
หนังจอกว้าง - วิกฤติหนังไทย ใกล้มาถึง?
ปฏิเสธไม่ได้ว่าวิกฤติเศรษฐกิจโลกได้ส่งผลกระทบไปทุกหย่อมหญ้า ยิ่งไปกว่านั้นปัญหาการเมืองบ้านเรายังรุมเร้า แน่นอนว่ามันกระเทือนไปถึงปากท้องของผู้คนอย่างช่วยไม่ได้
หลายๆ ธุรกิจล้มระเนระนาดโดยเฉพาะธุรกิจขนาดกลางถึงขนาดเล็ก(SMEs) เราได้เห็นได้ยินข่าวโรงงานหลายแห่งปิดกิจการ หลายๆ บริษัทห้างร้านต้องปลดพนักงานเนื่องจากขาดทุน จึงหลีกไม่พ้นที่หนังไทยจะพลอยฟ้าพลอยฝน ประสบกับภาวะดังกล่าวเข้าไปด้วยอย่างช่วยไม่ได้
เมื่อปีที่แล้ว เราเพิ่งหลงดีใจที่เพียงแค่ต้นปี ก็มีหนังที่ทำรายได้เกิน 70 ล้านติดๆ กันถึงสองเรื่องในเวลาไม่ถึงสองเดือน นั่นก็คือ “ปิดเทอมใหญ่หัวใจว้าวุ่น” (มีนาคม) และ “สี่แพร่ง” (เมษายน) แต่หลังจากนั้นมา ดูเหมือนว่าวงการหนังไทยก็ไม่เคยมีหนังทำรายได้เกิน 50 ล้านบาทอีกเลย แม้ตัวเลขร่วมๆ 80 ล้านของ “หลวงพี่เท่ง 2” และ “ปืนใหญ่จอมสลัด” ก็ไม่ได้หมายความว่าหนังจะได้กำไร เพราะถ้าหักลบกลบหนี้ แบ่งสันปันส่วนรายรับรายจ่ายกันแล้ว หนังที่ใช้ทุนสร้างสูงทั้งสองเรื่องนี้ ก็แทบไม่มีผลกำไรงอกเงยให้เห็น เผลอๆถึงขั้นเจ็บตัวเอาด้วยซ้ำ โดยเฉพาะเรื่องหลัง และถึงแม้จะมี “องค์บาก 2” ที่ออกมากวาดรายได้ไปมากกว่าร้อยล้านให้เป็นที่น่าชื่นใจบ้าง แต่เอาเข้าจริงแล้ว หนังกลับยังต้องอาศัยรายได้จากตลาดต่างประเทศมาช่วยประคับประคองให้รอดพ้นจากภาวะขาดทุนไปได้
มองเผินๆ เรื่องของเศรษฐกิจ ดูจะเป็นปัญหาหลัก รองลงมาน่าจะเป็นเรื่องของคุณภาพหนังเอง เพราะยิ่งนานวัน คนดูก็เริ่มพัฒนา หากคนทำหนังยังงานแบบสุกเอาเผากิน ทำงานเพื่อขาย มากกว่าใส่ใจในตัวงาน ขาดความประณีตประดิดประดอย แน่นอนว่าผลงานย่อมถูกหมางเมินเป็นธรรมดา"
เราจะเห็นว่าปีที่ผ่านมา มีหนังหลายๆ เรื่องทำรายได้ค่อนข้างน้อย แต่ถ้ามองจากคุณภาพหนังก็ต้องบอกว่า ‘สมควรแล้ว’ โดยเฉพาะหนังผีบางเรื่อง และหนังตลกอีกหลายๆ เรื่อง ในขณะที่หนังดีๆ อีกจำนวนหนึ่งคงต้องให้เวลากับคนดูสำหรับการเรียนรู้และเข้าใจ ในการพิสูจน์คุณค่าของงานอีกสักระยะ แต่เชื่อแน่ว่าหนังอย่าง “กอด” “แปดวัน แปลกคน” “วันเดอร์ฟูลทาวน์” “สะบายดีหลวงพระบาง” หรือแม้แต่ “แสงศตวรรษ” จะยังเป็นที่จดจำของคนดูส่วนหนึ่ง เริ่มเป็นที่รู้จักของคนอีกไม่น้อย และน่าจะมีคนให้ความสนใจมากขึ้น สำหรับผลงานเรื่องต่อๆ ไปของคนทำหนังเหล่านี้
