บันเทิง

คมเคียวคมปากกา - มนต์รักเฟซบุ๊ก (๑)

คมเคียวคมปากกา - มนต์รักเฟซบุ๊ก (๑)

29 เม.ย. 2554

เขียนต้นฉบับวันพุธที่ ๒๗ เมษายน ๒๕๕๔ แรม ๙ ค่ำ เดือน ๕

  สักประมาณเกือบปีหนึ่งแล้ว ที่ผมได้มาทำความรู้จักกับสิ่งที่เขาเรียกว่า “เฟซบุ๊ก” (facebook)  เรื่องของเรื่องก็แบบไม่ได้ตั้งใจ  บังเอิญวันหนึ่งเข้ากรุงเทพฯ  ไปนอนค้างบ้านเพื่อน  เห็นเพื่อนเขา “เข้า” หรือ “เล่น” เจ้าตัวนี้อยู่  จึงสนใจสอบถามดูว่าเป็นอย่างไรบ้าง?  เพื่อนบอกสนุกดี  สมัครไหมล่ะ?

 เท่านั้นแหละ  ก็เป็นเรื่อง “ข่าวแรก” และ “หน้าแรก” ขึ้นมาทันใด  การสมัครไม่ได้ยุ่งยาก  ไม่ต้องจ่ายเงินจ่ายทองอะไร  เพียงแค่ลงทะเบียนกรอกข้อมูลตามกติกาเท่านั้น  ยิ่งเพื่อนมีลูกชายเป็นวัยรุ่น  เขาก็เรียกลูกชายมาช่วยจัดการให้  ลูกชายวัยรุ่นนี่เก่งกว่าพ่อวัยกลางคนเสียอีก  เดี๋ยว “คลิก” นั่น  เดี๋ยว “คลิก” นี่  ทำราวกับว่าหลับตาเห็นทะลุปรุโปร่ง  บ้านเพื่อนคนนี้ไม่ธรรมดา  บ้านหลังใหญ่ค่อนข้างมีฐานะ  ติดตั้ง “ไวเลส” ด้วย  มี “โน้ตบุ๊ก” คนละเครื่องทั้งพ่อ แม่ ลูก  มี “เฟซบุ๊ก” คนละหน้า  เห็นลูกชายเข้าไปเขียนแซวพ่อแล้วก็น่ารักดี  บางทีพ่อกับลูกอาจอยู่กันคนละห้องในบ้านหลังเดียวกันนั่นแหละ 

 ทั้งนี้ทั้งนั้น  มิได้หมายความว่าคนครอบครัวนี้ไม่พบปะพูดคุยกัน  เรื่องอื่นๆ ในชีวิตครอบครัวก็ดำเนินไปตามปกติ  พุดคุยกัน  กินข้าวกัน  ส่งลูกไปโรงเรียน  รับลูกจากโรงเรียน  พาลูกไปเที่ยววันหยุด  เพียงแต่เจ้าตัวย่อว่า “f” นี่  น่าจะเป็น “เครื่องมือ” หรือ “ช่องทาง” สื่อสารกันในบางมิติแห่งสมัยเท่านั้น

 หลังจากนั้น  ผมก็กลับจากกรุงเทพฯ พร้อมของฝากติดตัวมาอย่างหนึ่ง  นั่นคือในหัวเริ่มจะจินตนาการถึงแต่เจ้าตัว “f” ใหญ่ๆ  ในพื้นที่ต่างๆ ของ “อินเทอร์เน็ต”

 แรกๆ ก็แค่เพียงจะ “เล่นๆ”  พอเล่นไปเล่นมา  มันทำท่าจะมีเรื่องให้ต้อง “จริงจัง”  ยิ่ง “จริงใจ” นั้นไม่ต้องพูดถึง  ผมสมัครใช้ชื่อและนามสกุลจริง  เป็นชื่อนามสกุลทั้งในชีวิตจริง  และชีวิตการประพันธ์  จึงเหมือนกระโดดขึ้นเวทีอะไรสักอย่างแบบเปิดเผยตัวเองชัดเจน  มีอดีต  ปัจจุบัน  กระทั่งอนาคตของตัวเองชัดเจน  มันทำให้ผมได้เรียนรู้บางมุมบางด้านของโลกวันนี้  คือถ้าผมทำตัวซุ่มเขียนหนังสือด้วยลายมืออยู่แต่ในกระท่อมท้ายนา  ประมาณว่าอนุรักษ์ไทยๆ แท้ๆ  เท่ๆ อะไรแบบนั้น  เสร็จแล้วพับใส่ซองส่งทาง “ไปรษณีย์”  ซึ่งมันก็ดีมีเสน่ห์ไปแบบหนึ่ง  แต่ผมคงไม่ทันได้เห็น “ใบหน้าใหม่ๆ” ของการสื่อสารวันนี้เลย

