
สไตล์หนังยังขายได้ และตัวละครเริ่มไม่สำคัญ
ดูรายชื่อของหนังที่จะเข้าไปฉายโชว์และประกวดประชันกันในคานส์ฟิล์มเฟสติวัลเดือนหน้าแล้ว รู้สึกได้อย่างหนึ่งว่า หนังยุคใหม่เริ่มพิงซบเรื่องของสไตล์มากกว่าบท หรือพูดง่ายๆ การเป็นแคแรคเตอร์ในหนังนั้น อาจจะถูกจดจำน้อยลง เพราะว่าสไตล์ที่ฉูดฉาด
หรือกลวิธีการเล่าเรื่อง “กลบเกลื่อน” ตัวละครไปอย่างไม่ตั้งใจ
เรื่องทำนองนี้ ถ้ามีการวิเคราะห์จริงๆ นักวิชาการสายยุโรปพวกฝรั่งเศสและร็อตเตอร์ดัม ก็เคยก่นด่าว่าหนังอย่าง STAR WARS ที่นานมาแล้ว มันสร้างขนบนในการโชว์โปรดักชั่นใหญ่โต จนแม้แต่ อีวาน แม็คเกรเกอร์ ก็ยังเคยพูดน้อยอกน้อยใจว่า เขาไม่รู้ว่าเล่นหนังเรื่องนี้แล้ว ตัวเองอยู่ตรงไหนของเรื่อง
ราวๆ สัก 4 ปีมาแล้ว ที่หนังยุคใหม่ซึ่งเน้นสไตล์เต็มที่ เข้ามาทำการตลาดในโลกยุคใหม่แบบเต็มตัว และมันได้ผลมากกว่าหนังขายสถานการณ์ (SITUATION) ตอนนั้นผมจำได้ว่า หนังแฟรนไชส์หลายภาคอย่าง PIRATE หรือภาคต่อของ TRANSFORMER คือตัวอย่างของเทรนด์ที่ว่านี้
สถานการณ์ในหนังซึ่งเคยเป็นสินค้าชั้นดีของหนังฟอร์มใหญ่ ที่ขายแพ็กคู่กับโปรดักชั่นใหญ่โต เมื่อถึงจุดที่อิ่มตัวไปนั้น กลายเป็นว่าทิศทางของหนังมุ่งมาที่การใช้สไตล์มากๆ เข้าไปขายหนังแทน
ยุคหนึ่ง คนรุ่นใหม่ถึงตื่นเต้นเกินเหตุกับกล้องที่หมุน 360 องศา ทั้งที่มันเคยมีมานานแล้ว
และเมื่อหนังที่เน้นสไตล์ของกล้อง ของภาพ ของมุม เข้ามาแทนที่ นั่นก็หมายความว่า หนังในกลุ่มที่ใช้สไตล์อีกอย่างหนึ่ง ก็จะขายได้เฉพาะคนดูที่แคบลงในบ้านเรา ตัวอย่างเช่นงานของ เป็นเอก รัตนเรือง, เจ้ย อภิชาตพงศ์ หรือ อาทิตย์ อัสสรัตน์ แต่ก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่เพราะหนังของพวกเขานั้น เป็นที่สนใจของตลาดต่างชาติ
แม้เป็นสไตล์เหมือนกันในหนัง แต่สไตล์อย่าง TRANSFORMER ที่เน้นการสร้างภาพใหญ่โตอย่าง TRANSFORMER ก็จะขายได้มากกว่าสไตล์อย่าง นางไม้ หรือ ลุงบุญมีฯ
หนังอย่าง เจมส์ บอนด์ ยุคใหม่ที่พยายามจะลดระดับของความเป็นฮีโร่ในตัวแบรนด์เนมเจมส์บอนด์ ก็จะขายได้มากกว่าหนังอย่าง NORWIGIAN WOOD ที่ทำมาจากงานของ มูราคามิ
