
คอนเสิร์ตไตรภาคี สามัคคีเพลงเขมรลาวไทย
ค่ำคืนวันที่ 9 เมษายน ที่ผ่านมา กระทรวงวัฒนธรรม สถานเอกอัครราชทูตราชอาณาจักรกัมพูชา และสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว และภาคเอกชน ได้จัดคอนเสิร์ตไตรภาคี ดินแดนแห่งอารยธรรมสันติสุข (กัมพูชา ลาว ไทย) ขึ้นที่หอประชุมใหญ่ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย
คอนเสิร์ตในครั้งนี้ เริ่มจากการนำบทเพลงจากทั้งสามประเทศมาบรรเลงโดยวงดุริยางค์สากล ของกรมศิลปากรเต็มวง และตามด้วยเพลงพระราชนิพนธ์ ที่เดี่ยวแซกโซโฟนโดย นายเมธวัชร์ (เทวัญ) ทรัพย์แสนยากร ต่อด้วยการขับร้อง เพลงอารยธรรมนำสันติสุข ซึ่งมีนักร้องจากฝั่งไทย ได้แก่ สุนารี ราชสีมา สดใส รุ่งโพธิ์ทอง ร้องเพลงไทย ส่วนเพลงสำเนียงลาว มี ปริศนา วงศ์ศิริ มนฤดี ศรีไษล อรสา ฟ้าตระการ โอ๋ พจนา ร่วมกันขับร้อง และสำเนียงเขมร มี เพ็ญนภา มุกดามาศ กับ เอ๋ พจนา ขับร้อง
หลังจากนั้นเป็นเพลงจากนักร้องกัมพูชา และลาวทั้งชายหญิง ก่อนที่จะมาที่สุนารี ราชสีมา ในเพลงพระราชนิพนธ์ ส้มตำ สลับกับการร้องและระบำต่างๆ อาทิ เพลงอัปสรา สกุณาและแฮปริยา ของประเทศกัมพูชา เพลงดวงจำปา เย็นสบายชาวนา ส่วนเพลงที่เรียกเสียงปรบมือได้มากที่สุดคือเพลง กุหลาบปากซัน ของประเทศลาว ซึ่งดูจะโดดเด่นและโชว์ความสามารถด้านเสียงร้องได้ดีมาก ต่อจากนั้นเป็นเพลง กัมพูชา ลาว ไทย ขับร้องโดย จินตหรา พูนลาภ, ต้อย หมวกแดง และดาวรุ่งลูกทุ่งไทยแลนด์ จนกระทั่งจบที่เพลงหมู่ที่ทั้งหมดขึ้นมาร้องร่วมกันโดยมีเนื้อเพลงทั้งสามภาษาและพ่วงภาษาอังกฤษไปอีกหนึ่งด้วย
จากคอนเสิร์ตครั้งนี้ น่าจะชี้ให้เห็นภาพบางอย่างว่า ประเทศเพื่อนบ้านของเราทั้งสอง ยังรักษาขนบธรรมเนียมประเพณีแบบดั้งเดิมไว้ได้อย่างดี ทั้งการแสดงและการแต่งกายอย่างน่าประทับใจ
น่าเสียดายที่การแสดงไม่ได้วางบทบาทให้ศิลปินแต่ละชาติได้พูดแสดงความรู้สึก หรือให้ความรู้เกี่ยวกับวัฒนธรรมของเขา ซึ่งควรจะมีล่ามมาแปลให้ผู้ชมได้ทราบ ทุกคนที่อุตส่าห์เดินทางมาจากแดนไกลจึงได้แค่เพียงร้องเพลงเท่านั้น และพิธีกรคือ วสุ แสงสิงแก้วกับสายสวรรค์ ขยันยิ่ง ที่พูดมากเกินไปและขาดความเข้าใจในส่วนของที่มาที่ไปของบทเพลงและความเข้าใจถึงวัฒนธรรมของสามชาติ
แม้ว่าการแสดงจะกระชับดี แต่ขาด "ความลึก" ที่ควรจะมี แต่งานนี้ก็จบลงด้วยความประทับใจจากนักร้องทั้งสามชาติที่มีเสน่ห์และสามารถเชื่อมศิลปะของแต่ละภูมิภาคเข้าหากันได้อย่างกลมกลืน



