
คาร์ลอส สลิมอภิมหาเศรษฐีเบอร์1ของโลก
จั่วหัวเรื่องนี้คงมีหลายท่านคัดค้านเป็นแน่ว่า ไม่จริง แต่ก็เป็นเรื่องจริงครับที่อภิมหาเศรษฐีของโลก ณ เวลานี้ ไม่ใช่ บิลล์ เกตส์ ที่เคยครองแชมป์ 13 สมัยอย่างที่ท่านรู้จักอีกต่อไป จะว่าไปแล้ว เป็นเรื่องน่าอัศจรรย์ก็ว่าได้ เพราะบุคคลที่ร่ำรวยที่สุดไม่ได้ตก
นิตยสารฟอร์บส์ ระบุว่า ทรัพย์สินทั้งหมดมีมูลค่าสูงถึง 53.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 1.6 ล้านล้านบาท และเพียงแค่ปีเดียวเขาสามารถทำกำไรได้สูงถึง 18.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นเงินไทยก็ประมาณ 1,500 ล้านบาทต่อวัน คงมีคำถามตามมาอย่างมากมายว่า "คาร์ลอส สลิม" เป็นใครมาจากไหน? ทำไมถึงหาเงินได้มากมายมหาศาลขนาดนั้นในชั่วเวลาแค่ปีเดียว
คราวนี้เรามาวิเคราะห์ฝ่ามือของอภิมหาเศรษฐีกันดีกว่าครับว่ามีเครื่องหมายใดบ้างที่แบ่งแยกระหว่างอภิมหาเศรษฐีกับคนรวยออกจากกัน
ฝ่ามือทั้งสองข้างนั้น เป็นมือลักษณะผู้นำ คือนิ้วไม่สั้นและไม่ยาวจนเกินไป เนินแต่ละเนินบนฝ่ามือโดยเฉพาะเนินพฤหัส เนินเสาร์ และเนินอาทิตย์ เป็นเนินที่เต็มเปี่ยมสมบูรณ์ และที่สำคัญยิ่งคือ เนินเสาร์เนินที่อยู่ตรงใต้นิ้วกลางนั้น มีเนื้อเนินที่เต็มๆ เพราะเนินนี้เป็นเนินของขุมทรัพย์กองคลัง นี่ขนาดอายุปาเข้าไป 70 ปีแล้ว เนินแต่ละเนินยังไม่ลดทอนพลังลงแต่อย่างไร
จะสังเกตได้ว่าทั้งสองมือของ คาร์ลอส นั้น ไม่มีเส้นขวางที่ออกจากเนินอังคารในเลย ซึ่งถ้าเทียบกับคนรวยบางท่านยังมีให้พบเห็นอยู่ เส้นขวางคืออุปสรรคที่ต้องสูญเสียเงินทอง หรือตำแหน่งหน้าที่ขวาง 1 เส้นเจอ 1 ครั้ง ถ้าเป็นคนธรรมดาก็สูญเสียเป็นหมื่นเป็นแสน แต่ถ้าเกิดขึ้นในมือของคนรวยก็จะเพิ่มความแรงเป็นทวีคูณบางท่านสูญเสียเป็นร้อยล้านก็มี
เส้นคิดจริง ทำจริง มือขวา คือสิ่งที่ทำในปัจจุบัน ให้สังเกตเส้นสมองนะครับ จะเป็นเส้นที่เดินขนานกับเส้นใจ ความคิดความอ่านอะไรก็ตามที่อยู่ในสมอง ถูกแปลเปลี่ยนเป็นเงินเป็นทองไปหมด จึงทำให้ คาร์ลอส เป็นเจ้าของบริษัทกว่า 200 แห่งในเม็กซิโก มีธุรกิจตั้งแต่ ร้านอาหาร ผลิตจักรยาน สายการบิน โรงแรม บริการรถไฟ กิจการโรงพิมพ์ กิจการธนาคาร ฯลฯ ซึ่งแต่ละกิจการแทบไม่มีความเกี่ยวข้องกันเลย แต่สามารถทำเงินได้เหมือนกัน
คาร์ลอสเป็นคนที่ประหยัด ทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งแล้วผลจะต้องเหมือนกันนั่นก็คือ กำไรให้สังเกตระยะห่างของเส้นสมองและเส้นใจนะครับ จะมีลักษณะที่แคบกว่าเส้นมือของคนปกติทั่วๆ ไป เรียกว่า ใจแคบ ขี้เหนียว นี่ก็เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เขาเป็นเศรษฐี
ดังนั้นการบริจาคทานให้มูลนิธิต่างๆ จึงยังไม่ได้ทุ่มเต็มที่เหมือนกับเศรษฐีนักบุญ 2 ท่าน คือ บิลล์ เกตส์ และ วอร์เรน บัฟเฟต แต่ก็ถือใจบุญ เพราะปีที่แล้วบริจาคเงินเข้ามูลนิธิต่างๆ รวมแล้วกว่า 65 ล้านดอลลาร์



