
จดหมายเปิดผนึก 40ปี "เสี่ยอู๊ด" สิทธิกร
วันนี้วันอาทิตย์ที่ 3 เมษายน พ.ศ.2554 ตรงกับวันที่ข้าพเจ้ามีอายุครบ 40 ปี บริบูรณ์ ถือว่าเป็นความโชคดีที่เกิดมามีอายุถึง 40 ปี ในอดีตได้มีโอกาสทำบุญสร้างสาธารณกุศลไว้มากพอควร ที่ว่าโชคดี คือ ได้มีลมหายใจอยู่ถึงวันนี้อายุครบ 40 ปี ได้อยู่ดูผลงานที่สรรค์สร
อายุครบ 40 ปี นับว่ามีวาสนาที่ได้ทำบุญในอาคารอเนกประสงค์หอฉันที่หาเงินสร้างไว้ ทีแรกคิดว่ามหาวิทยาลัยและอธิการบดี คงจะไม่อนุญาตให้ทำบุญในหอฉันนี้ เหมือนสมัยพ.ศ.2548 ที่เคยไม่อนุญาตให้หลวงพ่อสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ เจ้าอาวาสวัดสุทัศน์และข้าพเจ้า ได้เข้ามาทำบุญเททองหล่อพระปางอุ้มบาตร
สำหรับอาคารหลังนี้เป็นความภาคภูมิใจมากๆ เพราะได้รับภาระหาเงินตั้งแต่อายุ 30 ปี สมัยนั้นท่านอธิการบดี พระธรรมโกศาจารย์ (ท่านเจ้าคุณประยูร) ได้นำคณะผู้บริหารเกือบ 20 ชีวิต ไปยื่นหนังสือขอเงิน 85 ล้านบาทจากหลวงพ่อสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ เจ้าอาวาสวัดสุทัศน์และข้าพเจ้า ตอนนั้นหลวงพ่อสมเด็จฯ ท่านตกใจ เพราะว่าขอเงินมากถึง 85 ล้านบาท แต่ใจท่านก็อยากรับเป็นผู้อุปถัมภ์ แต่อีกใจก็กลัวว่าจะหาเงินไม่ได้ ท่านจึงยื่นหนังสือมาให้ข้าพเจ้าพิจารณา แล้วถามข้าพเจ้าตอนนั้นว่า "ว่าไงอู๊ด ทำให้เขาได้ไหม" ข้าพเจ้าก็นั่งนิ่งไปสักพัก และพูดตอบกลับมาที่ท่านอธิการบดีว่า "เงิน 85 ล้านบาทนี้ จะว่ามากก็ไม่มาก จะว่าน้อยก็ไม่น้อย" จากนั้นอธิการบดี ท่านนั่งอมยิ้มน้อยๆ แล้วถามกลับว่า "ทำไมจึงพูดเช่นนั้น"
ข้าพเจ้าจึงกราบเรียนต่อคณะผู้บริหารทั้งหมดไปว่า "ที่ว่ามากก็ไม่มากนั้น เพราะถ้าเราคิดจะหามันก็ต้องทำได้ และที่ว่าน้อยก็ไม่น้อยนั้น เพราะตอนนี้เรามีเงินไม่ถึง 85 ล้านบาทครับ" จากนั้นหลวงพ่อสมเด็จฯ ก็รับปากจะอุปถัมภ์การก่อสร้างหอฉัน โดยข้าพเจ้าได้กราบเรียนท่านว่า "อย่าเพิ่งไปรับปากจะให้เงินเขานะครับ เพราะให้รอได้เงินมาชัวร์ๆ แล้วค่อยรับปากก็ได้"
ไปๆ มาๆ สุดท้ายข้าพเจ้าจึงต้องรับภาระอันหนักหน่วงนี้โดยลำพัง
การหาเงิน 85 ล้านบาทในวัย 30 ปี ของข้าพเจ้า มิใช่เรื่องง่ายๆ แต่เดชะบุญครั้งนี้ได้ท่านเจ้าคุณหลวงพ่อเณร แห่งวัดศรีสุดาราม ช่วยเหลืออย่างดีอีกทั้งสมัครพรรคพวกมาช่วยกันเต็มแรง อีกทั้งข้าพเจ้าได้อธิษฐานขอความสำเร็จต่อพระพุทธมหาสิทธิมุนี พระประธานในบ้าน สมัยนั้นพักอยู่ในห้างเซ็นต์ทรัลปิ่นเกล้า แต่วันนี้ข้าพเจ้าให้อัญเชิญมาประดิษฐานที่หอฉัน พระองค์นี้สมัยนั้นท่านศักดิ์สิทธิ์ช่วยดลจิตใจให้ข้าพเจ้าทำการได้สำเร็จงดงาม วันนี้จึงมาทำบุญสมโภชที่นำองค์ท่านมาถวายที่หอฉันแห่งนี้
