บันเทิง

ไตรโทน - ไม่ง่ายเลย

ไตรโทน - ไม่ง่ายเลย

10 พ.ค. 2554

ที่ผมหายๆ ไป ไม่ได้เขียนบทความไตรโทนในระยะหลังๆ เลย ก็เหตุเพราะ...หนึ่ง ไม่ใช่นักเขียนอาชีพ, สอง คิดเรื่องเกี่ยวกับดนตรีไม่ออก, สาม ค่าตอนถูกมาก แต่อันหลังนี่ไม่เป็นไร เพราะรักกันกับน้องนักข่าว และดีใจที่ได้รับเกียรติมาอย่างต่อเนื่อง น้องที่คอยตามบทความก็

   สืบเนื่องมาจากธุรกิจด้านดนตรีมันก็เล็กลงไปเรื่อยๆ แต่ศิลปะทางแขนงนี้มันก็มีอีกหลายมิติ หลายแนว ซึ่งก็หาอ่านได้ไม่ยาก จากกูรูต่างๆ หรือจะตั้งข้อสังเกตก็ไม่ลำบาก ครั้นจะให้ผมนั่งอ่านนิตยสารของฝรั่งแล้วมาแปล ก็ให้ผมไปนั่งก๊อบปี้เพลงขายน่าจะง่ายกว่า, บอกเจ้าของพื้นที่หน้านี้ก็บอกว่า พี่โจคะ เอาตามมุมมองของพี่เองเลยค่ะเกี่ยวกับดนตรีอ่ะคะ ก็ขอบอกผ่านตรงนี้เลยว่า เออ น้องครับ ห้าปีมาเนี่ย มันมีซ้ำบ้างรึยังครับไอ้มุมมองพี่เนี่ย...โอ๊ย เหนื่อย หรือจะให้วิจารณ์คอนเสิร์ตโปรโมทอัลบั้ม สดุดีนักดนตรีรุ่นพี่รุ่นน้อง วงนอก วงไทย...ทำมาหมดแล้วครับ เอาไงดีอ่ะ ลากันเลยละกันครับพี่น้อง

 ยิ่งช่วงหลังๆ ผมหนักไปทางนั่งมอนิเตอร์ เรื่องการเมืองไทย จนเกือบเรียกได้ว่าหมกมุ่น ทำให้เรื่องของดนตรียิ่งหายไปจากหัวไปรวมตัวอยู่ในกระแสเลือดโดยไม่รู้ตัว คือเอาเป็นว่าให้เขียนเรื่องการเมือง ช่วงนี้ผมว่าง่ายกว่า

 เป็นไงครับเปิดเรื่องมา น่าอ่านต่อมากทีเดียว อันนี้ภาษาเพลงเข้าเรียกเปิดหัวแบบเอาท่อนฮุกขึ้นก่อน บ่นแบบเป็นธรรมชาติสอดแทรกเนื้อหาเล็กน้อย ถ้าไม่เชื่อโปรดอ่านอีกครั้งหนึ่ง

 อะไรๆ มันก็ยากไปหมดแหละครับช่วงนี้ เศรษฐกิจในวงการดนตรี นอกจากเล่นสด แล้วยังต้องทำวงใหม่ เกะเพลงพวก My Sharona เล่นสไตล์นิวเวฟ "หาบาร์ลง" อีก (หาสถานที่เล่นดนตรี)  คือเดี๋ยวนี้เขาให้มีอธิบายในวงเล็บครับ เขาบอกภาษาพี่ ถ้าไม่ใช่พวกเดียวกันอ่านไม่รู้เรื่อง "หาบาร์ลง" จำคำนี้ไว้ หาอ่านยาก  …..    

