
มองผ่านเลนส์คม - โทรทัศนาธิปไตยเฟ้อ!
อ่านข่าวความคืบหน้าการสรรหาคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ก็รู้สึกดีใจ เพราะมันใกล้เคียงความเป็นจริงเข้ามาเรื่อยๆ
ขณะที่ พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2553 เพิ่งประกาศใช้ และอยู่ระหว่างการสรรหา กสทช.
บ้านเราเมืองเราก็มีวิทยุชุมชน วิทยุดาวเทียม ไม่น้อยกว่าหมื่นสถานี มีเคเบิลทีวี ไม่ต่ำกว่า 500 ราย และมีทีวีดาวเทียมประมาณ 200 ช่อง
นี่คือประเทศไทย "ใครใคร่ค้า ค้า ใครใคร่ทำ ทำ" จึงมีวิทยุ-ทีวีเกิดใหม่แบบไร้ขีดจำกัด พวกพ่อค้าหาช่องโหว่ช่องว่าทำทีวีกันสนุกสนาน แต่ด้านหนึ่งก็มีการเรียกร้องให้เปิดเสรีสื่อ
ว่ากันว่า กสทช. จะต้องเข้ามากำกับดูแลในเรื่องสัญญาที่ผู้ให้บริการเสนอกับผู้บริโภคว่าเป็นธรรมและเป็นไปตามสัญญาหรือไม่?
การควบคุมดูแลเนื้อหารายการให้มีคุณภาพ และการให้บริการครอบคลุมพื้นที่ทั่วประเทศ เพื่อให้ประชาชนทุกคนได้มีโอกาสรับชมรายการโดยทั่วถึงและเท่าเทียมกัน
จึงหวังว่าอนาคตจะต้องมีการกำกับดูแลที่เหมาะสม ในรูปแบบให้มีการดูแลกันเอง แทนการเข้ามาควบคุมของ กสทช.
นักวิชาการสื่อคนหนึ่งเสนอว่าแนวทางกำกับดูแลที่สามารถดำเนินการได้ แบ่งเป็นการควบคุมเนื้อหาโดยผู้ประกอบกิจการ การควบคุมผู้ให้บริการเครือข่าย และการควบคุมเครื่องมือหรืออุปกรณ์การรับชมสื่อ
รูปแบบที่สามารถควบคุมและดูแลได้ง่ายที่สุดคือด้านคอนเทนท์ ที่ผู้ประกอบการในกิจการสื่อควรให้ความสำคัญและดูแลกันเอง
คำว่า "ดูแลกันเอง" เป็นเรื่องที่ดี สำหรับ "สื่อ" ในสังคมประชาธิปไตย แต่ยังกังวลเรื่องจิตสำนึกคนทำสื่อเมืองไทย ซึ่งขาด "ความรับผิดชอบ" ต่อผู้บริโภค
เขียนแล้วเขียนอีกในคอลัมน์นี้ว่า ทีวีดาวเทียมที่ขาย "ยาเถื่อน" ยังมีให้เห็นอยู่นับร้อยช่อง มันก็มอมเมาประชาชนชัดเจน ก็ไม่เห็นหน่วยงานไหนเข้าไปร้องขอให้ผู้ประกอบการ "ทีวีห้องแถว" ได้ปรับปรุงบ้าง
นักต้มตุ๋นชาวบ้านก็ยังใช้ทีวี เป็นเครื่องมือขายวัตถุมงคลเครื่องรางของขลังกันเป็นล่ำเป็นสัน พวกเขาทำกันเปิดเผย เหมือนว่าบ้านนี้เมืองนี้ไม่มีสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค ไม่มีองค์การอาหารและยา
ที่สำคัญ องค์กรของผู้ประกอบธุรกิจทีวีดาวเทียม ก็ไม่ต่างจาก "สมาคมคนตาบอด" หรือ "สมาคมคนหูหนวก" ไม่เห็น ไม่ได้ยิน ไม่รับรู้อะไรทั้งสิ้น
ยกเว้นเรื่องผลประโยชน์ทางธุรกิจ ที่ต้องต่อรองกับภาครัฐเรื่องการโฆษณาได้กี่นาทีกี่วินาที แต่ไม่เคยใส่ใจในเนื้อหาสินค้าที่ลงโฆษณา
ผู้ประกอบการอ้างแบบมักง่ายว่า หากไม่รับโฆษณาสินค้ามอมเมาหรือหลอกลวงชาวบ้าน ก็ไม่มีรายได้
จึงไม่คาดหวังว่า กสทช.ชุดแรกตามกฎหมายสื่อฉบับใหม่ ตราบเท่าที่ยังท่องคำว่า "ดูแลกันกันเอง" แต่ "ขาดความรับผิดชอบ" มันไม่ช่วยให้ผู้คนในสังคม มีสติปัญญาขึ้นจากการชมทีวี
ปรัชญาการบริหารสื่อแบบดูแลกันเอง แต่ไม่รับผิดชอบ ก็ไม่ต่างจากปรัชญาซ่องโจร ที่สมรู้ร่วมคิดปล้นสดมภ์ชาวบ้านผ่านหน้าจอทีวี
" แคน สาริกา"



