บันเทิง

เล่นหูเล่นตา - 44

เล่นหูเล่นตา - 44

11 เม.ย. 2554

แสงแดดแก่ๆ รุ่นราวคราวเดียวกับผู้เขียน ลักลอบผ่านเข้ามาทางแนวตะเข็บชายแดนผ้าม่าน ย่องเข้ามาแยงตาเสียดหนังหน้า ฉันหยีตามองลำแสงที่ไม่ได้รับเชิญ เจอกันทุกวันแต่ไม่ค่อยรักกันเท่าไหร่

 โดยเฉพาะเวลานี้ เวลาที่ควรจะซุกตัวอยู่ใต้ร่มผ้าเหมือนดักแด้ที่กำลังจะกลายร่างไปเป็นผีเสื้อ(สมุทร)ฉันชอบอ้อยอิ่งอยู่บนที่นอน พลิกตัวไปมาอีก 2-3 ที ป่ายมือไปสุดแขนคว้าอะไรที่เป็นท่อนๆ … หมอนข้าง(รู้นะคิดอะไรอยู่)คว้ามันมากอดไว้ มันไม่ดิ้น มันไม่บ่น มันไม่เรียกร้อง มันไม่ขอให้ทำอาหารเช้าให้กิน มันไม่เอาเรื่องปวดหัว(ใจ)มาให้แบบซ้ำซาก และที่สำคัญมันไม่เปลี่ยนมือเป็นของใครต่อใคร ไม่ได้มีไว้แย่งหรือแบ่งปัน ของใครก็ของมัน เอาไว้กอดแก้เหงา เอาไว้พาดขาแก้เมื่อย ไว้เช็ดน้ำตาเวลาเศร้า ไว้เช็ดน้ำลายเวลาหลับ พอถึงเวลาที่มันอ่อนเปลี้ย ย่นเหี่ยวหมดสภาพก็จับมันยัดนุ่นหรือใยสังเคราะห์ หรือถ้าแค่ใกล้ชิดแต่ไม่คิดจะผูกพัน ไม่อยากมีพันธะทางใจก็ให้เอาไปทิ้งลงถัง(ขยะ)แล้วหาใบใหม่นุ่มๆ แน่นๆ แบบที่กันไรฝุ่นมากอดให้หนำใจแทน

 ฉันลุกขึ้นจากที่นอนอย่างช้าๆ ไม่กล้าผลีผลาม เลยวัยใจร้อนมานานโข นั่งนิ่งๆ ยังมึน ยืนยังเซ เลยต้องรอบคอบอาศัยจังหวะ มิเช่นนั้นจะเคล็ดขัดยอกหมอนรองกระดูกจะเคลื่อน ข้อต่อตามตัวจะลั่นกร๊อบแกร๊บ อาการที่ส่อเค้าว่า … แก่! จนต้องยอมแพ้ แต่ไม่(อยาก) ยอมรับ ผ้าปู … ถูกขึงจนตึง ซุกชายเข้ากับข้างใต้ที่นอน สะบัดผ้าห่มคลุมไว้ พับด้านบนของผ้าลงเหลือช่องว่างไว้ หมอนที่ตบจนขึ้นฟู เหมือนไม่เคยผ่านการถูกปู้ยี่ปู้ยำมาก่อนจบกระบวนการเก็บที่นอนที่แม่สอนมาตั้งแต่เด็กและปฏิบัติต่อมาจนแก่ ฉันรูดม่านชิดซ้ายขวาของผนังเปิดประตูกระจกออกไปยืนตรงระเบียง ทุกอย่างคงเหมือนทุกวันถ้าวันนี้ไม่ใช่วันที่ฉันมีอายุครบ 44 (จะแก่ไปไหน) นกพิราบคู่ปรับแก๊งเดิมวางของขวัญทิ้งไว้ที่พื้นระเบียง มันรู้ได้ไงว่าวันเกิดฉัน ฉันเปิดก๊อกน้ำแล้วเริ่มลงมือขัด ขี้นกแห้งกรังราวกับเป็นกิจวัตรประจำวันโดยไม่ปริปากบ่น ไม่ก่นด่าอย่างที่เคยเป็น เพราะรู้ว่าพวกมันคงจองล้างจองผลาญฉันไปอีกนาน ตราบเท่าที่ฉันยังอยู่ที่นี่ เหมือนที่ฝรั่งชอบพูดว่า Don’t get mad, get used to แปลว่า โกรธไปแล้วไม่ได้อะไรก็ขอให้ทำใจซะ อือ … ทำใจอยู่ ทำใจว่าจะเอาคืนอย่างไร พรุ่งนี้คงได้เจอกันใหม่ จะเตรียมประทัดไปผูกที่ระเบียงแล้วจุดต้อนรับกันสักหน่อย ฮึ! ไม่รู้จักลีหมกโช้วซะแล้ว บอกแล้วไงว่าไม่ใช่คนดีสักเท่าไหร่

