บันเทิง

สาดหนังสงกรานต์
เปียกปอนไปถึงหนัง Summer

สาดหนังสงกรานต์ เปียกปอนไปถึงหนัง Summer

17 เม.ย. 2552

ถ้าเทียบกันระหว่าง “ผู้หญิงอกหักแล้วมีพฤติกรรมช็อปแหลก” กับ “หนังการ์ตูนฉายปิดเทอมกับหนังรักฉายหน้าหนาว ถึงจะทำเงิน” นั้น ผมเชื่อ “เรื่องแรก” มากกว่า “เรื่องหลัง”

  เพราะเรื่องสาวๆ อกหักหรือปวดร้าวกับชีวิต จนมีพฤติกรรมช็อปๆ นั้น มันเป็นเรื่องเกี่ยวโยงกับจิตวิทยาในลักษณะ escapist คือมีแนวทางของการไปหลุดจากโลกแห่งความเป็นจริง หรือพาฝันชั่วครู่ชั่วยาม มันทำให้รู้สึก “กอบกู้ตัวเองคืนมา” หรือทดแทนอาการรู้สึกแย่ได้พอสมควร

 มันไม่ต่างอะไรจากที่ฝรั่งเคยพูดว่า ผู้ชายขี้เหร่ หัวล้าน มีพุงโต ไม่มีใครสนใจ ชอบมีพฤติกรรมไปจ่ายน้องๆ ตามสถานบันเทิงเพื่อให้เธอๆ มาเอาใจนั้น มันก็อารมณ์คล้ายๆ กัน คือจ่ายเพื่อให้มีคนมาเอาใจ (จากที่ชีวิตปกติไม่มีใครสนใจ)

 แต่เมื่อมาถึงโลกยุคใหม่วันนี้ ผมไม่เชื่ออีกต่อไปว่า หนังการ์ตูน หนังเด็ก จะต้องเข้าฉายช่วงปิดเทอม ช่วงซัมเมอร์ เพื่อจะได้เงิน หรือหนังรักโรแมนติก จะต้องเข้าฉายหน้าหนาว เพราะคนหนุ่มสาวจะไปดู

 ข้อสันนิษฐานทางการตลาด (ผสมจิตวิทยา) แบบนี้นั้น เคยใช้ได้ผลมากพอสมควรในทศวรรษที่ 80 และ 90 แต่เมื่อสู่ยุคดิจิทัลและการมาถึงของปี 2000 อะไรๆ ในโลกก็เปลี่ยนไปมาก รวมทั้งอารมณ์ความรู้สึกของคน

 การ์ตูนที่ดีมากอย่าง WALL*E ฉายตอนปิดเทอมบ้านเรา ก็ไม่ได้เงินอย่างที่น่าพอใจ, The Classic ที่แสนจะหลงรักได้ไม่ยาก ฉายตอนเดือนกันยายน-ตุลาคม ก็สามารถทำเงินในระดับที่น่าพอใจ Notting Hill ซึ่งเป็นหนังรักที่ดีที่สุดเรื่องหนึ่งในโลกของหนัง มันก็ไม่ได้โชว์โฉมในหน้าหนาวบ้านเรา แต่ก็ทำเงินไปมากกว่าที่หลายคนคิด

 Titanic ยิ่งแล้วใหญ่ หนัง epic เรื่องนี้ไม่ได้อยู่ในหน้าหนาวหรือฤดูร้อน แต่ก็ทำเงินไปแบบมหาศาล แต่ The Holiday ซึ่งเป็นหนังเพื่อฤดูหนาวแท้ๆ ก็เข้ามาและออกไปอย่างเงียบๆ แถมไม่ได้เป็นที่ประทับใจคนดูในวงกว้าง

 เราจะเห็นได้ว่า มีหนังหลายเรื่องที่แม้จะมี “ภาพลักษณ์” และอารมณ์ของหนัง เหมาะกับฤดูกาล เหมาะกับปิดเทอม เหมาะกับ summer เหมาะกับหน้าร้อนเอย หน้าหนาวเอย เอาเข้าจริงๆ แล้ว มันก็มีตัวอย่างที่ “ไม่เป็นไปตามนั้น” อยู่หลายเรื่อง

