
คุยกับ"แมท"ภีรนีย์ก้าวย่างที่เติบโตทางความคิด
กำลังเป็นที่จับตามองอย่างมาก สำหรับ "แมท" ภีรนีย์ คงไทย สาวลูกครึ่งไทย-นอร์เวย์ หลายคนอาจจะรู้จักเธอจากละครในบทบาทแก่นแก้ว แสนซน แต่ตอนนี้สาวน้อยคนนี้ได้พลิกบทบาทครั้งล่าสุดกับละครเรื่อง "กุหลาบร้ายกลายรัก" ซึ่งเธอนำแสดงคู่กับพระเอกหน้าเข้ม "เกรท" วรินทร
ผลงานล่าสุด
กระแสตอบรับละครเรื่องล่าสุด
ดีมาก ตอนแรกเราลุ้นว่าคนดูจะชอบไหม เพราะเราไม่เคยเล่นร้ายเลย ตื่นเต้นว่าคนจะดูจะชอบมั้ย มีทั้งคนหมั่นไส้และคนสงสาร เพราะตัวเนตรชนก มีทั้งมุมที่เหมือนเป็นเด็กไม่ดี น่าหมั่นไส้ แล้วก็มีมุมที่น่าสงสารมากๆ ถ้าคนดูชอบ ถือว่าเราตีโจทย์แตก แมทได้เห็นกระแสในอินเทอร์เน็ตบ้างแล้ว เพราะเพื่อนบอกให้ดู พอเข้าไปดูเราก็ดีใจ แล้วก็ขอบคุณมากๆ ที่ทุกคนติชมมา ขอบคุณจากใจจริงๆ
เรียกว่าพลิกบทบาท
ใช่พลิกเลย เพราะที่ผ่านมา อาจจะเคยเล่นร้ายอยู่บ้าง แต่จะออกแนวน่ารักกุ๊กกกิ๊กเป็นเด็กแก่นๆ ทะโมน แต่ครั้งนี้จะแรงทั้งการกระทำ คำพูดและกิริยา ตอนอ่านบทครั้งแรกไม่เครียด แต่พอได้เล่นไปเรื่อยๆ ก็รู้เลยว่ายากมาก ต้องปรึกษาผู้กำกับ (คฑาเทพ ไทยวานิช) ตลอด เพราะเป็นตัวละครที่ซับซ้อน มีทั้ง โกรธ เกลียด ร้าย รัก การแสดงและคำพูดต้องแสดง ว่าฉันเกลียดแก แต่สายตาต้องบอกว่าเราสงสารแม่เลี้ยงเรา ("เกล" วรันลักษณ์ ศิริมะณีวัฒนา) ตีความยากมาก เพราะเหมือนได้เรียนแอ็กติ้งใหม่ อย่างเวลาเข้าฉากกับเกล จะหลายเทกมาก เพราะเหมือนเราอ่านแล้วเหมือนเราจะเข้าใจในด้านเดียว ตีความด้านเดียว แต่ผู้กำกับจะบอกว่ามันไม่ได้ เพราะสายตาที่สื่อออกไป ต้องมีความหมายอะไรซ่อนอยู่ ค่อนข้างยาก
ร่วมงานนักแสดงคนอื่นเป็นยังไงบ้าง
เรื่องนี้เป็นการร่วมงานกับเกล กับเกรทเป็นครั้งแรก ทั้งสองคน และมีพี่อู๋ (ธนากร โปษะยานนท์) มีพี่แหม่ม (จินตหรา สุขพัฒน์) แต่พี่แหม่ม เคยร่วมงานกันมาอยู่แล้วในเรื่อง "ชมพู่แก้มแหม่ม" พี่แหม่มใจดีมาก ส่วนกับเกลหรือเกรททุกคนสนิทกันมันเลยทำงานง่าย คลิกและเข้าใจกันง่าย เรื่องการปรับหรือจูนกัน จะเป็นกับเกลมากกว่า เพราะทุกครั้งที่เข้ากับเกลทุกอย่างจะยากหมด เพราะเราต้องหาจุดตรงกลาง เพื่อไม่ให้ดูว่ามันร้ายเกินไป และไม่ได้เบาเกินไป เลยยากที่จะเล่นให้พอดี
ตัวตนคนแบบ "แมท"
เนตรชนกเหมือนหรือต่างกับตัวจริงของแมทยังไง
