
ว.วชิรเมธี
ตะวันณา เชื่อว่าในปีพุทธศักราชนี้ หรือย้อนกลับสัก 4-5 ปี คงไม่มีใครในประเทศไทย ไม่เว้นแม้ผู้พิการทางหู ที่ดูได้ทางตา หรือผู้พิการทางตา ที่ได้ยินทางหู ที่จะไม่รู้จัก หรือไม่เคยยินชื่อ พระภิกษุหนุ่มหล่อ ผู้ใช้นามแฝงสำหรับตัวเองว่า ว.วชิรเมธี นะครับ
ท่านโด่งดังชนิดที่พุทธศาสนิกชนควรจะกราบขอบพระคุณท่าน ที่พิทักษ์รักษาและจรรโลงพระพุทธศาสนาที่กำลังเสื่อมทรุด เพราะพฤติกรรมของผู้อาศัยผ้าเหลืองหากินในรูปแบบต่างๆ ด้วยการนำ พระธรรม คำสั่งสอนของ สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า มาลบล้างพฤติกรรมต่ำช้าเหล่านั้น อย่างเอาจริงเอาจรัง ด้วยการเผยแผ่พระพุทธศาสนาผ่านสื่อต่างๆ มากกมายหลายวิธี สมกับที่เป็น พุทธบุตร
“ตะวันณา” เอง เคยปฏิญาณว่าจะไม่ขอ “ใส่บาตร” หรือ “ทำบุญ” ผ่านพระสงฆ์ แต่จะขอ “ทำทาน” ด้วยการให้อาหารสัตว์ หรือบริจาคสิ่งของเหลือใช้ เช่น เสื้อผ้า สิ่งของ ให้แก่ผู้ยากไร้ เท่าที่โอกาสจะอำนวย แม้ตัวเองจะได้ชื่อว่านับถือศาสนาพุทธ ตามทะเบียนบ้านและบัตรประชาชน
ทั้งนี้ เพราะในสมัยหนุ่มๆ ที่ยังเป็นนักข่าวอยู่นั้น เคยสงสัยในพฤติกรรมของพระสงฆ์ จึงเฝ้าดู พฤติกรรมในการรับบาตรตอนเช้า ที่หน้าตลาดแห่งหนึ่งจนเห็นพฤติกรรมที่ “รับไม่ได้” จึงได้จัดทำสกู๊ปข่าว (ข่าวที่คิดและทำขึ้นเองเพียงผู้เดียวหรือฉบับเดียว) เรื่อง “เวียนเทียนนอกพัทธสีมา” (ปกติการเวียนเทียนต้องทำรอบโบสถ์ ที่มีพัทธสีมาบอกเขต)
เรื่องของเรื่องก็คือ ทราบมาว่ามีพระภิกษุที่ยืนรับบาตรที่หน้าตลาดสดแห่งหนึ่ง เทข้าวปลาอาหารที่พุทธศาสนิกชนใส่บาตรด้วยความศรัทธาลงไปในถัง แล้วให้เด็กวัดนำถังที่มีข้าวและกับข้าว (ถุง) ไปมอบให้แม่ค้าคนเดิม นำมาจัดเรียงเพื่อขายพุทธศาสนิกชนคนต่อไป
หรือพระบางรูปก็นำข้าวปลาอาหารใส่รถสามล้อถีบ (สมัยก่อนไม่มีสามล้อเครื่องที่เรียกว่า ตุ๊กตุ๊ก) เอาไป “จัดการ” ในรูปแบบต่างๆ รวมไปถึงพบว่าในกุฏิพระบางวัด มีทั้งโทรทัศน์ ที่สามารถดูละคระน้ำเน่า และเครื่องเล่นวิดีโอ ที่ขอโทษนะครับ พูดตรงๆ ดูหนังโป๊เมื่อไรก็ได้ เต็มห้อง บางวัด พระบางรูปเสพยา และฯลฯ เมื่อนำมารายงานเป็นข่าวในหนังสือพิมพ์ที่สังกัดอยู่ (ขอไม่เอยชื่อ เพราะถูกปิดสมัยปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน) จน “ตะวันณา” ถูกกล่าวหาว่าเป็นพวกคอมมิวนิสต์ไปโน่น (เดี๋ยวนี้พระที่พฤติกรรมต่ำช้าก็ยังมีอยู่)