 เล่นผับบาร์แล้วเป็นไงครับ มันทำให้ไฟในการเดินเข้าไปห้องอัดเสียงมันมอดลงไปอย่างไม่รู้ตัว ตรรกะในสมองมันดีดลูกคิดออกมาดูเหมือนมันจะมีคำว่า "ไม่คุ้ม" โผล่มาโดยไม่รู้ตัว ทั้งๆที่โดยธรมชาติแล้ว นักดนตรีเป็นพวกเอามัน ก่อนเอาตังค์เป็นหลัก ตอนหลังเห็นหลายท่านมีครอบครัว ก็เริ่มเอามันด้วยเอาตังค์ด้วย พอเลยมาช่วงหลังๆ เอาตังค์เป็นหลัก ไม่มันเดี๋ยวแสแสร้งให้ได้ ดูซิครับมันเป็นเรื่องจริงที่ประสบมากับตัวเอง

 ชีวิตที่ยากเนี่ย ผมว่าพวกเราคนไทยรับได้อย่างชินชาอยู่แล้ว ก็เกิดเป็นคนไทยมันก็ลำบากตั้งแต่เริ่มเรียนกันแล้ว เคารพธงชาติกลางสนามบอลแต่เช้า ร้อน (ลากเสียงยาว) มาก ยิ่งช่วงนี้ โอ้โห ร้อนตาย แถมเรียนภาษาไทยไม่พอ ต้องเรียนอีกภาษาด้วย คือถ้าไม่เอาดีทางภาษาอังกฤษเลย พอโตขึ้นมาคุณจะถูกสังคมแบ่งไปเป็นอีกพวกหนึ่งทันที ผมก็ไม่เข้าใจเท่าไรว่ามันเป็นพวกไหน แต่คาดว่าทุกท่านคงเข้าใจ

 เอาแบบยกตัวอย่างง่ายๆ เหมือนคุณฟังนักร้องไทยที่ร้องเพลงภาษาอังกฤษแล้วแบบการออกเสียงมันไม่ได้อะ นึกออกป่ะ แบบคือรู้ว่า มรึงมั่วอะ คือจะถูกจัดไปอยู่ในผับอีกแบบทันที...

 คือเรื่องแค่นี้ก็ไม่ง่ายแล้วไงครับคนไทยที่รัก คือช่วงที่เรียนหนังสือถ้าถีบตัวเองขึ้นมาเรียนให้ดีจนเป็นหมอ หรือนักรัฐศาสตร์แบบคนอื่นๆ ไม่ได้ แล้วจะมาเต้นกินรำกินแบบมวยวัดมันก็ไม่มีพื้นที่ให้อยู่เท่าไรหรอกครับ ใครมีลูก อ่านถึงตรงนี้ไปกำชับลูกคุณเลย ภาษาต้องได้ก่อน

 แล้วไม่ง่ายเข้าไปใหญ่ ที่ใจชอบเพลงสากลแต่ไม่มีพรสวรรค์ ดันไปเอาดีทางดนตรีไทย แล้วดัดแปลงกลับมาเรียกว่า คอนเทมฯ พอกลับมาอยู่กับเพื่อนเห็นเพื่อนสังสรรค์แจมดนตรีกัน ขึ้นไปแจมด้วย แต่ไปไม่เป็น กลายเป็นไปแอ่นอยู่หน้าคีย์บอร์ดตามองฟ้าลูกเบ้อเร่อ ซี้ด...ที่ปาก พอลงมาผมถาม มรึงเป็นไรอะ มันบอกโคตรมันเลย...โถแต่ในใจผมรู้ มันไม่ถนัด คือ มันเล่นไม่ได้

 ทั้งหมดทั้งปวง คือก่อนจะเอาตังค์เนี่ย ต้องเอามันก่อน แล้วตังค์มันจะมาเอง พอมันแล้วมันจะนำพาไปให้ทักษะถนัดขึ้นมาเอง ถ้ายังไม่ถนัดเดี๋ยวฝึกบ่อยๆ จนข้ามเส้นนั้นมาได้เมื่อไร มันก็จะถนัดไปเอง ถามว่าเส้นนั้นชื่อว่าเส้นอะไรครับ

