
มองนอกดูใน - เมล็ดพันธุ์แห่งการหลุดพ้น
การบวชพุทธสาวิกาน้อย (แม่ชีศีล 10) ที่เสถียรธรรมสถานถือกำเนิดขึ้นที่เด็กผู้หญิงคนหนึ่ง มีความปรารถนาที่จะบวชเพื่อนำศพของญาติผู้ใหญ่ขึ้นสู่เมรุ เธอขอร้องให้พวกเราฟังหัวใจของเธอว่า สิ่งที่รักตายจาก แต่ความสุขที่ได้รักยังปรากฏอยู่ในอนุชนคนรุ่นหลังได้ เมื่อเด
การบวชพุทธสาวิกาครั้งที่ 1 จำนวน 98 ท่าน ซึ่งเป็นการบวชเพื่อเป็นพุทธบูชาแด่องค์สมเด็จพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า และอุทิศเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ จึงเกิดขึ้น
ครั้งนี้เป็นครั้งที่ 2 ที่มีผู้สมัครบวชพุทธสาวิกาภาคฤดูร้อนเป็นจำนวน 58 ท่าน ถ้ารวมการบวชทั้งหมดในการทำงานพุทธสาวิกาศีล 10 ในเสถียรธรรมสถาน ก็เกือบ 300 ชีวิตที่ผ่านมา ด้วยความตั้งใจของผู้หญิงเหล่านี้ที่จะลด ละ ความเห็นแก่ตัว ละทิ้งความคิดอันคับแคบแบบบ้านเรือนเข้ามาศึกษาธรรม รู้ธรรม ด้วยมีพระธรรมวินัยร้อยเรียงหัวใจของเด็กเหล่านี้
โดยการบวชครั้งที่ 2 นี้มีชื่อรุ่นว่า...รุ่น ‘เมล็ดพันธุ์แห่งการหลุดพ้น’
พิธีบวชเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 9 เมษายน 2554 เวลา 09.00 น. ซึ่ง พระสุธีธรรมานุวัตร (เทียบ สิริญาโณ) คณบดีบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ได้เมตตามาเป็นพระอุปัชฌาย์ และได้ให้โอวาทไว้ว่า
“ขออำนวยพรคุณแม่ชีศันสนีย์ เสถียรสุต เหล่าพุทธสาวิกาตั้งแต่รุ่นใหญ่ถึงรุ่นเล็ก ที่เรียกกันว่าแม่ชีน้อย และขออนุโมทนาพ่อแม่ และญาติพี่น้องของเหล่าพุทธสาวิกาทั้งหลาย ในเบื้องต้น อาตมาภาพในนามคณะสงฆ์ ขออนุโมทนาชื่นชมในสิ่งที่คุณแม่ศันสนีย์ได้ทำไว้ งานบวชแม่ชีใหญ่ถือเป็นเรื่องที่เราทราบกันโดยทั่วไป แต่สำหรับการบวชแม่ชีน้อย เป็นครั้งแรกที่อาตมาได้มาบวชแม่ชีน้อย กิจกรรมเช่นนี้ คนที่จะทำได้ต้องเป็นคนที่มีจิตใจเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ มีผู้รู้ท่านหนึ่งกล่าวไว้ว่า การจะทำงานใหญ่ให้สำเร็จได้นั้น คนทำต้องมีคุณสมบัติ 3 ประการด้วยกัน
ข้อที่ 1 คือมีปัญญา มีความรู้ ความสามารถ ข้อที่ 2 คนคนนั้นต้องมีบารมี คนเรามีปัญญา มีความรู้ เราไปเรียนที่ไหนเราก็มีได้ แต่บารมีนั้น ไม่ใช่ว่าอยู่ๆ ก็จะเกิดขึ้นได้ เพราะเป็นสิ่งที่ต้องสร้างขึ้น มีแค่ปัญญา กับบารมี ไม่ได้หมายความว่างานจะสำเร็จ แต่สิ่งที่สำคัญคือ ต้องมีความกล้า ความกล้าในที่นี้หมายถึงจะต้องกล้าทำ กล้าคิด
เพราะฉะนั้น 3 ข้อนี้ถือว่าเป็นคุณธรรมของผู้ยิ่งใหญ่ที่จะทำงานนั้นให้สำเร็จได้ และคุณสมบัติทั้ง 3 ข้อนี้ก็มีอยู่ในคุณแม่ศันสนีย์ สิ่งที่คุณแม่ทำนี้ กล่าวได้ว่าเป็นครั้งแรกในประเทศไทยที่เรามีการบวชแม่ชีน้อย โดยอายุน้อยที่สุดน่าจะเป็น 5 ขวบ ตามหลักแล้ว บวชเณรต้อง 7 ขวบ จึงถือว่าคุณแม่ทำงานใหญ่ได้เพราะมีความกล้า และกล่าวได้ว่าเป็นการเปิดศักราช...ต่อไปนี้ญาติโยมก็มีทางเลือกแล้ว ปิดเทอมแต่ละปี สงกรานต์แต่ละปี ก็สามารถพาลูกหลานมาบวช แต่ก็ไม่ได้จำกัดเฉพาะเด็กนั้น มีรุ่นใหญ่ด้วย ซึ่งสำหรับรุ่นใหญ่คุณแม่ท่านก็จัดให้มีทุกเดือนบ้าง ทุก 2 เดือนบ้าง แต่บวชเป็นจำนวนน้อย...
