
คมเคียวคมปากกา - จากท้องทุ่ง ถึงท้องกรุง
เขียนต้นฉบับวันอังคารที่ ๗ เมษายน พ.ศ. ๒๕๕๒ ขึ้น ๑๓ ค่ำ เดือนห้า
ได้ยินคำ “เดือนห้า” อดไม่ได้ที่จะตามมาด้วย “หน้าแล้ง” ตามเพลงลือลั่นสนั่นทุ่งในอดีต “เดือนห้าหน้าแล้ง ลมแรงพัดช่อมะม่วง” เมษายน ถึงแดดร้อนเปรี้ยง ใช่ว่าไร้ลม ใช่ว่าไร้ฝน บางทีก็ซัดมาในนามพายุฤดูร้อน อาคารบ้านเรืองอาจเปิดเปิง ผู้คนส่ำสัตว์อาจกระเจิดกระเจิง
วันก่อน ได้เห็นปรากฏการณ์ธรรมชาติ นั่งกินข้าวในร้านอาหาร ได้ยินเสียงแม่ค้าร้องเอะอะ ใช้เท้ากระทืบพื้น เดินไปดูจึงพบว่าเป็นตัวหนอนเล็กๆ ยั้วเยี้ย มันต้องลมหล่นลงจากต้นคูน มองไปยังต้นคูนพบว่าทั้งดอกและใบโกร๋นไปหมด ไม่เพียงแต่ต้นหน้าร้าน แต่ตลอดแนวถนนที่ดอกคูนเคยเหลืองสะพรั่ง ความงามมีวันเวลาจำกัด ไม่ทันได้หยิบกล้องไปบันทึกภาพไว้ หนอนน้อยนับไม่ถ้วนก็ปฏิบัติการยึดดอกและใบเป็นอาหาร เพื่อหมุนวัฏจักรชีวิต กลายเป็นผีเสื้อ
เจ้าหนอนเอย...เจ้าผีเสื้อเอย...กินดอกคูนเป็นอาหาร ขอให้จิตวิญญาณเจ้าระย้างาม
ครับ สงกรานต์เดือนห้า เมื่อคนบ้านนอกกลับบ้าน ถนนอาจโล่ง รถเมล์อาจว่าง การตระเวนเล่นน้ำเล่นแป้งของคนในเมืองคงสะดวกขึ้น ทั้งเล่นแบบพอดี และเล่นแบบเลยเถิด แม้ฝ่ายบ้านนอกก็เถอะ กลับบ้านแล้วย่อมฉลองกันไม่บันเบา ทั้งการเล่นน้ำเล่นแป้ง การกินดื่ม การใช้เครื่องเสียง โดยเฉพาะเมื่อมีมหรสพ ไม่ว่าหมอลำซิ่ง วงดนตรีลูกทุ่ง พฤติกรรมเล่นแบบเลยเถิดเกิดขึ้นได้เสมอ อย่างที่รู้ๆ กัน การตีรันฟันแทง กลายเป็นเรื่องปกติเสียแล้ว แม้แต่ในงานบุญ
ศุกร์ก่อนเล่าถึง “เขาร้องเพลงลูกทุ่งให้เมืองฟัง” และ “เขาต่างคลอดจากครรภ์ของท้องทุ่ง” นั่นเพียงภาพสะท้อนคร่าวๆ ของปมเมืองและชนบท ซึ่งมีมานาน ยังมีอยู่ และจะมีต่อไปภายภาคหน้า ปมเหล่านี้แม้เปลี่ยนรูปแบบไปตามยุคสมัย แต่เนื้อหาน่าจะยังซ้ำๆ อยู่หลายเรื่อง
บางคนว่า โลกเปลี่ยน ผู้คนเปลี่ยน ศัตรูของโลกและผู้คนก็เปลี่ยน ศัตรูของผู้คนวันนี้ไม่ใช่ศัตรูเมื่อครึ่งศตวรรษที่แล้วอีกต่อไป เขาว่าเช่นนั้นก็ไม่ผิดเสียทีเดียว แต่ยังอยากแย้งว่า ศัตรูของผู้คนแม้เปลี่ยนโฉมหน้าไปเช่นไร ตัวบงการและเนื้อหาเป้าหมายของมันก็ยังเป็นศัตรูตัวเก่านั่นแหละ ในนามรักอย่างรุนแรง โลภอย่างรุนแรง โกรธอย่างรุนแรง หลงอย่างรุนแรง กดขี่ขูดรีดอย่างรุนแรง เอารัดเอาเปรียบอย่างรุนแรง ไล่ล่าฆ่าฟันอย่างรุนแรง ในนามผู้ล่าก็ออกล่าอย่างรุนแรง ในนามผู้ถูกล่าก็ถูกล่าอย่างรุนแรง นั่นแหละ โศกนาฏกรรมของผู้ตกเป็นเหยื่อก็ยิ่งรุนแรง
ในเมืองหลวงหลายปีก่อน วิถีชีวิตและอุปนิสัยมักทำให้ได้พัวพันกับคนขับแท็กซี่ และคนขายลอตเตอรี่ (๕๕๕) กระทั่งบางเดือนค่าแท็กซี่ และค่าลอตเตอรี่ อาจแพงกว่าค่าที่พัก (๕๕๕)
“เลย ลอตเตอรี่ แท็กซี่ ร้อยเอ็ด” ครับ วันหนึ่ง แอบสำรวจโพลล์เป็นกลอนเล่นๆ
เลย ก็จากแถว อ.วังสะพุง ร้อยเอ็ด ก็จากแถว อ.จังหาร ทั้งคนขายลอตเตอรี่ และคนขับแท็กซี่ ต่างเป็นลูกหลานชาวนา ต่างคลอดจากครรภ์ของท้องทุ่ง ต่างเป็นลูกทุ่ง ต่างร้องเพลงลูกทุ่งให้เมืองฟัง การเดินทางจากท้องทุ่งถึงท้องกรุง มิใช่เรื่องยุ่งยากห่างไกลอีกต่อไป
แอบได้ยินบางนิยายชีวิต คนขายลอตเตอรี่ ถ้าเป็นชายก็จากลูกจากเมีย ถ้าเป็นหญิงก็จากลูกจากผัว การเข้าเมืองหลวงบ่อยเข้า บางคนแอบถูกเนื้อต้องใจกัน อยู่บ้านอาจอัดอั้นครอบครัว พบกันในกรุงจึงเกิดโลกลึกลับ โลกลักลอบ บางคู่เข้าม่านรูด แลกโชคแลกลาภกันในฐานะชู้ บางชายพาชู้สาวกลับบ้าน เมียรู้รับไม่ได้ ชิงฆ่าตัวตาย ฝ่ายชู้สาวทนอดสูไม่ได้ ฆ่าตัวตายไปอีกคน...
เรื่องจริงหรือเปล่าไม่รู้? รู้แต่ว่าน่าเศร้า ชีวิตคนขายโชค ขายลาภ ขายความหวัง ขายพรุ่งนี้รวย ขายรางวัลเล็ก ขายรางวัลใหญ่ ชีวิตเขาและเธอเหล่านั้น ใช่ว่าจะไม่โชคร้าย!?
คนบ้านนอก นอกจากอาจตกเป็นเหยื่อคนเมือง ยังอาจตกเป็นเหยื่อคนบ้านนอกด้วยกัน!?
"ไพวรินทร์ ขาวงาม"



