
คมเคียวคมปากกา - ใช้หัวใจบ้านนอกในเมือง
เขียนต้นฉบับวันอังคารที่ ๕ เมษายน ๒๕๕๔ ขึ้น ๒ ค่ำ เดือน ๕
แทนที่จะเป็น “เดือนห้าหน้าแล้ง” ทางภาคใต้ตอนนี้กลับกลายเป็น “เดือนห้าหน้าฝน” หรือ “เดือนห้าหน้าน้ำ” ทำให้ต้องประสบภัยพิบัติสาหัสอีกครั้งในต้นปีกระต่าย ทั้งที่เมื่อปลายปีเสือก็สาหัสมาครั้งหนึ่งแล้ว รู้สึกเศร้า รู้สึกเห็นอกเห็นใจในเคราะห์กรรมที่คาดไม่ถึง หลายพื้นที่ของภาคใต้นอกจากต้องเผชิญกับสงครามก่อการร้ายอย่างไม่รู้จบสิ้นแล้ว การเผชิญกับภัยธรรมชาติก็ยังยืดเยื้อ ผ่านครั้งสองครั้งไปได้แล้ว ก็ไม่รู้จะมีครั้งต่อไปอีกสักกี่ครั้ง ชนิดที่ว่าครั้งนี้หนักแล้ว ครั้งต่อไปอาจหนักกว่า...
ทั้งสึนามิและแผ่นดินไหว จากที่เกิดขึ้นทางภาคใต้เมื่อหลายปีก่อน มาได้ข่าวเกิดขึ้นที่นิวซีแลนด์ ติดตามด้วยญี่ปุ่น แม้มิใช่บ้านเรา แต่ก็เป็นสัญญาณเตือนถึงเราและคนทั้งโลก สิ่งที่นานๆ จะเกิดขึ้นสักครั้ง กลับเกิดขึ้นถี่ๆ หลายครั้ง แม้เราจะโชคดีที่ยังไม่ประสบภัยทั้งหลายเหล่านั้น แต่ใครเล่ารู้ว่าเราจะรอดในครั้งต่อไป ภัยธรรมชาติจะเกิดขึ้นและส่งผลกระทบต่อผู้คน ทุกฝ่าย ทุกสี ทั้งคนดีคนไม่ดี ทั้งผู้ก่อการร้ายและผู้ก่อการรัก พลังวิปริตแปรปรวนของธรรมชาติก็อาจกวาดต้อนให้ไปตายก่ายกองร่วมกัน หรือลองคิดดู หากว่าที่นั่น...ที่เกิดเหตุเภทภัยนั้น...เป็นบ้านของเรา...เราจะต้องแบกรับคลื่นความโศกเศร้าสักเท่าไหน...
บางที...คนเราเมื่อตายไปแล้วนั่นแหละกระมัง จึงสำนึกรู้ว่าควรรักดูแลกัน รวมทั้งที่อาจรับรู้ว่าควรรักดูแลธรรมชาติ ภัยที่เกิดจากธรรมชาติวันนี้ นอกจากเป็นไปตามกฎธรรมชาติแล้ว มนุษย์เราก็มีส่วนกระทำไม่น้อยเลย...หรือว่ามนุษย์เรามักจะรู้สึกตัวก็ต่อเมื่อสายเกินไป...
ได้ยินพระท่านว่า “โลก” หรือ “โลกะ” แปลได้อย่างหนึ่งว่า แตก ทำลาย ไม่ต้องพูดถึงวันสิ้นโลก หรือวันโลกแตก แต่แค่รับรู้ว่าโลกย่อมอยู่ในกฎอนิจจังเช่นเดียวกับสิ่งทั้งหลาย โลกไม่เที่ยง โลกเป็นทุกข์ โลกย่อมปวดหัวตัวร้อนเจ็บเมื่อยกล้ามเนื้อได้เช่นกัน ถึงโลกจะอยู่ต่อไปได้อีกร้อยปีพันปี แต่ระหว่างนั้นเล่า มนุษย์เราจะต้องเผชิญกับอะไรต่ออะไรอีกมากมายนัก สิ่งที่เรารู้และคาดเดาได้ เป็นเพียงส่วนหนึ่งส่วนน้อยของสิ่งที่เราไม่รู้แล้วคาดเดาไม่ได้...ถ้าใช้ถ้อยคำแบบโหดๆ หน่อยก็ประมาณ “โชคดีที่ตายก่อน” หรือ “ผู้อยู่แหละโชคร้าย ผู้ตายแหละโชคดี” อย่างไรก็ตาม ณ ที่นี้ ขอแสดงความเสียใจต่อผู้ประสบเหตุเภทภัยทั้งมวล...