เทรนด์แบบนี้ กลับไปคล้ายกับการทำหนังในปี 2005-2007 ที่ค่อยๆ พอกพูน เพิ่นพูนและสะสมเป็นคลื่นหย่อมๆ ขึ้นมาก็คือ ละทิ้งตัวละครมากขึ้นเรื่อยๆ เราแทบไม่พบหนังสักเรื่องในทุกๆ 5 หรือ 10 เรื่อง ที่คาแร็กเตอร์จะมีความสำคัญในเวลานั้น
สิ่งหนึ่งที่รู้สึกได้ก็คือ เมื่อเทียบกับปี 2003-2006 เราจะคาดหวังได้จากหนังฮอลลีวู้ดกลุ่มใหม่ หรือรุ่นกลางเก่ากลางใหม่ที่จะใส่ความลึกของเรื่องราวและมิติของตัวละครที่อยู่ในหนัง
แต่เมื่อมาถึงปี 2006 ตัวละครหลักที่ใช้เดินเรื่อง หรือจะเป็นพาหนะนำไปสู่การบอกประเด็นหรือธีมสำคัญนั้น
ขาดความลุ่มที่เคยมีไปมากมายหลายเรื่อง (ตัวอย่างที่ดีขอหนังที่มีตัวละครน่าสนใจมากก็คือ VOLVER ของ เปโดร อัลโมโดวาร์)พยานอย่างหนึ่งที่พบเห็นได้อย่างชัดเจนก็คือ แม้แต่หนังจีนฟอร์มใหญ่ที่ไปเดอาวรณ์วรรณกรรมของ เชคสเปียร์ อย่าง HAMLET มาตีลังกากลับหัวกลับหางนั้นอย่าง THE BANQUET นั้น ทั้งๆ ที่ต้นฉบับในภาคของบทประพันธ์และละครเวทีนั้น มีความลึกอยู่หลายมิติ แต่เมื่อนำมาสร้างเป็นหนังในแบบทุ่มทุนสร้าง ผลก็คือ ความลึกที่น่าสนใจและเป็นความยอดเยี่ยมของต้นฉบับ ถูกเครื่องกรองและสไตล์ร่อนจนความน่าสนใจกระจายหายไปหมด นั่นก็เพราะว่า THE BANQUET นั้น มุ่งไปที่วัฒนธรรม “ภาพและเสียง” เป็นการให้ความสนใจที่ทิ้งลงที่การสร้างความตื่นตาตื่นใจในโรงหนัง (โดยมีเรื่องของเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยรองรับ)
นักการตลาดคนหนึ่งบอกกับผมที่ลอนดอน ฟิล์ม เฟสติวัลว่า คนดูเปลี่ยนความใจของตัวเองไปแล้ว อยากดูหนังที่มากกว่าพวกดราม่าติกมากๆ แต่ผมเห็นแย้งออกไปจากเขาว่า มันจริงแค่ส่วนหนึ่ง
แต่คนดูโดยเฉลี่ยยังไม่ได้ดูหนังเปลี่ยนมิติตัวเองไป
มีการเปลี่ยนจากเลิกเห่อ “สถานการณ์” ไปเป็นการมีสไตล์มากกว่า และต้องมีสไตล์แบบเป็น SPECTACLE ด้วยคือ มีความตื่นตาตื่นใจเป็นเสาหลัก
เรื่องสไตล์แบบหนังยุโรป ยังต้องรอไปก่อนเพราะแค่เดินเรื่องช้า คนดูก็อาจจะเดินออกจากโรงแต่มันไม่ใช่เรื่องผิด เพราะตราบใดที่สังคมยังปากกัดตีนถีบ
ศิลปะก็ยังเป็นส่วนหลังๆ ที่คนจะให้ความสนใจ
แต่ไม่ได้หมายความว่าคนไม่มีน้ำใจเพราะกรณีของน้ำท่วมภาคใต้กับสึนามิ ก็ได้แสดง MESSAGE บางอย่างของสังคมออกมาแล้ว (แม้ว่าจะมีการตลาดผสมผสานอยู่ก็ตาม)
"นันทขว้าง สิรสุนทร"