การหาเงินสมัยนั้นได้พระบารมีพระพุทธรูปองค์นี้จึงได้เงินทะลุเป้าหมาย ครั้งนั้นข้าพเจ้าคิดสร้างพระกริ่งจักรพรรดิ เพื่อฉลองอายุ 72 ปี ให้หลวงพ่อสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ เจ้าอาวาสวัดสุทัศน์ อย่างน้อยการสร้างครั้งนั้นก็เป็นประวัติศาสตร์ เพราะหลวงพ่อปัญญานันทะ แห่งวัดชลประทานฯ ก็ได้มาร่วมพิธีปลุกเสกด้วย ทั้งๆ ที่ท่านไม่สนับสนุนการสร้างพระเครื่องและวัตถุมงคล ท่านนำเรื่องนี้ไปกล่าวชมข้าพเจ้ากลางท้องสนามหลวง และท่านยังได้เมตตาเช่าพระกริ่งที่ข้าพเจ้าจัดสร้าง ท่านมักพูดออกอากาศทางโทรทัศน์และพูดกับใครๆ เสมอว่า "พระของเขาดีจริงๆ พระกริ่งของเขาสร้างมหาจุฬา"
ในครั้งแรกเมื่อข้าพเจ้าได้รับทราบว่าต้องเป็นประธานจัดหาทุนให้มหาวิทยาลัยฯ ต่ออีกงานหนึ่ง ข้าพเจ้าเต็มใจอย่างยิ่ง วางแผนในใจว่า จะหาเงินให้มหาจุฬาฯ ให้ได้ 700 ล้านบาท เพื่อผู้บริหารจะได้เก็บเงินไว้ใช้บำรุงบูรณะมหาวิทยาลัยฯ ในอนาคต เพราะมหาวิทายาลัยฯ จะได้ไม่ต้องไปเที่ยวแบมือขอเงินจากใครในวันหน้า อีกทั้งวางแผนสร้างองค์พระพุทธโสธรจำลองให้ใครๆ ได้มากราบไหว้ วันหน้าคนจะหลั่งไหลมาทำบุญที่นี่ รายได้จะเข้ามาบำรุงมหาจุฬาฯ เพื่อเลี้ยงตัวเองได้ตลอดไป
เพื่อการทำงานใหญ่ให้สำเร็จผลแก่มหาวิทยาลัยฯ ข้าพเจ้าได้ร่างหนังสือสัญญาในเรื่องการจัดหาทุนสร้างหอประชุม 48 พรรษา มหาวชิราลงกรณ ในสัญญาระบุว่า"มหาวิทยาลัยฯ อธิการบดี จะไม่ทำหรือละเว้นการกระทำ ที่จะทำให้โครงการจัดหาทุนและประธานจัดหาทุน (ข้าพเจ้า) ได้รับความเสียหาย" แต่แล้วการจัดสร้างเหรียญนามสกุลพระพุทธโสธร เพื่อจัดหาทุนสร้างอาคารหอประชุมฯ ได้ดำเนินการใกล้ถึงฝั่ง คือในคืนวันที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2547 หนังสือพิมพ์ต่างๆลงข่าวว่า มหาจุฬาฯทำหนังสือลงวันที่ 28 เมษายน สั่งยกเลิกและทวงเงิน 500 ล้านบาท จากการจำหน่ายเหรียญนามสกุล ข่าวความเสียหายครั้งนี้ ทำให้โครงการจัดหาทุนและข้าพเจ้า เสียหายอย่างหนัก เพราะข่าวลงว่า ข้าพเจ้าได้ฉ้อโกงประชาชนหอบเงินหลบหนี้ออกต่างประเทศ โครงการที่ข้าพเจ้าได้วางแผนไว้ 3 วันสุดท้าย จะจำหน่ายเหรียญนามสกุลจากทั่วประเทศให้ได้เงินมาสร้างหอประชุมอย่างมโหฬาร ต้องพังทลายล่มสลาย เพราะ "ดร.