 วันนี้เป็นวันที่ฉันต้องไปทำบัตรประชาชนใบใหม่ แต่พอสีเกดพาไปที่เขตใกล้บ้าน กดบัตรคิวแล้วมองกวาดไปที่ผู้คนซึ่งนั่งรออยู่หลายสิบ ก็เริ่มลังเล เกลียดการรอคอย ถ้าชอบรอคงมีผัวไปนานแล้ว คนที่นั่งรอบางคนมาทำบัตรเป็นครั้งแรกในชีวิต ส่วนบางคนดูจากสภาพตัวถังและรุ่น เป็นรุ่นที่เลิกผลิตมานานแล้วแต่ก็ยังใช้การได้ เคลื่อนไหวด้วยอัตราเร็วครึ่งกิโลเมตรต่อชั่วโมง นี่คงจะเป็นครั้งสุดท้ายที่มาต่อบัตร ต่อจากบัตรประชาชนใบนี้แล้ว คงเป็นมรณบัตร!

 “ไปเถอะสีเกด พรุ่งนี้ค่อยมาใหม่”

 ระหว่างทางฉันแวะเข้าไปดูต้นไม้เล็กๆ ที่ตั้งอยู่เรียงรายในบริเวณลานจอดรถของร้านอาหารจีนแห่งหนึ่งบนถนนจันทน์ ฉันผ่านถนนเส้นนี้มา 10 ปี ก็ได้แต่มองผ่านไม่เคยแวะเข้าไปดูจริงจังสักที

 “นี่เขาเรียกว่าบอนไซรึเปล่า?”

 คนสวนที่เฝ้าอยู่พยักหน้า ฉันเดินเข้าไปดูต้นไม้ดัดพันธุ์แคระที่วางอยู่มากมายทั้งแบบขึ้นรูปทรงสวยงามจนอยู่ตัวแล้ว กับที่ยังเพิ่งเริ่มดัด มีลวดพันอยู่หงิกๆ งอๆ เหมือนคนที่ถูกรถชนกระดูกหักแล้วหมอเอาเหล็กดามกระดูกทั้งตัว แอบคิดเล่นๆ ว่า มันคงเป็นต้นไม้ที่แฟรงเกนสไตน์ปลูกไว้เป็นเพื่อนแก้เหงาเพราะสภาพไม่ต่างกันเลยตอนเริ่มขึ้นรูป บางต้นแผ่กิ่งก้านเฉียงออกไปด้านข้างมีใบเป็นแฉกๆ บ้างก็ใบเล็กๆ เหมือนหูหนู แล้วดัดลำต้นให้ทิ้งตัวลงด้านล่างเหมือนคนก้มหัวดูแปลกดี เปลือกไม้แตกๆ หุ้มอยู่รอบลำต้นบ่งบอกอายุอานามของมันว่าแม้จะดูจิ๋ว แต่ก็เจ๋งด้วยความอาวุโส ค่าที่ผ่านเวลามาหลายทศวรรษ เจ้าของเป็นคนจีนอายุราวๆ เตี่ยของฉัน ท่าทางแข็งแรงเดินออกมาให้สอบถามรายละเอียดของต้นไม้และราคา มีตั้งแต่หลักพันที่ต้องเอากลับไปดัดเอง เล็มเองที่บ้าน กับต้นที่มีราคาหลายหมื่นไปจนถึงหลักแสน ซึ่งทรงสวยงามเหมือนของปลอมขนาดย่อส่วน แต่พอใช้นิ้วสัมผัสก็จะรู้ว่ามันเป็นของจริงที่บางต้นมีอายุมากกว่าฉันเสียอีก (แสดงว่าแก่มาก) คนสวนบอกว่าเลี้ยงไม่ยากแต่ต้องใจเย็นและอดทนกับมัน ค่อยๆ ดัด ค่อยๆ เล็ม ฉันติดใจอยู่ต้นหนึ่งเป็นบอนไซมะขาม ต้นมะขามที่เรารู้กันดี ซึ่งโดยปกติจะต้นใหญ่โตมโหฬารต้องปลูกในเนื้อที่กว้างๆ แต่ที่อยู่ตรงหน้า … หน้าเหมือนพ่อเปี๊ยบ มันคงเป็นลูกคนสุดท้ายของต้นมะขามที่มีความสูงแค่ 1 ฟุต ยืนต้นเล็กแต่สง่างามตามแบบพ่อในถาดขนาดใหญ่กว่ากระดาษ A4 เล็กน้อย มันแฝงไว้ด้วยปรัชญาและจิตวิญญาณของความยิ่งใหญ่อย่างถ่อมเนื้อถ่อมตัว เรียบง่าย ไม่เอิกเกริก แต่ก็ไม่เรียบเฉยจนคนมองข้าม ฉันยืนมองมันด้วยความเคารพ มันไม่ต้องแสดงความยิ่งใหญ่ด้วยการแผ่กิ่งก้านให้ร่มเงา หรือผลิดอกออกผลให้เก็บกิน มันอยู่ในกระถางอย่างถ่อมตัว ทรงคุณค่าในความรู้สึก คงเหมือนกับคน “ ถ้าจะยิ่งใหญ่ก็ตรงที่ใจ ไม่ใช่ที่ตัว ”

