
ศิลาในน้ำเชี่ยว - บ้านใหม่ บ้านอารีย์
ช่วงวันหยุดต้นเดือนเมษายน หลังเหตุการณ์อุบัติภัยธรรมชาติทั้งสึนามิที่ญี่ปุ่นและอุทกภัยใหญ่ในภาคใต้ของประเทศไทย ทำให้ได้รับรู้ข้อมูลข่าวสารสองด้านทั้งน้ำใจอันท่วมท้นของคนไทยและวิกฤติน้ำใจที่ไม่น่าเกิดขึ้นแต่กลายเป็นข่าวพาดหัวหนังสือพิมพ์ ผมได้หยิบหนังสือเ
อ่านจบก็รู้สึกมีความหวังว่าสังคมไทยยังมีคนจำนวนหนึ่งที่กล้าคิดใหม่ กล้าทำใหม่ กล้าลุกขึ้นมาสร้างสังคมใหม่ โดยไม่ยอมจำนนกับกระแสสังคมที่กำลังพัดพาให้เราไหลไปในทางเดียวกัน และคนกล้าเหล่านี้ควรได้รับการชื่นชม
จุดแรกที่ทำให้อยากอ่านหนังสือเล่มนี้ของคุณใหม่ คือ อยากรู้จริงๆ ว่าเขาสามารถทำอย่างไรให้สามารถกลายเป็นนักธุรกิจร้อยล้านที่ประสบความสำเร็จตั้งแต่อายุไม่ถึง 30 ซึ่งเร็วกว่าคนทั่วไปมาก หลายคนทำงานมาทั้งชีวิตก็ยังไปไม่ไกลขนาดนี้ และยังใช้ชีวิตอย่างเหน็ดเหนื่อยดิ้นรนเพื่อแสวงหาลาภยศสรรเสริญเงินทองกันอย่างไม่รู้จักหยุดหย่อน ไม่รู้จักคำว่า ‘พอ’ แต่ที่ผมอยากรู้มากกว่านั้น คือ ทำไมคุณใหม่จึงหันหลังให้กับความสำเร็จทางโลกอย่างสิ้นเชิง โดยทำธุรกิจเพื่อสังคมแบบเต็มตัว จากการก่อตั้งบ้านอารีย์ที่เปรียบเสมือนกับเป็นโอเอซิสธรรมะใจกลางเมืองหลวง แถวซอยอารีย์ ถนนพหลโยธิน บนเนื้อที่กว่า 2 ไร่
ผมประทับใจที่คุณใหม่บอกว่า โดยมาตรฐานคนส่วนใหญ่เกษียณตอนอายุ 60 ปี หากเร็วหน่อยที่เรียก เออร์ลี่-รีไทร์ เกษียณตอน 55 ปี แต่สำหรับคุณใหม่ เกษียณตั้งแต่อายุไม่ถึงสามสิบปี! อ่านแล้วหันกลับมาคิดว่า เราอายุจะห้าสิบแล้ว ยังไม่ได้เกษียณเลย จะต้องทำงานไปอีกนานแค่ไหน!
คำถามสำหรับทุกคน คือ เราความกล้าพอที่จะ ‘รีไทร์’ ตัวเองออกมาจากความโลภ ความอยากมี ความอยากเป็นจริงๆ แล้วรึยัง เพื่อเข้าถึงสภาวะที่ตัดตรงเข้าสู่ความสุข โดยไม่ต้องเหนื่อยหาเงินเพื่อจ่ายเงินซื้อสุข แต่สุขก่อนที่จะหาเงิน โดยการค้นพบอัตภาพที่เส้นแบ่งระหว่าง ‘เพื่อตัว’ กับ ‘เพื่อคนอื่น’ บางลงจนแทบจะหมดไป เหลือแต่ ‘เพื่อธรรม’
การคิดแบบ ‘ใหม่’ คือ การคิดที่ไมมีพิษมีภัยกับทั้งตนเองและผู้อื่น ต้องเป็นการทำเพื่อตนเองแล้วทำเพื่อคนอื่น จนท้ายสุด ไม่มีเพื่อใครทั้งนั้น ทั้งตนเองและผู้อื่น เพราะจริงๆ แล้วเป็นเรื่องเดียวกัน ไม่มีเส้นแบ่งระหว่างตัวเราและสังคม
คุณใหม่สรุปว่า ได้รีไทร์ตนเองออกจากความทุกข์ ความโง่เขลา การดิ้นรนแสวงหาความสุข และสลัดสิ่งที่เหนี่ยวรั้งอิสรภาพภายนอกออกไปได้ในระดับหนึ่งแล้ว พร้อมรู้จักการประคองจิตใจตนเองได้พอสมควร มีสติในชีวิตประจำวัน และมีความกล้าที่จะก้าวเพื่อทำความดีต่อไป สิ่งที่ภูมิใจที่สุดในชีวิต ไม่ใช่ธุรกิจ ไม่ใช่ชีวิต ไม่ใช่วิธีคิดที่พิศดารอีกต่อไป แต่เป็นเพราะการได้พบ ‘ความหมาย’ ของชีวิต นั่นคือ ธรรมะ ทำให้ตั้งมั่นในความดี
สรุป กล้าคิด ‘ใหม่’ คือ กล้าที่จะเชื่อมั่นในความดีนั่นเอง และคงจะงดงามมาก หากบ้านทุกหลัง ทุกครอบครัว ทุกองค์กรในสังคมไทย เป็นบ้านใหม่ที่มีความเอื้ออารีย์ต่อกัน
"ดนัย จันทร์เจ้าฉาย"