แมทคิดว่าเหมือน ตรงที่ถ้าแมทมีพ่อที่จะมีเมียใหม่แบบเนตรชนกในเรื่อง แมทคงเป็นแบบนี้ เพราะแมทเกิดมาเป็นลูกผู้หญิงคนเดียวเหมือนกัน แล้วก็ถูกเลี้ยงมาเรียกว่าค่อนข้างตามใจ อยากได้อะไรก็ได้ แล้วถ้าวันหนึ่งจะมีคนแทนที่แม่เรา ถึงคนจะบอก ว่ายังไงพ่อก็ยังรักลูกเหมือนเดิม ทุกคนยังรักเรา แต่ความรู้สึกมันไม่มีทางเหมือนเดิม แต่แมทอาจจะไม่แสดงออกเหมือนเนตรชนก แต่คิดว่าลูกผู้หญิงทุกคน ต้องมีอารมณ์แบบนี้แน่นอน ยิ่งมามีแม่รุ่นราวคราวเดียวกันอีก เรายิ่งรับไม่ได้ใหญ่เลย มีบางมุมที่คล้ายอย่างในเรื่องความไม่ยอมคน แต่คงไม่ร้ายถึงขนาดในละคร (หัวเราะ) เพราะความเป็นละคร มันก็ต้องมีสีสันเพื่อสร้างความสนุกสนานให้คนดู
เล่นละครเรื่องนี้รู้สึกไหมว่าเราโตขึ้น
รู้สึกว่าโตขึ้นนะ แมทรู้สึกถึงพัฒนาการของตัวเองในทุกๆ เรื่อง คิดว่าโตขึ้น และอยากพัฒนาตัวเองไปเรื่อยๆ เพราะเวลาที่ละครออนแอร์แล้วมีคนชื่นชม แฟนละครชอบ มันเป็นเหมือนกำลังใจ กลายเป็นแรงผลักดันให้เราอยากที่จะพัฒนาตัวเองต่อไป แต่ในอีกมุมหนึ่ง รู้สึกกดดัน เพราะคนดูเขาก็จะคาดหวัง แต่แมทก็จะพยายามทำให้เต็มที่ที่สุด เพราะตั้งแต่เริ่มเล่นละครเรื่องแรกกับพี่นก (จริยา แอนโฟเน) พี่นกจะสอนให้เราทำทุกอย่างให้เต็มที่ และผลสำเร็จมันจะออกมาที่ผลงานของเรา
ได้อะไรจากตัวละคร
สิ่งที่ได้คือ ในเรื่องของการลดหย่อนผ่อนปรนให้กัน เพราะทุกอย่างต้องมีตรงกลาง อย่างเนตรชนก เขาจะใช้แต่อารมณ์ เอาความคิดของตัวเองเป็นใหญ่ คิดถึงตัวเองฝ่ายเดียว ส่วนพ่อก็ไม่ได้เข้าใจลูกจริงๆ ว่าลูกต้องการอะไร มันต้องมีความพอดีในทุกๆ ฝ่าย
ต้องปรับตัวอะไรบ้าง
ในเรื่องของบุคลิกไม่ค่อยมีปัญหา เพราะในเรื่องก็เป็นผู้หญิงสวยธรรมดาปกติทั่วไป แต่ในเรื่องของอารมณ์ต้องปรับเยอะมาก ตามที่ผู้กำกับบอก ต้องค่อยๆ เป็นค่อยๆ ไป เพราะแมทยอมรับ ว่าบางทีก็ยังเข้าไม่ถึงความคิดของเนตรชนก ว่าเขาคิดยังไง ทำไมเขาต้องคิดถึงขนาดนี้เลยเหรอ แต่ผู้กำกับจะเป็นคนบอกให้เราเชื่อ เพราะแมทเป็นคนที่ถ้าไม่เชื่อจะเล่นไม่ได้ แมทคิดว่าเราเป็นคนโชคดีอยู่อย่างหนึ่ง ที่จะทำอะไรต้องไม่ขัดกับความรู้สึกของตัวเอง ดังนั้นเวลาเล่นละคร ถ้าบอกให้ทำอะไร เราทำได้หมด แต่มันจะออกมาไม่ดี ถ้าเราไม่อิน ไม่ได้เข้าใจความรู้สึกของตัวละครจริงๆ
คิดอย่างแมท
เข้าวงการมาสักพักมองวงการบันเทิงเปลี่ยนไปไหม
