
คิดสวนทาง - ห้องสมุดดนตรี
เวลาที่ผมสอนวิชา Songwriting ผมมักจะพูดถึงประวัติของศิลปิน รูปแบบของดนตรีสภาพ แวดล้อมทางเศษฐกิจและสังคมของศิลปินในขณะนั้นๆ เพื่อให้นักศึกษาสามารถเข้าใจถึงที่มาของ เพลงที่นำมาเสนอเป็นตัวอย่างในการสอนอยู่เสมอๆ เมื่อเป็นเพลงของต่างประเทศก็ไม่มีปัญหาใน การหาข
ปัญหาจะเกิดขึ้นเสมอเมื่อยกตัวอย่างเป็นเพลงไทย ชื่อศิลปินก็พอจะหาได้ไม่ยาก แต่พอจะลงลึกถึงชื่อผู้ประพันธ์ ชื่อของโปรดิวเซอร์ ปีที่เผยแพร่เป็นครั้งแรก ผลการตอบรับจากสังคม บทวิจารณ์ถึงเพลงดังกล่าว ผลที่มีต่อสังคมโดยรวมเช่นได้รับความนิยมอย่างสูง กลายเป็นต้นแบบของดนตรีประเภทนั้นประเภทนี้ในยุคต่อมา อะไรทำนองนี้ เป็นอันว่าไม่ต้องไปเสียเวลาหาเพราะหาได้ยากมาก ถึง จะมีคนเก็บรวบรวมหรือเขียนถึงก็ไม่รู้จะไปหาอ่านได้ที่ไหน ลงเอยก็ได้แต่ยกตัวอย่างเพลงหรือศิลปินที่ได้มีประสบการณ์จริงร่วมกับเขามาหรือมีโอกาสอยู่ในเหตการณ์เหล่านั้นด้วยก็จะนำมาเล่าเป็นนิทานให้ฟังเป็นครั้งเป็นคราวไป พอทำบ่อยๆ เข้าก็ดูเหมือนว่าเป็นพวกบ้าตัวเอง พูดแต่เรื่องของตัวเองและพรรคพวกไป
เมื่อปลายเดือนก่อนคือวันที่ 29 มีนาคม ผมได้รับเชิญให้ไปออกรายการ Mango Bango ของ Mango TV อย่างกะทันหัน ไม่แน่ใจว่าโปรดิวเซอร์หาใครไม่ทันแล้วไปเห็นเบอร์ของผมเข้าหรือเปล่า แต่ก็ตอบรับไปออกรายการในวันรุ่งขึ้น หัวข้อในการสนทนาคือเรื่องเราควรมีห้องสมุดดนตรี ที่เป็นศูนย์กลางให้นักศึกษาและบุคคลทั่วไปได้มีโอกาสเข้ามาศึกษาค้นคว้าได้หรือยัง เอาเป็นแบบว่าสมบูรณ์ที่สุด รวมไว้ที่เดียวกัน ที่สำคัญคือประวัติดนตรีไทย โดยเฉพาะดนตรีไทยสากลและดนตรีป๊อปไทย ผมก็ตอบว่าเห็นด้วยอย่างยิ่ง
ในส่วนดนตรีไทยสากลนั้นควรจะเริ่มกันตั้งแต่สมัยกรมโฆษณาการ ตั้งแต่เพลงของ "หลวงวิจิตรวาทการ” ซึ่งมักจะมีลักษณะเป็นเพลงมาร์ชที่ได้รับอิทธิพลจากตะวันตก เพลงของวง ”สุนทราภรณ์” เพลงในยุคของคุณสุเทพ วงศ์คำแหง คุณชรินทร์ นันทนา คร คุณสวลี ผกาพันธ์ คุณรวงทอง ทองลั่นทม ต่อไปถึงยุควงซิลเวอร์แซนด์ วงดิอิมพอสสิเบิ้ล วงชาตรี วงแกรนด์เอ็กซ์ เรื่อยมาถึงยุคแกรมมี่ อาร์เอส จนถึงปัจุบัน รวมถึงบัตเตอร์ฟลาย ที่ยกมาเป็นตัวอย่างในการสอนซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนรู้สึกอายๆ
ปัญหามีอยู่ว่าใครจะทำ และจะทำไปทำไม ถ้าทำแล้วไม่ตอบโจทย์ทางธุรกิจ ใครที่ไหนจะกล้าอุทิศเงินก้อนมหาศาลเพื่อก่อให้เกิดองค์ความรู้แก่เยาวชนของชาติ คงจะหาเศรษฐีใจบุญใน ประเทศนี้ได้ยาก เมื่อเทียบกับในประเทศสหรัฐอเมริกาที่มี ร็อกกี้ เฟลเลอร์ บิลล์ เกตต์ ก็คงต้องหันมาพึ่งรัฐบาล ซึ่งก็ยังหาความมั่นคงทางการเมืองไม่ได้ รัฐบาลไม่น่าจะมีเวลาหันมามองสิ่งเหล่านี้ เพราะเป็นการลงทุนระยะยาวมาก กว่าจะเห็นผลของห้องสมุดดนตรีนี้อย่างเป็นรูปธรรม...