 ออกจากร้านบอนไซโดยไม่ได้อะไรติดมือมา แต่ในไม่ช้าฉันคงจะต้องกลับไปอีก ตอนนี้ขอไปหาข้อมูลบอนไซเพิ่มเติมก่อน ไม่อยากเอามาเลี้ยงด้วยความเอาแต่ใจตัวเองโดยไม่รู้จักธรรมชาติของมัน

 สีเกดจอดรถ ฉันข้ามถนนไปฝั่งตรงข้ามเพื่อรับรังนกที่สั่งไว้ให้เตี่ยกิน เจ้าของร้านอธิบายว่ารังนกมาจากภาคใต้มีหลายเกรด หลายราคา ดีที่สุดของทางร้านที่มีคือ AAA ราคากิโลกรัมละ 8,000 บาท แพงกว่านี้ดีกว่านั้นราคาแสนขึ้นไป จะมีสีเลือดปนซึ่งหายากมาก แบบ AAA รังของมันมีสีขาวนวลขนาดเท่านิ้วมือ 3 นิ้ว (ชี้-กลาง-นาง) เรียงกัน มีรูปโค้งเหมือนอุ้งมือ ปลาย 2 ข้างจะงุ้มเข้ามามีลักษณะเหมือนเขี้ยวซึ่งเอาไว้ยึดกับผนังถ้ำถือเป็นรูปทรงที่สมบูรณ์แบบ เป็นรังนกที่ทำรังอยู่ตรงส่วนกลาง ส่วนรังที่อยู่ตรงด้านข้างของถ้ำ (เหมือนบ้านที่อยู่ตรงหัวมุม) รังก็จะมีลักษณะป้านออกไป ไม่สวยเท่ากับรังที่สร้างอยู่ตรงกลาง บางรังก็หนาโค้งมีเขี้ยว บางรังก็บิดเบี้ยว ซึ่งขึ้นอยู่กับนกแต่ละตัวที่มีศิลปะในการสร้างรังต่างกัน ขยันหรือขี้เกียจ ประณีตหรือหยาบ อาร์ตหรือไม่อาร์ต (อือ … เหมือนคนเลย) จะต่างกันแค่ … นกทำรังแต่พอตัว รังเล็กๆ อยู่ร่วมกันอย่างอบอุ่น ส่วนคนทำรังใหญ่โตจนหากันไม่เจอ ต่างคนต่างอยู่ทั้งๆ ที่อยู่ในบ้านหลังเดียวกัน  ท้ายที่สุดของชีวิตทุกคนก็ต้องลงไปนอนอยู่ในกล่องที่พอดีตัว แบบนี้แล้วทำให้ฉันต้องกลับมาคิดใหม่ในวัย 44 อยากกลับไปหาความสุขที่คุ้นเคยแบบพอดี อยากอยู่อย่างพอเพียง และมีคุณค่าด้วยการให้และแบ่งปัน (ตอบได้ใจแบบนางงาม แต่จะทำได้จริงหรือไม่ … อีกเรื่อง!)

"เจนนิเฟอร์ คิ้ม"