 “เส้น...เออ...เดี๋ยวนึกก่อนนะ" โอเค เข้าเรียกว่าเส้น "ฝึกจนหมกมุ่น" คือถ้าคนนอกมองเข้ามา อาจคิดว่าเราเล่นดนตรีจนโอเวอร์โด๊ซไปเลย obsession, immersed in, OD (ขำๆ) คือผมว่าทุกชิ้นดนตรีเลยครับ จะกลอง จะระนาด หรือกีตาร์ มันต้องเจอเส้นนั้นแล้วข้ามมาให้ได้มันถึงจะใช่ หรือในทางกลับกัน ถ้าเราเห็นคนเรียนหมอ เขานั่งอ่านหนังสือตลอดเราก็ต้องคิดว่าไอ้นี่บ้า ภาษาอังกฤษก็เช่นกัน ผมเห็นรุ่นพี่ผมเยอะแยะเลยไม่ได้ไปเรียนเมืองนอกอย่างป็นทางการ พอเจอฝรั่ง พูดแบบมั่นใจเลย คือคนพวกเนี่ยน่าชื่นชมเหมือนธรรมชาติในตัวพวกเขารู้ว่าในชีวิตต้องการอะไรบ้าง เหมือนสารอาหารเลยล่ะครับ ว่าต้องการอะไรบ้าง ต้องเอาถ่าน ถ่านก้อนไหนบ้าง

 ในสังคมไทยเรามันมีเยอะครับ ที่ชอบไปว่ากล่าวคนอื่นว่าเขาไม่เอาถ่าน ไม่เอาไหน พูดได้ภาษาเดียวก็ถูกจัดอยู่กลุ่มหนึ่ง แบบเงินเดือนต้องเท่านี้ ถ้าพูดได้สองภาษาจะจบดีกรีแค่ไหนก็ตาม ก็จะดูดีหน่อย

 พอจะเห็นภาพมั้ยครับ มันไม่มีอะไรง่ายเลยคนไทย โดยเฉพาะนักดนตรี
 ยิ่งสังคมเดี๋ยวนี้ไม่ค่อยให้ความสำคัญกับเพลงมากไปกว่าเรื่องบนเตียงของดารา กับข่าวฉาวๆ
 โอ้โห ทีนี้ยิ่งแย่ใหญ่ คือเดี๋ยวนี้หล่อ สวย เก่ง ไม่พอครับ ต้องทำตัวให้เป็นข่าวแล้วจะดี เฮ้อ (ถอนหายใจ) เมื่อก่อนนี้ ใครร้องเพลงเก่งร้องได้เพราะก็ประสบความสำเร็จได้ เล่นดนตรีเก่งก็เป็นที่น่าสนใจ เขียนเพลงไพเราะก็ได้ตังค์ เขียนกวี อ่านไปเป่าขลุ่ยไป ก็เป็นที่ฮือฮา

 เดี๋ยวนี้ไม่ได้แล้วครับ ต้องหล่อมากๆ แบบทะลุแป้งเลย ถึงจะเอาอยู่
 จุดที่น่าสนใจมันเยอะแยะไปหมดแล้วครับปัจจุบันนี้ (impact point) เดี๋ยวนี้ตามห้องอัดส่วนใหญ่มีแต่วงใหม่ๆ ไฟแรง เพลงดี อัดกันทั้งนั้น หมายความว่า เพลงนั้นจะมีจังหวะฟลุกแล้วฮิตขึ้นมาสักเพลงก็จะดีใจ แต่ถามว่า ดังแล้วไงต่อ ก็กินแกลบไปตามระเบียบ มีอยู่เพลงเดียวพอรับงานเขาให้เล่นชั่วโมงนึง อ้าวดังเพลงเดียวที่เหลือทำไงก็ต้องประดิษฐ์สคริปต์ขึ้นมาให้สนุกให้ได้ พอเพลงหมดกระแสลงไปเข้าห้องอัดใหม่ พอเพลงออกปุ๊บ แต่ไม่ฮิตเป็นไงครับห้องอัดนั้นก็จะไม่มีวงนั้นมาอัดอีก คงระยะหนึ่งอ่ะ อย่างน้อยมันก็เป็นอย่างนั้นมาเรื่อยๆ อ่ะครับ แล้วเราก็จะเห็นพวกเขากลับไปทำวงลงบาร์เหมือนเดิม ใครโปรดิวซ์ได้ก็ทำไปครับ แต่ประเภทที่จะมารับเงินเดือนเนี่ยไม่มีแล้วครับพี่น้อง นึกออกมั้ยครับ จากพวกเราคนดนตรี เคยสัมผัสกับความรู้สึกแบบเดี๋ยวก็มีคนเดิมมาหา แต่เดี๋ยวนี้กลับกัน ต้องก้มหน้านิดๆ ไปหาเขา น้ำอัดลมบ้าง เบียร์เหล้าบ้าง ก็ว่ากันไป มันง่ายที่ไหน

