บันเทิง

เล่นหูเล่นตา - เหตุผล

เล่นหูเล่นตา - เหตุผล

20 เม.ย. 2552

ฉันไม่เคยคิดหาเหตุผลว่า “เราเกิดมาเพื่อใคร” แบบที่ โก้ มิสเตอร์แซกแมน ชอบคิด แต่ก็มีที่เผลอ คิดเพ้อๆ ว่า คงเกิดมาเพื่อใครสักคน แบบในเพลงรักที่มักแต่งทำนองนี้ แล้วถ้ามันไม่มีใครที่อยู่ข้างกาย หรือใครที่รักเราจริง แล้วชีวิตนี้มันจะยังมีค่าพอไหมที่จะอยู่ต่อ

 “โห…พี่ม่วยนี่เก่งนะ ไกลขนาดนี้ หาเจอได้ยังไงเนี่ย”

 ฉันทึ่งพี่ม่วย กับพี่อ้อย สองพี่สาวใจดีคนเมืองเชียงใหม่ ที่อุตส่าห์ดั้นด้นพาพวกเรามาทำบุญกับเด็กชาวเขายากจนใน อ.พร้าว จ.เชียงใหม่ ทั้งไกล ทั้งแล้ง โดยเฉพาะหน้าร้อนแบบนี้…พอรถตู้จอดฝุ่นตลบ พวกเราก็ลงมาสำรวจพื้นที่ หวังเต็มที่ว่าจะได้เจอกับเด็กชาวเขาหน้าตาบ้องแบ๊ว ขี้มูกขี้ตาเกรอะกรัง ดูแล้วชวนสงสารแบบในหนังสารคดี

 “พี่คะ…ไม่เห็นมีเด็กสักคน ไปไหนกันหมดแล้ว”

 สักพัก ลุงแก่คนหนึ่งก็เดินมาอู้คำเมืองกับพี่ม่วย และพี่อ้อย ได้ความว่า เด็กๆ ชาวเขาที่อาศัยอยู่และเรียนที่นี่ กลับขึ้นไปอยู่กับพ่อแม่บนเขา เพราะเป็นช่วงปิดเทอม ประกอบกับ 2-3 วันที่ผ่านมา พายุร้อนพัดที่อยู่จนเกือบพัง หลังคาเปิดเปิง ฝนก็ตกกระหน่ำ น้ำรั่วจากหลังคาเข้าไปในที่พัก ฉันฟังไปเดินไปพิสูจน์ให้เห็นกับตา

 โรงเรือนที่ทำจากไม้ไผ่ปะติดปะต่อกันเป็นแนวยาว มุงด้วยหลังคาสังกะสี มีรูพรุน แดดสอดส่องมาถึงพื้นดินแห้งๆ ฝุ่นคลุ้งเวลาที่เราก้าวเท้าเดิน ฉันมองกระดานสีเขียวขมุกขมัวเปื้อนชอล์ก มีรอยภาษาอังกฤษที่เขียนไว้เต็มกระดานถูกลบไปบางส่วน โต๊ะยาววางขวางอยู่กับเก้าอี้ยาว คงเป็นที่สำหรับให้เด็กนั่งเรียน แม่กับไก่ลูกเจี๊ยบเดินผ่านไปมา (นี่มันที่อยู่คนหรือเล้าไก่) ห้องครัวที่อยู่ข้างกันถูกกั้นด้วยฝาไม้ไผ่ ฟืน 2-3 ท่อน วางกองอยู่ที่พื้น มีหม้อสีดำเพราะเขม่าควันจับตั้งคาอยู่ กระทะแบบที่ใช้ทำหมูกระทะแขวนอยู่ข้างฝา จานคว่ำอยู่ในกะละมังพลาสติกเก่าๆ บนชั้นไม้ผุๆ ใกล้ๆ กัน ถัดไปเป็นแคร่ยาวที่เด็กๆ ใช้นอนรวมกัน มีผ้าห่มกับหมอนมอมๆ และตุ๊กตาเน่าๆ กองอยู่รวมกัน แคร่ก็เป็นร่อง ฝากั้นห้องก็เป็นรู ไม่รู้ว่าตอนหน้าหนาวเด็กๆ จะอยู่กันยังไง เหมือนในหนังเรื่องครูบ้านนอก ที่ฉันเคยดูตอนเด็กไม่มีผิด