ต้องบอกก่อนว่าตั้งแต่ครั้งแรกที่เข้ามา แมทไม่เคยคิดหรือฝันว่าเราจะมายืนอยู่ตรงจุดนี้ แต่เมื่อมีโอกาสเข้ามา เราก็รับเอาไว้ ผลตอบรับมันดีก็เลยทำ เพราะความจริงแล้วแมทไม่ได้อยากเป็นนางงามหรือดารา ไม่ได้อยากทำงานเบื้องหน้าแบบนี้ตั้งแต่แรกอยู่แล้ว แต่พอได้ทำแล้วทำให้รู้ว่าวงการนี้มันมีเสน่ห์มาก พอได้ทำแล้วติดใจ ความรู้สึกข้างในเรามันรักและจูนติดกับอาชีพนี้ เวลาได้ทำแล้วไม่มีวันไหนที่เรารู้สึกเบื่อหรือเซ็ง ต่อให้แมททำงานตั้งแต่ 6 โมงเช้า ถึงเที่ยงคืน เราก็ไม่เคยท้อ เพราะการทำงานของแมททุกวันนี้ ก็เพราะเรารัก และอยากให้ผลงานออกมาดี
คิดยังไงกับคำว่าดาราและนักแสดง
แมทคิดว่ามันเป็นแค่คำหนึ่งคำนะ แมทไม่ได้ยึดติดอะไร ว่าต้องดาราหรือนักแสดง ซึ่งนี่เป็นแค่ความคิดของแมทเองคนเดียวนะ เพราะแมทคิดว่ามันเป็นเหมือนคำพูดติดปาก ความหมายโดยพจนานุกรมหรือโดยนัยจริงๆ นักแสดงอาจจะหมายถึงผู้ที่ประกอบอาชีพการแสดง ต้องมีจิตใจและจิตวิญญาณจริงๆ ดาราอาจหมายถึงคนที่แต่งตัวสวยอยู่ในวงการไปวันๆ แต่แมทคิดว่ามันอาจจะเป็นแค่คำติดปากของคนทั่วไปที่พูดว่า ดูดาราคนโน้น คนนี้สิ ไม่มีใครมาพูดหรอก ว่าดูนักแสดงคนนี้สิ แต่ความหมายที่แท้จริงแล้วแมทก็รู้ถึงความแตกต่าง แมทรู้สึกชื่นชมนักแสดงที่เขาเก่งและมีความสามารถ อย่างนักแสดงฮอลลีวู้ด ลองสังเกตดูว่านักแสดงคนหนึ่งแสดงหนังเรื่องหนึ่งที่เขาต้องรับบทเป็นผู้ชายแข็งแรงมีกล้าม แต่พอเขาต้องไปเล่นอีกเรื่องเขาก็ลดน้ำหนักให้ตัวเองผอมลง เพื่อให้เข้าถึงบทบาทและเหมาะสมกับคาแร็กเตอร์ของตัวละครที่เล่น ซึ่งอันนี้แหละที่แมทคิดว่าเขาเป็นนักแสดงโดยแท้จริง ไม่ใช่ว่าแค่ไปงานอีเวนท์ถ่ายรูปสวยๆ หล่อๆ แล้วก็จบ แมทก็ไม่ได้อยากที่จะเป็นแบบนั้น
อยากฝากบอกอะไรถึงนักแสดงรุ่นใหม่ที่เข้ามาบ้าง
อยากบอกว่า วงการนี้มีอะไรซ่อนอยู่ อย่างที่แมทบอก ตอนแรกเข้ามาเพราะได้โอกาสแต่พอทำไปทำมาก็ถอนตัวไม่ขึ้น เพราะมันสามารถดึงเราให้เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งโดยที่เราไม่รู้ตัว และถ้าคิดว่าอยากดังมันก็ไม่ผิด แต่เราต้องมีความรับผิดชอบในทุกๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นรับผิดชอบต่อหน้าที่ ต่อตนเอง รวมถึงการมีสัมมาคารวะ เพราะพอเราเล่นละครหนึ่งเรื่อง มันคือการที่เราต้องรับผิดชอบต่อตัวละครที่เราเล่น ละครตัวนั้นมันก็จะเชื่อมไปสู่คนอื่นอยู่ดี ทั้งผู้กำกับ นักแสดงคนอื่น ตากล้อง ช่างไฟ สรุปแล้วคือรับผิดชอบต่อตัวเองก็เหมือนรับผิดชอบต่อคนอื่นด้วย ไม่ใช่ว่าแค่อยากจะดังเพียงอย่างเดียว เพราะมันไม่แฟร์กับคนอื่นที่เขาตั้งใจทำกัน
เคยยึดติดกับชื่อเสียงความดังไหม
