
มองผ่านเลนส์คม - ลูกสาวจะไปญี่ปุ่น
ตอนลูกสาวเรียนชั้น ม.4 ผมแนะนำให้เรียนศิลป์ภาษาฝรั่งเศส เธอปฏิเสธโดยไม่ต้องคิด ฝรั่งเศสเป็นความฝันของพ่อ ไม่ใช่ของหนู หนูจะเรียนญี่ปุ่น
ผมเรียนฝรั่งเศสได้ครึ่งๆ กลางๆ จึงต้องการให้ลูกสาวสานต่อ แต่เธอมีฝันของตัวเอง เรื่องอะไรจะมาไล่เก็บฝันที่พ่อทำตกหล่นเอาไว้ พูดครั้งเดียวก็เข้าใจกันทะลุปรุโปร่ง
เมื่อซื้อโน้ตบุ๊กตัวแรก ผมใช้ได้ไม่กี่วัน เธอขอยืมใช้ แล้วยึดเอาเป็นของตัวเองเงียบๆ งานหลักคือดาวน์โหลดคอนเสิร์ตกับบทสัมภาษณ์ทางทีวีของนักร้องค่ายจอห์นนีส์ เอ็นเตอร์เทนเม้นต์ (Johnny's Entertainment หรือ JE) ของญี่ปุ่น ได้แก่ คัตตุน, อาราชิ, นิวส์ และคีสส์มายฟุต 2 เป็นต้น
ดาวน์โหลดมาแล้วดูซ้ำๆ ถูกใจก็ยิ้มและหัวเราะจนผมหนวกหูและรู้สึกรำคาญ แต่สู้กัดฟันทนเอาไว้ ขณะนั้นรู้สึกว่าลูกสาวคลั่งญี่ปุ่นมากไปแล้ว ไม่เอาแล้ววัฒนธรรมไทย ไม่เอาแล้วเพลงไทย วันดีคืนดีมาบอกหน้าตาเฉยว่าจะมีแฟนเป็นหนุ่มญี่ปุ่น ใครสักคนในวงคัตตุนนี่ล่ะ
ผลการเรียนญี่ปุ่นเทอมแรกน่าพอใจ จนเป็นหนึ่งในกลุ่มนักเรียนที่คุณครูสดใส ขณะรัตน์ (ร.ร.กัลยาณีศรีธรรมราช) หอบหิ้วไปแข่งขันตอบปัญหาตามสนามต่างๆ แพ้บ้างชนะบ้างพอให้เกิดประสบการณ์
นิสัยบ้าคลั่งดาราญี่ปุ่นช่วยพัฒนาทักษะภาษา ทั้ง อ่าน เขียน ฟัง และพูด ตอนเรียน ม.5 เทอมปลาย เธอได้เป็นตัวแทนภาคใต้ไปแข่งขันกล่าวสุนทรพจน์ภาษาญี่ปุ่นระดับนักเรียนมัธยมทั่วประเทศที่เมืองทองธานี ปรากฏว่าได้ลำดับ 5 ความสนใจเรื่องญี่ปุ่นเพิ่มพูนขึ้นตามลำดับ
ช่วงเกิดแผ่นดินไหวและสึนามิที่ญี่ปุ่น ลูกสาวติดตามข่าวสารภาษาญี่ปุ่นทางทวิตเตอร์ แล้วแปลให้พ่อแม่ฟัง ช่วงปิดเทอมไปอยู่กรุงเทพฯ ตะลอนๆ ไปเรียนกวดวิชาภาษาไทยเพราะคะแนนไม่ค่อยงดงามนัก อีกสัปดาห์ก่อนเปิดเทอมคุณครูสดใสส่งข่าวบอกว่า The Japan Foundation, Bangkok จะมอบทุนทัศนศึกษาประเทศญี่ปุ่นแก่นักเรียน ม.ปลาย ที่มีผลการเรียนภาษาญี่ปุ่นดีเด่น ประจำปีการศึกษา 2544 จำนวน 3 ทุน ระหว่างวันที่ 29 มิถุนายน- 13 กรกฎาคม เธอสนใจหรือไม่ ลูกสาวตอบว่าสนใจ คุณครูเลยส่งกติกาให้อ่าน
ผู้ที่จะได้รับทุนต้องออกแบบโปสเตอร์ขนาด A3 หัวข้อ “ของรักของหวงของฉัน” พร้อมเขียนข้อความบรรยาย ลูกสาวลงมือออกแบบแล้วส่งให้แม่ดู แม่พอมีความรู้เรื่องศิลปกรรมอยู่บ้างจึงให้คำแนะผ่านมือถือและทวิตเตอร์ ของรักของหวงของเธอคือหนังสือที่เห็นเป็นกองพะเนินมาแต่อ้อนแต่ออก
ส่งโปสเตอร์ไปที่เจแปนฟาวน์เดชั่น ในที่สุดเธอได้รับการคัดเลือกให้เป็น 1 ใน 10 คนเข้าสอบสัมภาษณ์ ลูกเพิ่งกลับบ้านได้ไม่กี่วันต้องนั่งรถทัวร์ขึ้นไปอีก ถึงกรุงเทพฯ ตอนเช้าไม่ทันได้อาบน้ำ แต่ไปล้างหน้าเปลี่ยนชุดนักเรียนที่อาคารที่ตั้งของเจแปนฟาวน์เดชั่น รอเข้าสอบสัมภาษณ์ และฟังผล คณะกรรมการผู้สัมภาษณ์ถามว่าเรียนภาษาญี่ปุ่นเพราะอะไร เธอตอบว่าอยากเป็นล่ามหรือทำงานแปลถ่ายทอดวัฒนธรรมสื่อความเข้าใจ
ตอนบ่ายเธอโทรรายงานผล "พ่อต้องเตรียมพ็อกเก็ตมันนี่ให้หนูแล้วนะ" พ่อถอนหายใจลึกๆ งานนี้ค่อนข้างหนัก แต่เป็นเรื่องน่ายินดี
ปันปรีดา ฝั่งชลจิตร กับเพื่อนจากกรุงเทพฯ และกาญจนบุรี อีก 2 คน ร่วมกับเด็กๆ จากประเทศต่างๆ ในเอเชียประเทศละ 3 คน ได้ไปทัศนศึกษาประเทศญี่ปุ่น เพื่อเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกันอย่างเข้าใจ
"จำลอง ฝั่งชลจิตร"