“งานของคุณแม่นี้เรียกได้ว่าเป็นงานสร้างคน สุภาษิตจีนกล่าวไว้ว่า ปลูกต้นไม้อยู่ได้ก็แค่หลัก 100 ปี สักวันต้นไม้ก็จะโค่น แต่การสร้างคนนั้น อยู่ได้เป็นพันๆ ปี...งานสร้างคนจึงไม่ได้หมายความว่าสักแต่มีสตางค์ มีบารมีแล้วจะสร้างได้ งานสร้างคนนี้ต้องมีกำลังบุญของผู้สร้าง และตัวผู้ถูกสร้างด้วย ฉะนั้น งานที่คุณแม่ทำอยู่นี้ เรียกว่างานสร้างคน ซึ่งไม่ใช่งานง่ายๆ...แม่ชีน้อยมีโอกาสที่ดีที่ได้บวชตั้งแต่อายุน้อย ได้มีโอกาสฝึกหัด ขัดเกลา...การบวชเป็นการสร้างบารมีอย่างหนึ่ง เรียกว่าเนกขัมมบารมี ในบารมี 10 ข้อ...การออกบวชนั้นคือเป็นการให้โอกาสทางการศึกษา ในที่นี้หมายถึงเป็นการศึกษาตัวเราเอง แม่ชีน้อยและแม่ชีใหญ่ทั้งหลายมาบวชนี้เป็นการให้โอกาสทางการศึกษา คือหมายความว่ามาขัดเกลา 10 วันนี้ถือเป็นการขัดเกลาเรา เพราะคนเรานั้น สอนคนอื่นสอนไม่ยาก แต่สอนตัวเองนั้นสอนยาก ฉะนั้นพระพุทธเจ้าจึงตรัสไว้ว่า ‘การชนะตนเองนั่นแหละประเสริฐที่สุด’ และการจะชนะตัวเองได้นั้น เราต้องมีกัลยาณมิตร
ในที่นี้คุณแม่ศันสนีย์ถือว่าเป็นยอดกัลยาณมิตรของพวกเราทุกคน และทีมงานของท่านจะมาช่วยขัดเกลาเรา มีผู้รู้ท่านกล่าวไว้ว่า สิ่งที่ได้มาเปล่าคือความเฒ่าชรา สิ่งที่จะต้องแสวงหาคือคุณค่าชีวิต อาตมาขออนุโมทนาให้แม่ชีทุกรุ่น ตั้งแต่รุ่นใหญ่ รุ่นกลาง รุ่นเล็ก ถือว่าการบวชครั้งนี้เป็นการมาแสวงหาคุณค่าของชีวิต ว่าชีวิตคืออะไร เกิดมาทำไม สำคัญอย่างไร และจะอยู่อย่างไร สิ่งเหล่านี้ คุณแม่ชีศันสนีย์และทีมงานก็จะมาช่วยสอน ช่วยขัดเกลาให้...
“อาตมาภาพในนามคณะสงฆ์ และในนามของคุณแม่ศันสนีย์ เสถียรสุต ก็ขออนุโมทนาจต่อเจ้าภาพ คุณพ่อคุณแม่ ญาติพี่น้อง และขอให้ทุกคนอย่าเพียงให้กำลังใจคุณแม่ศันสนีย์ แต่ต้องสนับสนุนท่านด้วย ใครที่มีกำลังทรัพย์ ก็ช่วยด้วยกำลังทรัพย์ ใครที่มีกำลังปัญญา ก็ช่วยท่านด้วยกำลังปัญญา ใครที่มีกำลังกาย ก็ช่วยท่านด้วยกำลังกาย...เมื่อท่านให้เรา เราต้องให้ท่านด้วย คุณแม่มีเมตตาต่อเรา เราก็ต้องมีเมตตาต่อคุณแม่ด้วยการช่วยท่าน จิตเหมือนปลา เมตตาเหมือนน้ำ จิตไร้เมตตา เหมือนปลาที่ขาดน้ำ ปลาที่ขาดน้ำก็ตาย มนุษย์เราก็เหมือนกัน แล้งน้ำใจ ไม่มีน้ำใจ ก็อยู่ด้วยกันไม่ได้ คุณแม่มีน้ำใจเปี่ยมล้นต่อทุกคน แต่ถ้าเราไม่ช่วยคุณแม่ แล้วท่านจะเอากำลังที่ไหนมาทำ...
“เด็กนั้นต้องนำแล้วค่อยแนะ แต่ผู้ใหญ่ต้องแนะแล้วค่อยนำ จึงถูกแล้วที่คุณแม่ได้นำเด็กเหล่านี้มาแนะแล้วสั่งสอน ก็ขออนุโมทนา” แม้วันนี้แม่ชีน้อยใหญ่ทั้งหลายจะลาสิกขากลับสู่วิถีชีวิตทางโลกแล้ว หากข้าพเจ้าก็มั่นใจว่า ‘ความทรงจำแห่งการรู้ ตื่น และเบิกบาน’ และการเป็น ‘เมล็ดพันธุ์แห่งการหลุดพ้น’ จะเป็นทุนทางธรรม ที่จะช่วยหล่อเลี้ยงชีวิตของทุกคน และวันหนึ่งเธอเหล่านั้นจะกลับมาเป็นกำลังในการทำให้สังคมไทยของเราร่มเย็นเป็นสุข พ้นทุกข์ร่วมกันต่อไป
ธรรมสวัสดี
"แม่ชีศันสีนย์ เสถียรสุต"



