บันเทิง

คิดสวนทาง - ที่พึ่งของนักแสดง นักดนตรี

คิดสวนทาง - ที่พึ่งของนักแสดง นักดนตรี

31 พ.ค. 2554

เป็นเรื่องที่น่าเสียดายที่เรามีกฎหมายลิขสิทธิ์ (พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537) ที่ให้สิทธิ์แก่นักดนตรี นักแสดงมากมายมาเป็นเวลาถึง 17 ปี แต่มีนักดนตรีและนักแสดงรู้เรื่องนี้กันน้อยมาก สาเหตุมาจากตัวนักดนตรี นักแสดงเองไม่ได้ให้ความสนใจ เพราะได้ยินคำว่า ”กฎหมาย”

 ในปีนี้ผมได้เข้าไปเป็นกรรมการลิขสิทธิ์เป็นสมัยที่ 3 แต่จะนับว่าเป็นแค่ 2 สมัยก็คงไม่ผิด เพราะในสมัยที่ 2 นั้น มีประชุมกันเพียงครั้งเดียว เนื่องจากเกิดการผันผวนทางการเมือง และเกิดความไม่สงบขึ้นในประเทศ

 ในสมัยที่ 3 นี้ น่าจะเป็นโอกาสอันดีที่จะได้ทำงานต่อให้มีผลเป็นรูปธรรมมากขึ้น ในปีนี้มีเรามีคณะอนุกรรมการฝ่ายดนตรีกรรม มีหน้าที่หลายหน้าที่ หนึ่งในนั้นก็คือ “เสนอแนะแนว ทางในการคุ้มครองปกป้องสิทธิของผู้สร้างสรรค์ นักแสดง และเจ้าของลิขสิทธิ์งานดนตรีกรรม” หน้าตาของคณะอนุกรรมการชุดนี้เรียกว่าดูดีมากทีเดียว ประกอบด้วยนักกฎหมายมือฉกาจ และนักดนตรีระดับคณบดีหลายท่าน มี พี่ต้อย เศรษฐา ศิริฉายา ของเราเป็นประธาน เมื่อท่านประธานตีระฆัง (แก๊งงง...) ยกหนึ่งเปิดประชุมการอภิปรายปัญหาข้อกฎหมายอย่างเข้มข้นก็เริ่มขึ้น คุณไพบูลย์ อมรภิญโญเกียรติ และคุณเทียนชัย ปิ่นวิเศษ ก็นำเสนอข้อกฎหมาย มาตรา 45 พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ 2537 วรรคหนึ่ง ที่บัญญัติว่า “ผู้ใดนำสิ่งบันทึกเสียงการแสดงซึ่งได้นำออกเผยแพร่เพื่อวัตถุประสงค์ทางการค้าแล้ว หรือนำสำเนาของงานนั้นไปแพร่เสียงหรือเผยแพร่ต่อสาธารณชนโดยตรง ให้ผู้นั้นจ่ายค่าตอบแทนที่เป็นธรรมแก่นักแสดง ในกรณีที่ตกลงค่าตอบแทนไม่ได้ ให้อธิบดีเป็นผู้มีคำสั่งกำหนดค่าตอบแทน ทั้งนี้ โดยให้คำนึงถึงอัตราค่าตอบแทน ปกติในธุรกิจประเภทนั้น...”

 นับว่าเป็นประเด็นโดนใจของหลายๆ ท่านที่อยู่ในที่ประชุมนั้น โดยเฉพาะท่านประธานเองที่ผลงานของท่านได้ถูกนำออกมาเผยแพร่แล้วเผยแพร่อีก แต่ไม่มีใครติดต่อมาพูดเรื่องค่าตอบแทนตามกฎหมายกันเลย ผลงานการประพันธ์เพลงของกรรมการท่านหนึ่งที่ถูกนำมาใช้ ซ้ำแล้วซ้ำอีก โดยไม่มีการบอกกล่าว ขออนุญาต หรือจ่ายค่าตอบแทน ฝ่ายผู้ว่าจ้างก็คงคิดว่าได้จ่ายค่าตอบแทนไปแล้วก็น่าจะมีสิทธิ์ใช้ได้ ปัญหาคาใจต่างๆ ที่เกิดขึ้นเหล่านี้เป็นเพราะต่างฝ่ายต่างไม่รู้ว่ามีกฎหมายลิขสิทธิ์คุ้มครองอยู่ เพราะเป็นงานอันมี ”ลิขสิทธิ์” ตามที่กฎหมายได้ระบุไว้ (มาตรา 4, มาตรา 6) และสิทธิ์ของผู้สร้างสรรค์ที่มีมากมายล้นฟ้าที่ระบุไว้ใน มาตรา 15 ก็ไม่ค่อยจะมี ใครรู้กัน

