
คมเคียวคมปากกา - มนต์รักเฟซบุ๊ก (๕)
เขียนต้นฉบับวันอังคารที่ ๒๔ พฤษภาคม ๒๕๕๔ แรม ๗ ค่ำ เดือน ๖
ผมเป็นคนที่ไม่ค่อยไปไหนมากนัก คือแม้ไปถึงไหนต่อไหนมาบ้าง แต่มักติดพันอยู่กับที่เดิมๆ จะว่าอยู่กับที่ก็ไม่ใช่ จะว่าไปไกลมากก็ไม่เชิง คือพอทันสมัยกับเขาอยู่ แต่ก็ไม่วิ่งตามความทันสมัยเสียทุกอย่าง ยังกลับไปชื่นชมความเชยๆ ของตัวเองอยู่ แบบมี “อินเทอร์เน็ต” ให้เล่น มี “เฟซบุ๊ก” ให้เล่น มี “เว็บไซต์” ให้ท่อง แต่ยังชอบการคัดเขียนบทกวีด้วยลายมือ ยังชอบการเขียนจดหมายลายมือ ยังชอบการอ่านหนังสือ ยังชอบการสื่อสารทางตรงกับผู้คน ยังชอบการเดินทางท่องเที่ยวในชีวิตจริง
เพียงแต่...เมื่อโลกมีช่องทางหนึ่งมาให้ใช้ อย่างไม่ต้องเสียเงินทองหรือสูญเสียความเป็นมนุษย์อะไรมากมาย ก็พร้อมเรียนรู้และใช้มันเท่าที่พอถนัด อะไรที่ยากหรือไม่ถนัดก็ไม่ใช้
จาก “บล็อก” มาถึง “เฟซบุ๊ก” ในรอบหลายปีนี้ ก็ได้เรียนรู้ทั้ง “เทคโนโลยี” และ “จิตใจผู้คน” นี่คือโลกใบใหม่ที่เปลี่ยนผ่านจากโลกใบก่อนๆ สมัยก่อนอ่านวารสาร นิตยสาร มีข้อคิดเห็นก็เขียนถึงบรรณาธิการ ให้คัดเลือกนำลงตีพิมพ์ในหน้าจดหมาย สมัยใหม่นี้ “การแสดงความคิดเห็น” มีพื้นที่ใหม่ที่เปิดกว้าง ทั้งเปิดแบบเผย และเปิดแบบซ่อนเร้น
เพื่อนเคยบอก “ท่องเว็บ ท่องความเห็น ท่องบล็อก ท่องเฟซบุ๊ก อะไรเหล่านี้ ต้องทำใจให้กว้าง หนักแน่น มั่นคง เพราะมันเต็มไปด้วยกับดักของความเห็น ทั้งที่เห็นด้วย และไม่เห็นด้วย บางความคิดเห็นอาจชื่นชมเรา บางความคิดเห็นอาจก่นด่าเรา หรือแม้ไม่ก่นด่าเรา ก็ก่นด่าบุคคลอื่นที่เราเคารพนับถือ”
ผมอาจไม่ใช่คนที่ใจกว้าง หนักแน่น มั่นคง อะไรนัก จึงต้องฝึกจิตใจตัวเองอยู่ทุกวัน พยายามรู้เท่าทันทิศทางของโลกใบนี้อยู่ทุกวัน ขนาดใน “บล็อก” ที่เคยเป็นเหมือนบ้าน หรือเหมือนห้องสำหรับเพื่อนให้เข้าไปสนทนาแลกเปลี่ยนด้วยมิตรภาพ ยังเคยมีผู้ใช้นามแฝงเข้าไปด่าผมด้วยเรื่องส่วนตัวเลย ประมาณว่าในมิตรที่แวดล้อม ก็ยังมีบุคคลที่หมั่นไส้ริษยาแฝงอยู่ มีคนที่ไม่ชอบขี้หน้าเราจ้องมองอยู่
การแอบด่ากันแบบนี้ในโลกไซเบอร์ จะเหมือนการเขียนด่ากันในห้องน้ำสาธารณะหรือเปล่า?