 จากเขียนด้วย “กระดาษ”  “ดินสอ”  “ปากกา”  “พิมพ์ดีด”  “คอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ”  ส่งทาง “โหนรถเมล์ไปส่งเอง”   “จดหมาย”  “แฟกซ์”  “อีเมล”  อะไรสารพัด  บางอย่างว่าก้าวหน้าที่สุดแล้วในวันนั้น  พอถึงวันนี้โลกกลับมีสิ่งที่ทันสมัยกว่า  นึกไม่ถึงว่าตัวเองจะอยู่มาถึงจนได้เห็นมัน  นึกไม่ถึงว่ามันจะมีมาให้ตัวเองได้สัมผัส  นึกไม่ถึงว่าเมื่อได้สัมผัสเรียนรู้แล้ว  มันก็ปรับสภาพกับจิตใจเชยๆ เก่าๆ ของตัวเองได้บ้าง

 แต่ไหนแต่ไร  ผมอาจชอบอะไรที่เชยๆ  แต่ไม่ถึงปิดกั้นตัวเอง  สมัยทำงานหนังสือ  เขาให้พนักงานทุกคนเรียนและใช้ “คอมพิวเตอร์”  ก็เรียนและใช้  แม้ไม่เก่งหรือชำนาญรู้ไปทุกเรื่อง  ขอแค่พอใช้งานได้ตามความจำเป็น  เพื่อนบางคนแรกๆ ออกอาการต่อต้านไว้ก่อน  เพราะสิ่งนี้เพิ่งเข้ามาใหม่ๆ  ที่ต่อต้านเพราะคุ้นชิน  หรือ “ติด” อยู่กับการเขียน  การพิมพ์ดีด  พากันกลัวว่าเครื่องมือที่มาใหม่จะทำลายความเป็นตัวเอง  กระทั่งกลัวหายนะภัยที่จะติดตามมากับเครื่องมือนั้น  แต่พอไม่นานเพื่อนที่เคยออกอาการนั้น  ก็หันกลับมายอมรับมันในฐานะเครื่องมือ  ใช้มันได้  ควบคุมดูแลมันได้  หรือบางทีเขาอาจถึงขั้น “ติด” มันก็เป็นได้ 
 
 ก่อนจะมาถึง “เฟซบุ๊ก”  หลายปีก่อน  มีผู้สมัคร “โอเคเนชั่นบล็อก” ให้  นั่นก็ถือว่าแปลกใหม่ที่สุดแล้วตอนนั้น  สนุกที่มี “บล็อก” ของตัวเอง  ให้ “โพสต์” นั่นเขียนนี่  รวมทั้งนำภาพถ่ายไปลง  มีคนขอเข้าไปเป็นเพื่อนจำนวนไม่น้อย  ทั้งเข้าไปชมภาพ  อ่านข้อเขียน  อ่านบทกวี  แสดงความคิดเห็นแลกเปลี่ยนกัน

 ให้นึกถึงสมัยวัยเรียน  เวลาชอบเขียนชอบสื่อสาร  ก็นำ “กระดาษฟุลสแก๊ป” มาทำเป็นหนังสือ “ทำมือ”  ดูเหมือนผมจะทำหนังสือแบบเข้าเล่มเองมานานแล้ว  ก่อนจะรู้จักคำว่า “ทำมือ” เสียอีก

 ไม่น่าเชื่อ  สักเกือบปีหนึ่งมานี้  ผมเข้า “บล็อก” น้อยมาก  ปล่อยให้หญ้าขึ้นจนดูรกร้างว่างเปล่า...
 ว่าแต่ว่า...เจ้า “เฟซบุ๊ก” นี่สิ  มันมาอย่างไร?  มันอยู่อย่างไร?  และมันจะไปอย่างไร? (กับตัวเอง)  เมื่ออยู่ๆ ก็มีคนขอ “แอด” เป็นเพื่อนเกือบสองพันคน  โดยที่คนส่วนใหญ่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อนเลย... 

 โอ...เพื่อนในอากาศหรือ?  เพื่อนแต่ชาติปางก่อนหรือ?  หรือเพื่อนร่วมทุกข์ร่วมสุขในปัจจุบันสมัย!

"ไพวรินทร์ ขาวงาม"