 ข้อน่าสังเกตที่น่าสนใจที่ผมได้รับมาในวันนั้นก็คือ ผู้ที่ไม่เคยได้ศึกษากฎหมายมาจะมีความคิดว่า อะไรๆ ที่มันเป็นเรื่องกฎหมายแล้วละก็ ทางการหรือหน่วยงานของรัฐต้องเป็นผู้ดูแล และตัวเองก็ไม่ได้ดูแลเรื่องสิทธิ์ของตัวเองเพราะคิดว่าเป็นหน้าที่ของรัฐต้องดูแล แต่มีความรู้สึกลึกๆ ว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมัน ไม่ยุติธรรม ส่วนผู้ที่ศึกษากฎหมายมาก็มักจะยึดหลักปรัชญาที่ว่า บุคคลจะอ้างว่าไม่รู้กฎหมายไม่ได้ และมักจะมีวลีว่า “กฎหมายได้บัญญัติไว้อย่างชัดเจนแล้ว” อยู่เนืองๆ ซึ่งแน่นอนเมื่อกฎหมายให้สิทธิ์ใดๆ มาแล้ว ก็มักจะมีหน้าที่ตามมาด้วย แต่หน้าที่ดังกล่าวอาจจะไปกำหนดไว้ในประมวลกฎหมายอื่นๆ เช่น ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ซึ่งบุคคลธรรมดาทั่วไปไม่มีทางที่จะไปรับรู้ได้

 การเผยแพร่และให้ความรู้เรื่องกฎหมายลิขสิทธิ์และหลักกฎหมายเบื้องต้นจึงเป็นภารกิจที่สำคัญของกรมทรัพย์สินทางปัญญา และแน่นอนเมื่อรู้ถึงสิทธิและหน้าที่ของตัวเองแล้วก็ต้องดูแลตัวเอง ถ้าดูแลไม่ได้ก็ต้องจ้างที่ปรึกษาทางกฎหมายอย่างที่ต่างประเทศเขาทำกันมาดูแลให้ ในความเป็นจริงผมก็ได้ใช้ความรู้ด้านกฎหมายดูแลผลประโยชน์ของตัวเองเป็นผลมาแล้วหลายครั้ง และก็เป็นที่น่ายินดีที่สังคมของเราพร้อมที่จะให้ความร่วมมือ เพราะเมื่อรู้แล้วว่ามีกฎหมายกำหนดไว้อย่างนั้นก็ยินดีที่จะจ่ายให้ด้วยเหตุผลที่ว่า “มันยุติธรรม” ส่วนเรื่องเวรกรรมที่ใครไปเจอพวกเขี้ยวลากดิน ทั้งๆ ที่รู้ก็จะไม่ให้ ก็คงจะต้องตั้งทนายฟ้องร้องเอา แต่อย่าให้เป็นกรณีที่โดนเขาตอกหน้ามาว่า “ก็มีเขียนในสัญญาแล้ว ก่อนเซ็นทำไมไม่อ่าน” แบบนี้รัฐบาลไหนก็ช่วยให้ไม่ได้

 เมื่อรู้ถึงสิทธิอันนี้แล้ววิธีการก็คือแจ้งให้ผู้ที่ละเมิดลิขสิทธิ์ของเราจ่ายค่าตอบแทนมาซะดีๆ ถ้าเขาไม่ยอมก็มาร้องเรียนที่กรมทรัพย์สินทางปัญญาให้ช่วยใกล่เกลี่ย ถ้าตกลงไม่ได้ก็ให้ท่านอธิบดีตัดสินให้ตามกฎหมาย ถ้ายังไม่เห็นด้วยอีก ก็ยังมีขั้นตอนทางกฎหมายที่จะยุติข้อพิพาทนี้ได้อีกโดยไม่ต้องขึ้นโรงขึ้นศาล ถ้าเข้าเงื่อนไขของทางกรมอาจไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ เลย

 ถ้ารู้สิทธิของตัวเองแบบนี้แล้ว เมื่อถูกละเมิดก็ลุยเลย สงสารแต่เพียงงานจะเข้าที่ท่านอธิบดีเพื่อนผมจนไม่ได้หลับไม่ได้นอน ตอนนี้ก็ทราบมาว่าท่านต้องตื่นตั้งแต่ตี 4 เพื่อสะสางงานอยู่แล้ว

 เอา สู้ สู้ ครับ

" จิรพรรณ อังศวานนท์"