ชาติชาย รองอธิการบดีฯ ละเมิดสัญญาออกหนังสือทำให้โครงการฯ และข้าพเจ้าเสียหายอย่างใหญ่หลวง" ครั้งนั้นมหาจุฬาฯ ทำหนังสือระงับการให้บูชาเหรียญและรีบทวงเงิน 500 ล้านบาท ทั้งๆ ที่การจำหน่ายเหรียญนามสกุล ยังจำหน่ายได้ไม่ถึงครึ่งของเงินที่ดร.ชาติชายเรียกร้อง ที่น่าเสียใจที่สุดคือเหรียญนามสกุลที่ส่งไปทั่วประเทศยังเหลือกว่า 330 ล้านบาท เหรียญจำหน่ายไม่ได้เพราะกระแสข่าวที่ดร.ชาติชาย ลงนามในหนังสือ และมีผู้หวังร้ายทำการส่งแฟกซ์ให้นักข่าว ความเสียหายครั้งนั้นทำให้ข้าพเจ้าและมหาจุฬาฯ ต้องห่างเหินกัน
วันนี้ข้าพเจ้ามีอายุครบ 40 ปี ท่านอธิการบดี พระธรรมโกษาจารย์ ได้มีเมตตาอนุญาตให้คณะของข้าพเจ้ามาทำบุญสมโภชพระพุทธมหาสิทธิมุนีในอาคารอเนกประสงค์หอฉันนี้แล้ว ท่านยังกรุณาจัดพิมพ์หนังสือธรรมมะแจกจ่ายให้ตามที่ข้าพเจ้ามีหนังสือขอความอนุเคราะห์มา ข้าพเจ้าซาบซึ้งในน้ำใจยิ่งนัก การกระทำของท่านอธิการบดีและคณะในวันนี้ จึงเข้าหลักพุทธสุภาษิตที่ว่า "นิมิตตัง สาธุรูปานัง กตัญญู กตเวทิตา" แปลว่า "ความกตัญญูรู้คุณ และตอบแทนคุณเป็นเครื่องหมายของคนดี"
..สำหรับโลกธรรมในแผ่นดินนี้ไม่มีสิ่งใดเที่ยงแท้แน่นอน มียศก็ต้องเสื่อม...มีลาภเงินทองก็ต้องเสื่อม...มีชื่อเสียงสรรเสริญดีก็ต้องโดนนินทา และถ้ามีความสุข ก็ต้องพบกับความทุกข์ เป็นธรรมชาติอันเป็นเรื่องธรรมดา ของแท้แน่นอน และหลีกเลี่ยงหนีจากสิ่งเหล่านี้ ไม่ได้สักคน..
ท้ายที่สุดนี้..ข้าพเจ้าใคร่ขอให้ทุกท่านที่มาร่วมทำบุญได้กระทำแต่ความดี ละเว้นความชั่ว และทำใจให้บริสุทธิ์ เพราะชีวิตของทุกท่านต้องมีสิ่งนี้แน่นอนคือ เกิด แก่ เจ็บ และตาย ครับ.. สวัสดี.
ต้องบอกว่าเป็นบุคคลที่ไม่ห่างหายไปจากแวดวงสื่อเลย สำหรับ "เสี่ยอู๊ด" สิทธิกร บุญฉิม แม้กระทั่งวันนี้ ที่เขาถูกจองจำในห้องขัง แต่ก็ยังมีข่าวออกมาเป็นระยะ ล่าสุด ในวันคล้ายวันเกิดปีที่ 40 เขาก็ยังทำบุญอย่างใหญ่โต อ๊ะ อ๊ะ อย่าเพิ่งเข้าใจว่าเขาออกจากเรือนจำได้...ไม่ใช่ค่ะ เขาให้ญาติมิตร คนสนิท และพนักงานทำบุญแทน
อย่างไรก็ตาม เขาก็ยังเขียนจดหมายบอกเล่าความในใจในวาระสำคัญนี้ยาวเหยียดถึง 8 หน้ากระดาษ ต้องขออนุญาตตัดตอนลงตามพื้นที่ที่จำกัด ส่วนเขาจะเขียนถึงเรื่องอะไรนั้น...เชิญติดตามได้เลยค่ะ
"สิทธิกร บุญฉิม"



