
มองผ่านเลนส์คม - ความรู้เรื่องนิวเคลียร์
ผมถามเด็กๆ ที่มาเข้า "ค่ายเยาวชนรู้รักษ์พลังงาน" ที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตฯ สนับสนุนให้สำนักข่าวเสียงเด็กจัดขึ้น ณ โรงไฟฟ้าจะนะ จ.สงขลา ระหว่างวันที่ 17-19 มีนาคม 2554 ว่า ช่วงนี้อยากรู้เรื่องอะไรเป็นพิเศษ เด็กๆ 8-9 คน ตอบทันทีว่า สนใจเรื่องโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟ
ถ้าเป็นจริงก็ย่อมน่ากลัว
คำตอบกลายๆ ก็คือ พวกเขาสนใจอนาคตของตัวเองว่า ต่อไปข้างหน้าจะอยู่กันอย่างไร ในวันที่น้ำมันร่อยหรอลงเรื่อยๆ ขณะครอบครัวปฏิเสธโรงไฟฟ้าถ่านหินอย่างไม่จำแนก ฝ่ายต่อต้านประสบความสำเร็จในการวาดภาพถ่านหินให้มีใบหน้าชั่วร้ายยิ่งกว่าปีศาจ เก่งกว่าสหรัฐอเมริกาจับมือ กอ.รมน.วาดภาพคอมมิวนิสต์ให้น่ากลัวหลายเท่า
นิวเคลียร์จะเป็นแหล่งพลังงานใหม่ ไม่ช้าก็เร็วคนยุคเราต้องพบ ถ้าเรายังบริโภคพลังงานไม่เลิก วัดได้จากแผนกเครื่องใช้ไฟฟ้าในห้างสรรพสินค้าที่ขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ และเราไม่อาจดูโทรทัศน์ขนาด 24 นิ้วอีกต่อไป
ผมไม่มีความรู้ จึงไม่มีคำตอบเรื่องโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ เพียงแต่คิดว่า การรั่วไหลของกัมมันตภาพรังสีจากโรงไฟฟ้าที่ญี่ปุ่นคราวนี้ จะผลักดันให้กิจกรรมเกี่ยวกับโรงไฟฟ้านิวเคลียร์และนิวเคลียร์รูปแบบอื่นๆ เดินถอยหลังกรูดไปตั้งหลักกันใหม่อย่างน้อย 3-4 ปี
แม้ว่าเรื่องที่เกิดจะเป็นเหตุการณ์สุดวิสัย อยู่นอกเหนือการคิดคำนวณของนักนิวเคลียร์วิทยา
อย่างไรก็ตาม การก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในอนาคต รัฐบาลไหนที่ตัดสินใจก่อสร้างต้องนำปัจจัยเรื่องแผ่นดินไหว ภูเขาไฟระเบิดกับสึนามิเพิ่มเข้าไปในโครงการด้วย ดังนั้น มันจะยากขึ้นเรื่อยๆ
ผมชอบใจที่เด็กๆ ตั้งคำถามเกี่ยวกับอนาคตของตัวเอง นับเป็นกระบวนการเรียนรู้ที่น่าชื่นชม อย่าได้ดูแคลนความคิด ความอยากรู้ของเด็กๆ อย่างเด็ดขาด อนาคตเป็นของพวกเขา ถ้าพวกเขาตัดสินใจเลือกตัดสินอนาคตด้วยตัวเองอย่าได้โกรธ
งานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติปลายเดือนนี้ หนังสือการ์ตูน หนังสือที่นำเสนอความรู้เกี่ยวกับนิวเคลียร์น่าจะได้รับความสนใจจากผู้อ่านมากกว่าปกติ ถ้าเป็นเช่นนี้ก็สมควรแก่เหตุ
สัปดาห์นี้ยิ่งมีเรื่องน่าแปลกเกี่ยวกับสภาพดินฟ้าอากาศที่แปรปรวนพยากรณ์ยาก กรุงเทพฯ ฝนตก อากาศหนาวเย็นลงกว่าปกติ ภาคใต้ฝั่งตะวันออกฝนตกหนัก ครึ้มฟ้าครึ้มฝนชวนวิตก ความกลัวสารกัมมันตภาพรังสีจากญี่ปุ่นกระจายอย่างรวดเร็ว รู้น้อยรู้นิดช่วยออกแรงผสมโรงจนนิวเคลียร์กลายเป็นปีศาจติดปีก ทั้งๆ ที่ของเดิมก็วาดได้น่าสยองอยู่แล้ว
ผู้เชี่ยวชาญเรื่องนิวเคลียร์ที่ร้อยวันพันปีปิดปากเงียบ เริ่มโผล่หน้าออกมาชี้บ่งโทษของนิวเคลียร์ตามกระแส ทว่า เพิกเฉย หรือมองข้ามข้อดีของมันเหมือนคนขาดความรู้ ถ้าหากพูดถึงความดีของมันควบคู่กันไปด้วย เช่น นิวเคลียร์รังสีที่ใช้ทางการแพทย์ หรืออุตสาหกรรมเกษตร เด็กๆ จะได้เรียนรู้โลกอีกด้านไปด้วยพร้อมกัน อยากบอกว่า บรรยากาศเช่นนี้เหมาะแก่การถ่ายทอดความรู้อย่างรอบด้าน ทั้งดีและเลว
หรือว่าเราขาดวัฒนธรรมการถ่ายทอดความรู้อย่างซื่อสัตย์ จนทำให้ความรู้เรื่องนิวเคลียร์ที่ควรจะก้าวหน้าและกระจ่างแจ้งมืดครึ้มอยู่ในเงาของอคติ อย่าปล่อยให้เด็กๆ หาคำตอบด้วยตัวเอง เพราะสักวันพวกเขาจะรู้ว่า นักวิทยาศาสตร์พูดความจริงกับพวกเขาไม่หมด
ถ้าผมพูดผิดจะแช่งชักหักกระดูกก็ยินดี
"จำลอง ฝั่งชลจิตร"



