บันเทิง

กวนเพลงให้น้ำใส - หนุ่มสาวกับอนาคตของแจ๊ส

กวนเพลงให้น้ำใส - หนุ่มสาวกับอนาคตของแจ๊ส

19 พ.ค. 2554

ใครว่า “แจ๊ส” เป็นดนตรีของ “คนแก่” อาจถึงคราวต้องปรับเปลี่ยนทัศนคติเสียใหม่ เมื่อในรอบหลายปีที่ผ่านมา มีคนหนุ่มสาวผลัดกันสร้างสีสันให้แก่แวดวงดนตรีแขนงนี้เป็นว่าเล่น

 เริ่มต้นที่สายนักร้อง ทั้ง เจมี คัลลัม จากเกาะอังกฤษ, ปีเตอร์ ซินคอตตี จากสหรัฐอเมริกา และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ไมเคิล บลูเบลย์ จากแคนาดา เด็กปั้นของ เดวิด ฟอสเตอร์ โปรดิวเซอร์มือทอง ... พวกเขาล้วนแต่ทำให้ภาพลักษณ์ของนักร้องรุ่นใหม่ กลายเป็น “ครูเนอร์” (crooner) ทาบรัศมีของนักร้องรุ่นใหญ่ในอดีต ไม่ว่าจะเป็น แฟรงค์ สินาตรา หรือ ดีน มาร์ติน ได้อย่างน่าทึ่ง

 ขณะที่สายนักดนตรีเองก็ทวีความเข้มข้นขึ้นตามลำดับ ดังกรณีของ เอสเปอรันซา สปัลดิง มือเบสสาวจากเมืองพอร์ตแลนด์ ที่ทั้งร้องและเล่นดับเบิลเบสได้ในเวลาเดียวกัน  ซึ่งคว้ารางวัลแกรมมี่สาขาศิลปินหน้าใหม่เมื่อต้นปีนี้

 ด้วยวัยเพียง 20 ปี เอสเปอรันซา เป็นอาจารย์สอนดนตรีของ “เบิร์กลี คอลเลจ ออฟ มิวสิค” ที่มีอายุน้อยที่สุดคนที่สอง ต่อจากมือกีตาร์อัจฉริยะ แพท เมธินี ซึ่งเคยสร้างสถิติไว้ด้วยวัยเพียง 19 ปีเมื่อกว่า 3 ทศวรรษก่อน

 นอกจาก เอสเปอรันซา แล้ว ในห้วงเวลาเดียวกัน ยังเกิดกระแสคนรุ่นเยาว์ที่มีฝีมือทางดนตรีฉกาจฉกรรจ์ ปรากฏเป็นความเคลื่อนไหวให้ได้รับรู้เป็นระยะๆ อย่างน้อยๆ ศิลปิน 2 รายที่มีผลงานออกมาพิสูจน์ให้เราได้ประจักษ์ในเวลานี้ คือ จูเลียน ลาเก นักกีตาร์รุ่นใหม่ และ เกรซ เคลลี อเมริกันเชื้อสายเกาหลี เป็นสาวหน้าหมวยที่ได้ประชันกับนักแซ็กโซโฟนระดับตำนาน ลี โคนิตซ์ สร้างความฮือฮาได้ไม่น้อย

 จูเลียน ลาเก เป็นชาวเมืองซานฟรานซิสโก เริ่มต้นเล่นดนตรีตั้งแต่อายุยังน้อย พออายุ 6 ขวบก็ออกเล่นโชว์ผู้คนทั่วไป เรื่องราวของเขาทำให้คนสร้างหนังอย่าง มาร์ค เบ็คเกอร์ หยิบเอาไปสร้างเป็นหนังสารคดี “จูลส์ แอท เอชต์” (Jules at Eight) เมื่อปี ค.ศ.1997 ได้ชิงรางวัลออสการ์มาแล้ว