ไม่เคยคิดเลย พูดตรงๆ เลย คือตอนแรกแมทรำคาญมาก เพราะบางครั้ง เราต้องทำในสิ่งที่เราไม่ชอบ หรือเป็นสิ่งที่ไม่ใช่ตัวเอง เพราะการเป็นนักแสดงเป็นสิ่งที่ไม่ใช่ตัวเอง คุณเอาตัวเองมาออกกล้องไม่ได้ เพราะเวลาที่เราต้องรับบทเป็นตัวละครตัวใดตัวหนึ่ง มันต้องใช้พลังต้องใช้ความอดทนและความสามารถรอบด้าน อย่างช่วงแรก แมทจะรู้สึกอึดอัดนิดหน่อย เพราะความจริงเราเป็นคนชอบอยู่คนเดียว มีโลกส่วนตัวสูง ไม่ชอบให้คนอื่นมายุ่ง แต่พอมาอยู่มาอยู่จุดนี้ มันต้องมีคนเข้ามาหา มายุ่งกับเราอยู่แล้ว เมื่อก่อนเวลาไปงานแมทจะคิดว่า ไม่มีเราไปสัมภาษณ์ คงไม่เป็นไรหรอกมั้ง แต่พอตอนนี้เราโตขึ้นเข้าใจอะไรมากขึ้น เรียนรู้ที่จะอยู่กับมัน และคิดอยู่เสมอ ว่าต้องมีคนอยากดูเรา เพราะเรามาอยู่ตรงจุดนี้มันน่าภูมิใจ ที่มีคนเห็นเราเป็นแบบอย่าง ชอบและรักอยากเห็นเราอยู่ในทีวี อยากเห็นเราสัมภาษณ์ อยากฟังเราพูด แมทคิดว่าแค่มีคนสนใจเราแค่คนเดียว มันก็ดีมากแล้ว แมทไม่ได้ต้องการความโด่งดังอะไรทั้งสิ้น แต่ที่แมทหลงเสน่ห์และชอบก็คือ แมทได้ทำแล้วมีความสุข และแมทก็อยากให้คนดูมีความสุข
คิดว่าความมีชื่อเสียงจะทำให้เราเหลิงไหม
พูดได้เต็มปากเลยว่า ไม่กลัวเพราะว่าทุกวันนี้ถึงแม้ว่าใครจะรู้จักแมทมากขึ้น แต่แมทก็ยังใส่เสื้อยืด กางเกงขาสั้นไปเดินตลาดแถวบ้านได้เหมือนเดิม อย่างที่บอกว่าด้วยพื้นฐานแมทเป็นคนตรงอยู่แล้ว แมทจะอึดอัด ถ้าจะทำอะไรที่ขัดหรือโกหกต่อความรู้สึกของตัวเอง ซึ่งมันไม่ใช่แนวถนัดของแมท แต่ถ้าวันหนึ่งแมทเป็นแบบนั้นขึ้นมา เพราะแมทคิดว่าคนที่เหลิงจะไม่รู้ตัว ก็อยากให้ทุกคนช่วยเตือน อยากให้เข้ามาบอกแมทได้เลย เพราะแมทน้อมรับอยู่แล้ว เพราะแมทชอบฟัง และเป็นคนที่รับได้
ความรักของแมทเป็นอย่างไร
ตอนนี้โสดสนิท มีคนเข้ามาหาบ้าง เพราะแมทเป็นคนไม่ปิดกั้นตัวเองนะ คุยได้ทุกคน แต่ตอนนี้ยังไม่มีใครที่คุยด้วยจริงจัง แมทยังไม่พร้อมและไม่มีเวลาด้วย และแมทเป็นคนที่ชอบผู้ชายเพอร์เฟกท์ หน้าตาเอาพอดูได้ แต่นิสัย ขอเถอะว่าต้องนิสัยดีนิดหนึ่ง ชอบผู้ชายเป็นสุภาพบุรุษ ดูเนียบแต่ไม่เรียบร้อย ก็สเปกดูวุ่นวายนิดหนึ่งนะ
เธอแหละ.."แมท" ภีรนีย์
เธอคนนี้ชื่อ ภีรนีย์ คงไทย
ชื่อเล่น แมท
วันเกิด 28 กรกฎาคม 2532
เชื้อชาติ ไทย-นอร์เวย์
สัญชาติ ไทย
ศาสนา พุทธ
ภูมิลำเนา กทม.
พี่น้อง ลูกคนเดียว
การศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์ สาขาการละคร
ผลงานที่ผ่านมา ละครเรื่อง มณีดิน , ชมพู่แก้มแหม่ม , เรือนนารีสีชมพู , ก๊วนกามเทพ ,
หวานใจนายจอมหยิ่ง
ผลงานปัจจุบัน กุหลายร้ายกลายรัก
เรื่อง... "เบญจภรณ์ อำไพรัตนพล"



