่อาจจ้องตั้งแต่ลงเครื่องแล้ว หลักฐานต้องมี ต้องแน่น ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้บอกเธอด้วยว่าจับมาหลายรายแล้ว รู้ทุกแบรนด์ เเต่เธอไม่ใช่เเม่ค้า ของซื้อมาใช้เอง ไม่คิดจะปกปิดอะไร และที่สำคัญเจ้าหน้าที่ไม่มีสิทธิ์มาคิดภาษีกับชาวต่างชาติ ซึ่งเรื่องนี้ทำให้เธอเสียความรู้สึกมาก

 

เเต่ถ้ามีกฎข้อไหน เเจ้งห้ามชาวต่างชาตินำแบรนด์เนมเข้าประเทศขอให้เเจ้งด้วย เพราะที่ประเทศเกาหลีไม่ทำแบบนี้ เนื่องจากกรณีซื้อของดิวตี้ฟรีไทยแล้วมาเที่ยวเกาหลี ไม่อยากเสียภาษีเอาของเข้าประเทศ ก็ให้ฝากที่สนามบินอินชอน ขากลับค่อยไปเบิกเอา โดยมีค่าฝากเท่านั้น เเต่ในกรณีของเธอเจ้าหน้าที่ไม่เเจ้ง บอกเเต่จะยึดไว้ 

 

หลังจากเรื่องราวของเธอถูกโพสต์ออกไป ตอนนี้มีคนเเชร์ไปแล้วกว่า 1,500 ครั้ง และยังมีชาวเน็ตมาร่วมเเสดงความเห็นเเชร์ประสบการณ์ ที่เจอเรื่องราวการจ่ายค่าภาษีเเบรนด์เนมจากของใช้ส่วนตัวคล้ายๆกับเจ้าของโพสต์ และบางส่วนที่กำลังจะเดินทางกลับไทย ก็เกรงว่า จะเจอเหตุการณ์เเบบนี้ จนทำให้บางคนถึงกับประกาศกลับไทยรอบนี้ เจอกันถุงผ้ากับรองเท้าเเตะ  

นอกจากนี้ ชาวเน็ตยังสงสัยกรณีดาราอย่าง ดิว อริสราถือแอร์เมสเที่ยวดูไบ แบรนด์เนมทั้งตัว กับชมพู่ อารยาไปเที่ยวเมืองนอกทั้งครอบครัวแบรนด์เนมทั้งตัวทั้งครอบครัวแน่นอนเกิน10ล้านแน่ ทำยังไง

สาวไทยเจอ "ภาษีแบรนด์เนม" ใส่อยู่กับตัวก็ต้องถอดตีราคา ชาวเน็ตโอดโดนด้วย

สาวไทยเจอ "ภาษีแบรนด์เนม" ใส่อยู่กับตัวก็ต้องถอดตีราคา ชาวเน็ตโอดโดนด้วย

สาวไทยเจอ "ภาษีแบรนด์เนม" ใส่อยู่กับตัวก็ต้องถอดตีราคา ชาวเน็ตโอดโดนด้วย

สาวไทยเจอ "ภาษีแบรนด์เนม" ใส่อยู่กับตัวก็ต้องถอดตีราคา ชาวเน็ตโอดโดนด้วย

สาวไทยเจอ "ภาษีแบรนด์เนม" ใส่อยู่กับตัวก็ต้องถอดตีราคา ชาวเน็ตโอดโดนด้วย

logoline

ข่าวที่น่าสนใจ

logo-pwa

เพิ่ม คมชัดลึก ออนไลน์

ลงในหน้าจอหลักของคุณ

ติดตั้ง
ปิด