 ด้วยความเป็นอัจฉริยะรุ่นเยาว์ จูเลียนได้ศึกษาการเล่นดนตรีหลากหลายสไตล์ เขาหัดเล่นเพลงบลูส์ แต่แนวทางพื้นฐานของเขามาจากดนตรีคลาสสิก ด้วยการเข้าเรียนที่ ซานฟรานซิสโก คอนเซอวาทอรี ออฟ มิวสิก และยังได้เรียนในอีกหลายสถาบัน รวมถึง "เบิร์กลี" ก่อนจะออกแสวงหาประสบการณ์จากภาคสนามด้วยการบรรเลงร่วมกับศิลปินระดับตำนานนับไม่ถ้วน

 ในอัลบั้ม “ซาวนดิง พอยท์” (Sounding Point) งานเดี่ยวชุดแรกของเขา มิได้เผยให้เห็นแนวทางการบรรเลงที่ใหม่สดเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมไปถึงความคิดสร้างสรรค์ ตั้งแต่ระดับขั้นการประพันธ์ดนตรี จนถึงการเรียบเรียงดนตรี โดย จูเลียน มิได้นำเสนอดนตรีแจ๊สในรูปแบบอันจำกัด หากเขารู้จักผสมผสานองค์ประกอบของความเป็นดนตรีคลาสสิก บลูส์ ร็อก โฟล์ก และดนตรีโลก เข้าไว้อย่างน่าติดตาม

 ส่วน เกรซ เคลลี เคยโด่งดังอย่างมากเมื่อหลายปีก่อน ไม่ว่าจะเป็นฝีมือด้านการเรียบเรียงดนตรี ในเพลง “ซัมเมอร์ไทม์” (Summertime) ที่คว้ารางวัล ดาวน์บีท สติวเดนท์ อวอร์ด, การได้รับรางวัลบทประพันธ์ยอดเยี่ยมจากสมาคมนานาชาติเพื่อการศึกษาแจ๊ส หรือ “ไอเอเจอี” (IAJE - International Association for Jazz Education) หรือรางวัลชนะเลิศเครื่องเป่าลมไม้จาก “ไลโอเนล แฮมพ์ตัน แจ๊ส เฟสติวัล” ทั้งที่ตอนนั้น เธอเพิ่งมีอายุเพียง 14 ปีเท่านั้น

 ในฐานะอัจฉริยะรุ่นเยาว์ เกรซ เคลลี มีงานออกมาหลายชุดก่อนหน้านี้ แต่ “เกรซเคลลี” (GRACEfulLEE) นับเป็นการประกาศหลักไมล์ที่เด่นชัดที่สุด เพราะในชุดนี้ เธอได้ทั้งครูและเพื่อนมากอาวุโส อย่าง ลี โคนิตซ์ มาร่วมประชัน “อัลโต แซกโซโฟน” ด้วยกัน ทั้งที่มีอายุห่างกันถึง 65 ปี

 ผลลัพธ์ที่ปรากฏออกมานั้น เต็มไปด้วยความใหม่สด พละกำลังที่ไม่เหนื่อยล้า การสำแดงศักยภาพของนักดนตรี และความคิดสร้างสรรค์ที่พวยพุ่งไม่ขาดสาย จนหลายคนคงไม่อยากเชื่อว่า นักดนตรีวัย 16 ปีอย่าง เกรซ เคลลี จะบรรเลงเพลงที่บ่งบอกถึงความสุกงอมทางวุฒิภาวะได้ขนาดนี้

 ในมุมมองของผม การที่คนหนุ่มสาวอย่าง เอสเปอรันซา สปัลดิง, จูเลียน และ เกรซ หันมาสร้างปรากฏการณ์ดนตรีให้แก่วงการแจ๊ส เป็นการสะท้อนสัจธรรมประการหนึ่งที่ว่า ดนตรีที่แท้นั้นก้าวข้ามพรมแดนของอคติ ทั้งในเรื่องของวัย เพศ สไตล์ และค่านิยมอื่นๆ ได้เด็ดขาดนัก

 เพราะขึ้นชื่อว่าเป็นศิลปะ ย่อมมีคุณค่าอันเป็นสากลเพียงพอที่เราจะซาบซึ้ง เช่นเดียวกันกับอนาคตของแจ๊สที่ทอดยาวไกลออกไปเบื้องหน้า อย่างน้อยๆ ก็มีคนเก่งออกมาวาดลวดลายกันอย่างที่เห็น !

"อนันต์ ลือประดิษฐ์"