 “ไก่ รู้มั้ย เด็กๆ ที่นี่เขาไปเก็บหน่อไม้มาต้มเกลือกับพริก กินกับข้าว เพราะไม่มีอะไรจะให้กิน ตอนลุงที่ดูแลเด็กพวกนี้เข้าไปในเมือง พี่ก็จะฝากของกิน ฝากขนมมาให้เด็กๆ ได้กินกัน เพื่อนๆ พี่บางคนก็ทำโน่นทำนี่มาให้เด็กกิน มีตั้งแต่ 4 ขวบ ไปจนถึง 10 กว่าขวบ อยู่กัน 60 คน ตอนนี้เหลือ 24 คน เพราะมูลนิธิฝรั่งมารับไป พี่น่ะเข้าใจหัวอกพ่อแม่ จะรักลูกแค่ไหนก็ต้องตัดใจให้ลูกแยกมาเพื่อการศึกษา…” พี่อ้อยเล่าที่มาที่ไป

 “ห้องน้ำเนี่ย พวกพี่ก็เรี่ยไรเงินมาสร้างให้ ถึงได้มีใช้ ก็ตามทุนทรัพย์อ่ะนะ” พี่ม่วยเล่าต่อพร้อมชี้ที่เกิดเหตุ “ห้องส้วม” ปูนล้วนๆ มีอ่างน้ำไว้ให้เด็กอาบน้ำที่ก่อด้วยปูน มีส้วมซึมไว้ให้เด็กขับถ่าย ดูแล้วยิ่งเห็นใจ…โถลูก! ก่อนหน้านั้นนึกภาพไม่ออกว่าจะแย่แค่ไหน

 ฉันหันไปมอง “เจ้าบิว” หลานคนเล็กของฉัน วัย 12 ขวบ ที่วิ่งไล่ต้อนฝูงแม่ไก่กับลูกเจี๊ยบอย่างสนุกสนานกลางแดดเปรี้ยง มันคงไม่รู้ว่าลำบากเป็นยังไง…อยากให้มันรู้รสสักที

 “บิว…ดูเอาไว้นะ ต้องตั้งใจเรียน แล้วทำงานดีๆ มีเงินก็เอามาช่วยคนที่เขาด้อยโอกาส คนเราเกิดมาต้องมีประโยชน์ต่อคนอื่น เข้าใจมั้ย?”

 “ครับ” ฉันรู้ว่ามันรับปากไปงั้นในตอนนี้ แต่โตขึ้นมันคงเข้าใจในสิ่งที่ฉันสอนไว้

 พี่สาวฉันกับหลานชาย 3 คน เด่น เพื่อนรุ่นน้อง นุชนาฎ สีเกด และซัง (น้องนุช) เดินดูสถานที่ประกอบคำบรรยายด้วยสี
หน้าหดหู่ พี่อ้อยกับพี่ม่วยส่งมอบเสื้อผ้า ขนม และเงินค่าอาหารของเด็กๆ ที่พวกเราใส่รวมกัน ให้แก่ลุงที่ดูแล ฉันส่งมอบลูกฟุตบอลสีแดงที่ไปเลือกซื้อให้เอง แอบคิดในใจว่า พอเด็กๆ กลับลงมาเรียนหนังสือคงดีใจที่มีฟุตบอลให้เตะ มีขนมให้กิน มีเสื้อให้ใส่ และมีเงินซื้อข้าวกิน…สักระยะหนึ่ง

 “ฉันจะกลับมาที่นี่อีกครั้ง” ฉันสัญญากับตัวเอง ก่อนหันหลังขึ้นรถ ที่ต้องทำมากกว่าที่เราเคยคิด ชีวิตไม่ได้มีแค่เกิดมาคนเดียว ตายไปคนเดียว ไม่ใช่แค่เกิดมาเพื่อคนที่เรารัก หรือเกิดมาเพื่อใครสักคนที่ (มัน) ไม่เคยรักเราแค่นั้น ชีวิตนี้ไม่ได้มีเหตุผลของการอยู่แค่ คำว่า “รัก” “รับ” หรือ “รอ” เหมือนขออะไรจากใคร แต่ความหมายของมันอยู่ที่ “การให้” กับ คนที่เราต้องการมัน และเห็นคุณค่าของมัน ไม่ว่าจะรูปแบบใดก็ตาม

 ถ้ารู้จักให้ นั่นแหละคือเหตุผลของการเกิดมา (ฉันว่านะ)

เจนนิเฟอร์ คิ้ม