บางครั้ง ว่างๆ ลองเข้าไปค้นประวัติตัวเองใน “กูเกิล” พบว่ามันมีข่าวสารเกี่ยวกับตัวเองพ่วงอยู่มากมาย โดยเฉพาะจาก “เว็บไซต์” หรือพื้นที่แลกเปลี่ยนต่างๆ คือถ้าการแลกเปลี่ยนถกเถียงกันนั้นมีชื่อผมอยู่ด้วย มันก็พ่วงเข้ามาให้เห็น บางรายถึงขนาดเถียงกันเรื่องผมอย่างเดียว ไม่ได้เถียงกันเรื่องตัวเองหรือเรื่องบ้านเมืองอะไร คือเถียงกันประมาณว่า คนหนึ่งเขาบอกไม่ชอบงานเขียนผมแล้ว เพราะผมไปขึ้นเวทีพันธมิตร และเป็นพวกเสื้อเหลือง...สาธุ...เจ้าประคุณเอ๋ย...ผมก็เพิ่งรู้ว่าตัวเองเคยขึ้นเวทีพันธมิตร เป็นพวกพันธมิตร ที่จริงผมแค่เคยเป็น “แนวร่วมบางด้าน” เท่านั้น ไม่เคยขึ้นเวที มีแต่บางบทกวีที่มีผู้นำไปอ่านบนเวที ไม่เคยเป็นพวกพันธมิตรไปเสียทุกเรื่อง อาจเห็นด้วยบางเรื่อง แต่ไม่ได้เห็นด้วยทุกเรื่องแต่อย่างใด...
นี่แค่เพียงตัวอย่างเล็กๆ น้อยๆ สำหรับคนที่พอจะมี “ชื่อเสียง” (ชื่อเสีย) อยู่บ้าง ใครเถียงอะไรกันก็มักจะถูกลากพ่วงเข้าไปด้วยเสมอ อย่างเถียงเรื่อง “กวี” หรือ “บทกวี” นี่ โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับ “การเมือง” คนที่ถูกเรียกว่าเป็นกวีก็มักถูกคาดคั้นเรียกร้องมากกว่านักเขียนเรื่องสั้น หรือนักเขียนนิยาย กวีมักถูกกวีด้วยกันบางจำพวกคาดคั้นเรียกร้อง แบบทำไมไม่เขียนแสดงความรู้สึกต่อเรื่องนั้นเรื่องนี้? ต่อปัญหาภาคใต้? ต่อเหตุการณ์ทางการเมืองที่ผ่านมา? กวีเป็นอะไรไปแล้ว? กวีสูญเสียสติปัญญาไปแล้ว? กวีถูกระบบรางวัลครอบงำไปแล้ว? บางทีผมว่าโดยส่วนตัว ผมก็แสดง “ความรู้สึก” มาตลอดจนแทบจะ “สึก” หมดแล้วล่ะครับ เพียงแต่อาจไม่ตรงใจบางฝ่ายที่เขารู้สึก ไม่เข้าข้างเขาว่างั้นเถอะ ผมว่าทางที่ดี แทนที่จะเรียกร้องเอากับคนอื่น พิรี้พิไรให้คนอื่นต้องไปรู้สึกอย่างที่ตัวเองรู้สึก ทำไมไม่ลงมือสร้างสรรค์เสียเองล่ะ?
ครับ หลายครั้งจึงต้องใช้วิธีหลีกเลี่ยงการเข้าไปใน “ดงความเห็น” ของคนกลุ่มที่เขากำลัง “ร้อนวิชา” คนที่กำลังอยาก “ลองของ” เล่นกันแบบแรงๆ ก่นด่ากันแบบหยาบๆ คายๆ ด้วยตัวเองน่าจะผ่านพ้นวัยและวิธีการเช่นนั้นแล้ว แค่เข้าไปพบเพื่อนเก่าที่เคยคุยกันได้ดีๆ แต่วันนี้เขาประกาศยืนอยู่คนละมุมอย่างชัดเจน แม้ไม่ต้องเถียงกัน นี่ก็ใจหายมากแล้ว อันคนเรานั้น...ไม่จากตาย ก็จากกันเป็นๆ นี่แหละ...
บางที...แค่นิ่งคิดไตร่ตรองอยู่เงียบๆ ก็ถูกหาว่าอยู่เฉยๆ และถูกผลักให้เป็นฝ่ายตรงข้ามซะเลย...
อย่างไรก็ตาม ไม่น่าเชื่อก็ต้องเชื่อ โลกในบ้านใบนี้ ทำให้ผมได้พบและพูดคุยกับเพื่อนเก่า ทั้งที่อยู่ในอเมริกา แคนาดา ออสเตรเลีย และประเทศอื่นๆ ตลอดจนเพื่อนที่ไม่เคยพบกันมาร่วม ๒๐ ปี!
"ไพวรินทร์ ขาวงาม"