 การวางตำแหน่งทางการตลาดเกี่ยวกับการฉายหนังนั้น เป็นเพียงปัจจัยเสริมเล็กๆ เท่านั้น ในการทำให้หนังเรื่องหนึ่งได้เงิน มันไม่ต่างกับการที่สินค้าอะไรก็ตาม ที่ถ้าสามารถ “ยึดชั้นสินค้า” ใน “ระดับสายตา” คนที่เดินซูเปอร์มาร์เก็ต ก็จะได้เปรียบ แต่มันต้องเป็นสินค้าที่มีคุณภาพพอตัวด้วย คนถึงจะซื้ออย่างต่อเนื่อง

 แต่ถ้าหนังมันไม่เวิร์กกับอารมณ์คนดู มันก็จะค่อยๆ ล้มไปเอง ตัวอย่างของ WALL*E ซึ่งเป็นการ์ตูนที่ดีมากเหลือเกิน (มีการเอาเทคนิคของละครใบ้และชาร์ลี แชปลินมาผสม) แต่ความที่มันเงียบอยู่เกือบ 30 นาที มันก็ทำให้แมสฯ หรือคนดูทั่วไปนั้น ไม่ติดใจอะไร

 ผมเขียนประเด็นนี้ ในห้วงยามที่บ้านเราเพิ่งเปียกปอนมาจากเทศกาลสาดน้ำ ในบรรยากาศที่รุ่มร้อนไปด้วยหน้าร้อน การเมืองและเศรษฐกิจ (สองอย่างหลังนี้ร้อนรุ่มกว่าอากาศมากนัก)

 และไม่เชื่อทฤษฎีว่า หนังครอบครัวจะต้องฉายหน้าร้อนปิดเทอม หนังรักต้องฉายเดือนธันวาคมหน้าหนาว แต่เชื่อครับว่า ก้านกล้วย 2 ที่จะทำเงินนั้น มาจากความแข็งแรงของตัวเอง มาจากเครดิตที่ทำไว้ดีจากภาคแรก มากกว่าการ “ผูกติดยึดโยง” กับ season หรือฤดูกาล

 ถามว่า ทำไมไม่เชื่อ ตอบแบบสั้นๆ ก่อนว่า เพราะว่าโลกยุคใหม่นั้น อุตสาหกรรมหนังและช่องทางในการดูมันแตกตัวขยายตัวออกไปมาก ทั้งอินเทอร์เน็ตที่โหลดกันเละ กับการแตกไลน์ของหนังยุคใหม่ที่เน้นกลุ่ม “คนดูเฉพาะ” มากขึ้น (เช่นหนังเกย์, หนังเฟมินิสต์, หนังผู้หญิงแบบคุณหนู, หนังขายรถ, หนังจับกลุ่มขายเพลงแร็พ ฯลฯ)

 พอเป็นแบบนี้ การเอาหนังไปจับตายกับฤดูกาลคู่กัน จึงไม่ใช่การตลาดที่จะสำเร็จอีกต่อไป แม้ว่ามันยังจะเป็นสิ่งที่น่าทำมากกว่าก็ตาม

 ก่อนจะจบคอลัมน์ไป ผมมีตัวเลือกให้ผู้อ่าน “คม ชัด ลึก” ลองเลือกนะครับ ถ้าคุณทำหนังก็อดซิลล่าหรือไดโนเสาร์ยักษ์ ความที่มีความเป็นหนังครอบครัว อาจจะมีใครอยากฉายตอนปิดเทอม

 แต่ถ้าเป็นผม ตัวผมอยากทำหุ่นก็อดซิลล่าหรือไดโนเสาร์สูงใหญ่ ยืนคร่อมสะพานทางด่วน หรือ “ยืนกอดตึกสูง” ในเมืองมากกว่า

"นันทขว้าง สิรสุนทร"
[email protected]