 ยิ่งเดี๋ยวนี้มีรายการประเภทดังได้ข้ามคืนแบบประกวดร้องเพลงแล้วโหวต จบรายการปุ๊บ เป็นซุเปอร์สตาร์ปั๊บ   อันนี้ นี่ขอบอก่อนเลยว่า ผมไม่ได้ปฏิเสธเรื่องแบบนี้เลยว่าไม่ดี เพียงแต่เห็นใจนักดนตรีแบบประเภทฝีมือดี อัดเสียงดี ร้องดี แต่ไม่ค่อยถูกสังคมสนใจเท่านั้นแหละครับ เพราะคนไทยเราพูดเป็นเสียงเดียวกันซะแล้วว่า "I Love Pop Music”

 ก็โอเค ไม่ได้ว่ากัน บางทีอยากจะไปสมัครเป็นคอมเมนเตเตอร์กะเขาบ้าง มีทุกอาทิตย์เลยอะ ท่าทางรายได้ดี อันนี้พูดจริงนะครับ ไม่ได้ประชด

 ตอนนี้ผมเชื่อว่ามีนักดนตรีหลายท่านมีเพลงที่แต่งเก็บไว้ ไม่ว่าจะอยู่ในรูปกระดาษ บรรทัดห้าเส้น หรือเป็นทำนองแบบเดโมอยู่ในคอมพ์ของท่าน ผมขอแนะนำให้หายใจลึกๆ แล้วโทรศัพท์ไปยังห้องอัดเสียงที่ท่านคุ้นเคย หรือไม่เคยอัดมาก่อนก็ตาม โทรไปแล้วจองเวลาให้เรียบร้อย ดูแลการเรียบเรียงเพลงของคุณดูอีกที ให้เพื่อนข้างบ้านมานั่งฟังกับกีตาร์โปร่งตัวเดียวจนมันเกิดความสุนทรีย์ พอประมาณ

 นั่นแหละครับ เดินทางไปห้องอัดเสียง โทรเรียกมือกลองมาตีได้เลย อย่าให้ไฟมันมอดไปเด็ดขาด อันนี้ขอร้องจริงๆ

 วันนี้ก็จะเขียนประมาณนี้ครับ เอาไว้เดี๋ยวผมเคลียร์กับทางทีม บก.ของที่นี่ก่อนว่าจะเอาไงต่อ ช่วงนี้ก็ขอเก็บคองอเข่าก่อน จนกว่าจะพบกันใหม่

 โดยเฉพาะบ้านเมืองกับการเมืองเป็นแบบนี้ "โนโหวต" บ้าง เลือกพรรคโน้นบ้าง พรรคนี้บ้าง ผมว่าเข้าห้องอัดไปอัดเพลง นี่แหละดีที่สุด ส่วนคนที่ไม่ใช่นักดนตรี ก็เลือกพักผ่อนบ้างก็ดีครับ เมืองไทยตอนนี้ อะไรๆ ก็ยากจริงๆ

"จิรายุส วรรธนสิน"