ครับ ศุกร์ที่แล้วเล่าเรื่อง “กลุ่มนักฝันบ้านนอก” โดยสองหนุ่มบ้านนอก วสุ ห้าวหาญ จากหนองหาน อุดรธานี และ ศราวุธ ทุ่งขี้เหล็ก จากชุมแพ ขอนแก่น หลังใช้หัวใจบ้านนอกในเมืองหลวงจนประสบความสำเร็จในวงการเพลงระดับหนึ่ง เขาร่วมกันก่อตั้งกลุ่มนี้ขึ้น เพื่อหาโอกาสจัดกิจกรรมส่งเสริมเยาวชนด้านการอ่านการเขียน ทั้งเขียนรูป แต่งกลอน แต่งเพลง ถึงโลกจะแปรปรวนไปเช่นไร เมื่อยังมีชีวิตอยู่คนเราก็พึงหวังพึงฝัน พึงทำสิ่งดีๆ เท่าที่สามารถทำได้ให้แก่ตัวเองและเพื่อนร่วมสังคม คำว่า “นักฝันบ้านนอก” คงมิได้หมายเป็นการยุยงส่งเสริมให้เพ้อฝัน หากหมายถึงส่งเสริมด้านการคิด การอ่าน การต่อสู้ชีวิต
วันนั้น ผมสังเกตจากนักเรียนกลุ่มที่สมัครใจเข้ามาเรียนเรื่องบทกวี มีร่วมยี่สิบคน แม้เป็นเด็กบ้านนอกที่ยังอ่านหนังสือน้อย แต่เมื่อชี้แนะแนวทางแล้ว เขาก็สามารถเขียนได้อย่างน่าสนใจในเวลาจำกัด ผมให้เขาแบ่งเป็นกลุ่ม พับกระดาษเข้าเล่ม ทำเป็นแบบหนังสือทำมือ เขียนกลอนง่ายๆ สั้นๆ อย่างกลอนสี่ หรือกาพย์ยานี เพียงบทสองบทเท่านั้น ปรากฏว่านักเรียนทั้งชายหญิงสามารถเขียนได้ ทั้งแบบแผน ถ้อยคำ และความหมาย บางคนมีแววเป็นคนช่างคิดช่างฝันไปไกล...
เด็กผู้ชายคนหนึ่งเขียนว่า “ท้องเอ๋ยท้องฟ้า ช่างแสนกว้างใหญ่ ไม่มีสิ่งใด เปรียบเทียบได้เลย” ผมนึกไม่ถึงว่าเขาจะเขียนออกมาเช่นนั้น โดยปกติเรามักจะนำสิ่งนั้นสิ่งนี้ไปเปรียบเทียบกับท้องฟ้า รวมทั้งความรักแบบ “รักเธอเท่าฟ้า” ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้ว “ไม่มีสิ่งใดเปรียบเทียบท้องฟ้าได้เลย”
พลันคิดถึงหนังสือ “ความลับของทะเล” ของนักเรียน โรงเรียนประถม ไฮ๋ป่าว ไต้หวัน แปลโดย เรืองรอง รุ่งรัศมี เคยอ่านแล้วชอบมากเมื่อหลายปีก่อน...
ศุกร์หน้า จะลองนำมาเชื่อมโยงกับค่าย “นักฝันบ้านนอก” อีกครับ!
"ไพวรินทร์ ขาวงาม"