แต่ “ตะวันณา” ก็ไม่สนใจเสียงเหล่านั้น ยังคงทำหน้าที่ “นักข่าว” ที่ดี ต่อมาจนถึงบัดนี้ แม้วัยจะล่วงเลยการเป็นนักข่าวแล้ว แต่ “วิญญาณนักข่าว” ก็ยังไม่บินหนีไปไหน จึงคอยสอดส่องความเคลื่อนไหวของสังคมอย่างใกล้ชิดตลอดมา
เคยเห็นพระภิกษุที่โด่งดังด้วยพฤติกรรมแปลกๆ น่าเลื่อมใสศรัทธามาก็มาก แล้วที่ในที่ท้ายที่สุด “ดีแตก” มาก็มาก จึงไม่เคยเทใจให้พระรูปใดรูปหนึ่ง ด้วยความหลงใหลได้ปลื้ม เว้นแต่พระภิกษุที่พำนักอยู่ตามวัดป่า ที่สันโดษ ปลด เลิก ละ วาง จากรูป รส กลิ่น เสียง (และชื่อเสียง) ได้อย่างแท้จริง
หลายวันแล้วมีผู้ส่ง ลายมือและลายเซ็นของพระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี ที่ใช้ชื่อในทางสังคมโลกว่า ว.วชิรเมธี ที่มีอายุ 33 ปี (เกิด 29 มกราคม 2519) 15 พรรษา (บวชพระ 10 พฤษภาคม 2537) มาให้ พร้อมกับคำถามว่าคุณ “ตะวันณา” พิจารณาแล้วรู้สึกอย่างไร
ขอตอบสั้นๆ ว่า “ไม่ทราบครับ” หลังจากแก่ตัวมาจนถึงวันนี้ พยายามยึดภาษิตโบราณว่า “น้ำเชี่ยวอย่าขวางเรือ” มาโดดตลอด ยึดถือคำสอนของพระพุทธองค์ในทำนองที่ว่ารู้จักปิดทวารซะบ้าง ก็จะเป็นสุข ส่วนคำสอนจริงๆ ของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ว่าอย่างไรก็ไม่ทราบอีกนั่นแหละ เพราะไม่ได้บวชเรียนมากนัก (คือบวชตามประเพณีไทย ไม่ได้คิดว่าจะมาแสวงหาชื่อเสียงหลังจากบวชแล้วน่ะ-ฮา)
แต่เมื่อมีผู้มีจิตศรัทธาส่งลายมือและลายเซ็นของ ท่าน ว.วชิรเมธี มา ก็ตัดสินใจนำลงตีพิมพ์เผยแพร่ตามประสงค์ครับ และก็คงขอสงวนสิทธิ์ในการตอบนะครับ แต่เชื่อว่าท่านที่เป็นแฟนประจำคอลัมน์ที่อ่านคอลัมน์นี้ในลักษณะของการ “ศึกษาเพื่อหาความรู้” คงจะพอให้คำตอบแก่ตัวเองได้ตามสมควรนะครับว่า ลักษณะเส้นสายของลายเซ็นที่เห็นอยู่นี้บ่งบอกอะไรบ้าง
ขอขอบคุณท่านที่ส่งลายมือและลายเซ็น ท่าน ว.วชิรเมธี มาให้ เป็นแฟนคอลัมน์นี้เป็นกรณีศึกษาเป็นอย่างยิ่งนะครับ ลำพัง “ตะวันณา” คงไม่มีปัญญาไปแสวงหามาจากไหน จริงๆ นะครับ
"ตะวันณา"



