บันเทิง

มองผ่านเลนส์คม - แมนจุงถึงปุตราจายา

มองผ่านเลนส์คม - แมนจุงถึงปุตราจายา

19 เม.ย. 2554

ปลายเดือนมีนา ผมติดตามคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดนครศรีธรรมราชและอิหม่ามร้อยกว่าคนไปทัศนศึกษาโรงไฟฟ้าแมนจุง ที่รัฐเปรัค ประเทศมาเลเซีย

  ทัวร์ทัศนศึกษาครั้งนี้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ ด้วยพี่น้องชาวมุสลิมต้องการดูให้ประจักษ์แก่สายตาว่า โรงไฟฟ้าถ่านหินสะอาดที่มีระบบจัดการที่ดีโดยนำเทคโนโลยีดักจับขี้เถ้า เทคโนโลยีช่วยลดก๊าซไนโตรเจน และสร้างระบบบำบัดน้ำเสียที่ปลอดภัยต่อสัตว์ทะเล เมื่อปล่อยน้ำจากกระบวนการหล่อเย็นลงสู่ท้องทะเล หน้าตาเป็นอย่างไร        

 คณะอิหม่ามจาก 35-37 มัสยิดต้องการพิสูจน์ด้วยตัวเอง  เพราะพื้นที่อ.ท่าศาลาและอ.หัวไทร จ.นครศรีธรรมราช เป็นพื้นที่เป้าหมายในการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินของการไฟฟ้าฝ่ายผลิต การได้เห็นโรงไฟฟ้าถ่านหินสะอาด และกองถ่านหินสูงราวภูเขาเลากา พร้อมคำอธิบายจากผู้บริหารของโรงไฟฟ้าแมนจุง ทำให้คณะอิหม่ามคลายกังวลลงไปมาก แล้วขอถ่านหินบิทูมินัสกลับบ้านสามถุงใหญ่ๆ มาให้พี่น้องในพื้นที่ได้เห็น เพราะวันหนึ่งพวกเขาต้องมีส่วนในการตัดสินใจ ว่าจะเอาหรือไม่เอาโรงไฟฟ้าถ่านหินไว้ใกล้บ้าน

 ผมมองเห็นความกลมเกลียว ความเป็นพี่เป็นน้อง และศรัทธาเคร่งครัดต่อศาสนา เมื่อถึงเวลาละหมาด รถบัสจะจอดที่มัสยิดริมทางให้ทำละหมาด 10-15 นาที  ผมจึงได้ชมมัสยิดและนั่งดื่มกาแฟที่ศูนย์อาหาร ไม่ว่าที่อลอสตาร์หรืออิโปห์

 ถึงเวลาอาหารก็รับประทานด้วยกันในร้านอาหารมุสลิม รสชาติอาจแปลกลิ้นแปลกปากไปบ้าง แต่ก็อร่อยได้ทุกมื้อ

 เคยบอกกับเด็กๆ ที่เอาแต่คิดถึงบ้านตอนไปเป็นวิทยากรค่ายนักเขียนและค่ายอื่นๆ ว่าต้องมีสักวันที่พวกเขาต้องย้ายออกจากบ้าน ต้องเดินทางไปที่อื่นๆ เมื่อโตขึ้น การเดินทางจากที่หนึ่งไปที่หนึ่ง  เด็กๆ ต้องพบกับสถานที่ที่ไม่คุ้นตา ผู้คนไม่คุ้นหน้าที่พูดกันคนละภาษา และอาหารไม่คุ้นลิ้นในวัฒนธรรมอื่นๆ แท้จริง คือ โอกาสเรียนรู้และทำความเข้าใจ ถ้าเราต้องการจะอยู่ร่วมกันอย่างเท่าเทียมในฐานะมนุษย์

 ผมไม่ได้ถามว่าอิหม่ามตัดสินใจรับโรงไฟฟ้าหรือไม่ แต่ได้ยินพวกเขาพูดคุยกันว่าอยากให้คนแถวบ้านได้มาเห็นด้วยตา ได้ยินแต่เสียงต่อต้านและความเลวของถ่านหิน สู้มาให้เห็นกับตาไม่ได้  นั่นคือผลของการได้เห็นได้เรียนรู้

 โปรแกรมสำคัญอีกอย่างที่เจ้าภาพจัดไว้ คือ นำเยี่ยมปุตราจายา เมืองใหม่ที่มาเลเซียก่อสร้างเป็นศูนย์ราชการ เป็นมหานครที่ทันสมัยก้าวหน้า ทั้งเป็นที่ตั้งของรัฐสภา สถานที่พำนักประจำตำแหน่งนายกรัฐมนตรีและมัสยิดปุตรา ที่มีโดมสีชมพูก่อสร้างด้วยหินแกรนิตสีกุหลาบ ยืนโดดเด่นเป็นสง่าอยู่ริมทะเลสาบปุตรา ซึ่งเดิมทีเป็นสวนปาล์มขนาดใหญ่

 อิหม่ามทุกคนตื่นเต้น สังเกตสีหน้าก็พอรู้ว่าทุกคนภาคภูมิใจที่ได้เห็นมัสยิดที่งดงามสูงค่า มัสยิดที่เป็นสัญลักษณ์ทางศาสนาของพวกเขา ถึงจะนับถือพุทธศาสนา ตัวผมเองยังรู้สึกตื่นตาตื่นใจ  ทั้งนึกนิยมรัฐบาลท่านมหาธีร์ มูฮัมหมัด ที่ตัดสินใจย้ายศูนย์ราชการออกจากเมืองหลวง

 ปุตราจายา เป็นเมืองที่นักท่องเที่ยวแห่แหนไปชมความสวยงาม

"จำลอง ฝั่งชลจิตร"