สรุปว่าเป็นเรื่องคุยกันเรื่อยเปื่อยมากกว่าความหวังที่จะเห็นว่าอะไรจะเกิดขึ้นจริงๆ
ผมได้อ่านบทความเรื่อง History of Rock (Thai) ในนิตยสาร Music Express ที่กำลังวางจำหน่ายอยู่ตอนนี้ ไม่ทราบว่าเป็นฉบับที่เท่าไหร่ ประจำเดือนอะไร เขียนโดยใคร เพราะหาไม่เจอ แต่จำได้ว่าผู้เขียนเคยมาสัมภาษณ์ผมในวันแถลงข่าวคอนเสิร์ต “ต้นสาย ปลายเสียง” ของผมเมื่อเดือนตุลาคม อ่านแล้วก็ต้องของชมเชยในความตั้งใจที่อยากจะรวบรวมความเป็นมาเหล่านี้ให้เป็นเรื่องเป็นราว มีข้อมูลและรื่องราวที่น่าสนใจที่ผมเองซึ่งนับว่าเป็นผู้ร่วมสมัยคนหนึ่ง มีข้อมูลบางเรื่องที่ไม่เคยได้รู้ได้รับทราบมาก่อน ก็ได้มารู้เมื่อได้อ่านบทความชิ้นนี้ และก็เป็นประโยชน์ต่อตัวผมจริงๆ เมื่อได้รับทราบข้อมูลเหล่านั้น ก็อยากจะพูดว่า นี่ไงประโยชน์ของการเรียนประวัติศาสตร์ ก็ต้องขอมองข้ามข้อมูลที่ผิดพลาดไปบ้างเล็กๆ น้อยๆ เพราะตัวเองก็อยู่ในเหตุการณ์บางเหตุการณ์
ถือว่าเป็นการเริ่มต้นที่ดีและอยากให้ทำต่อ เข้าใจว่าคงเป็นงานแบบ one man show ซึ่งถ้าจะ ทำกันเพื่อใช้เป็นหนังสืออ้างอิงกันจริงๆ ก็ต้องทำกันเป็นทีม ช่วยกันคนละไม้คนละมือ ค้นคว้า เก็บข้อมูล วิเคราะห์นำเสนอ อยากจะฝากถึงผู้เขียนว่า อะไรที่ผมพอจะช่วยได้ก็ยินดีครับ
เอาเป็นว่าเรื่อง ”ห้องสมุดดนตรี” น่ะไกลไป เอาแค่ช่วยกันเขียนประวัติศาสตร์ดนตรีของนักดนตรีไทยแบบสมบูรณ์ๆ น่ะ อีกกี่ปีเสร็จ เผื่อจะได้เป็นหนังสือเล่มแรกของห้องสมุดดนตรีในฝันนี้
"จิรพรรณ อังศวานนท์"