ส่วนในปี 2552 แม้จะเพียงแค่ไตรมาสแรก ก็อดชื่นใจไม่ได้ว่ามีหนังไทยทำเงินเกิน 50 ล้านบาทถึง 3 เรื่องในเวลาไล่เลี่ยกัน แต่หากมองกันลึกๆ แล้ว หนังตลกตั้งใจดีอย่าง “โหดหน้าเหี่ยว 911” ถ้าเข้าฉายเร็วกว่านี้อีกนิด น่าจะทำรายได้แตะร้อยล้านบาทไม่ยาก หรือกระทั่งหนังรักดีๆ อย่าง “ความจำสั้นแต่รักฉันยาว” รายได้ 50 ล้านบาทอาจจะน้อยเกินไปด้วยซ้ำ หากเทียบกับหนังรักก่อนหน้าอย่าง “รักสามเศร้า” หรือ “แฮปปี้ เบิร์ธเดย์” ที่ทำรายได้ใกล้เคียงกัน และคุณภาพก็ไม่ได้ห่างกันมากนัก เผลอๆ เรื่องแรกอาจทำได้ดีกว่าด้วยซ้ำไป ในขณะที่ “ก้านกล้วย 2” ที่มีความสมบูรณ์ ลงตัวกว่าภาคแรกในหลายๆ ด้าน และกระแสค่อนข้างมาดีกว่า แต่ก็น่าเป็นห่วงว่ารายได้อาจจะน้อยกว่าภาคแรก และสุดท้ายหนังก็อาจจะไม่สามารถหยิบร้อยล้านได้เหมือนภาคแรก ซึ่งแน่นอนว่าอาจจะส่งผลต่อกำลังใจของคนทำงานอยู่บ้าง ถึงภาคนี้จะใช้ทุนน้อยกว่าภาคแรกก็ตาม
หนังสนุก หนังดีๆ ที่ทำเงินน้อยกว่าที่คาดเหล่านี้ ปฏิเสธไม่ได้ว่า ส่วนหนึ่งมาจากปัญหาภาวะเศรษฐกิจถดถอย รองลงมาน่าจะเป็นปัญหาการละเมิดลิขสิทธิ์ และสุดท้ายคือความเบื่อหน่ายกับปัญหาการเมืองและความแตกแยกของคนในประเทศ ที่ทำให้คนส่วนใหญ่ไม่อยากออกมาดูหนังเพราะคงไม่อยากเผชิญพฤติกรรมแย่ๆ ของคนกลุ่มหนึ่งที่สร้างความเดือดร้อนให้บ้านเมืองไปทั่ว (น่าอนาถใจนะครับ ที่ทีมงาน “ก้านกล้วย 2” ต้องประกาศยกเลิกงานฉลองรายได้เข้าสู่ 80 ล้านบาทอย่างกะทันหันเพราะการชุมนุมปิดถนนของคนเสื้อแดง)
ถึงแม้ว่าที่ผ่านมา คนทำหนังไทยเริ่มจะปรับตัวเอง ให้เท่าทันกับคนดูที่พัฒนาตัวเองมากขึ้น หนังผี หนังตลกแย่ๆ เมื่อสุดท้ายไม่ได้รับการเหลียวแล คนทำหนังก็รู้จักใส่ใจ ในคุณภาพมากขึ้น สังเกตได้ว่าตั้งแต่ต้นปีมานี้ แทบไม่มีหนังไทยเรื่องไหนที่พูดได้เต็มปากกว่า ‘ห่วย’ ออกมาให้เห็นสักเรื่อง ในจำนวนกว่าสิบเรื่องที่ผ่านมาเกือบทั้งหมดถือว่าเป็นหนังน้ำดีที่ประณีตในการทำงาน ให้ความสำคัญกับเรื่องของบท มีการพัฒนาของงานสร้างที่มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นหนังตลกอย่าง “ฟ้าใสใจชื่นบาน” “ก่อนรักหมุนรอบตัวเรา” “หลวงพี่กับผีขนุน” หรือแม้แต่หนังบู๊อย่าง “ท้าชน” “5 หัวใจฮีโร่” ก็ถือเป็นพัฒนาในอีกรูปแบบหนึ่งของหนังไทย ไม่นับรวมหนังดราม่าดีๆอย่าง “ความสุขของกะทิ” และ “ณ ขณะรัก” ที่ยังคงรักษามาตรฐานของงานแนวนี้เอาไว้ได้ไม่ตกหล่น
ผมไม่อยากนึกถึงชะตากรรมของหนังอย่าง “แต๋วเตะตีนระเบิด” และ “บุปผาราตรี 3.1” เลยครับ ที่จังหวะเข้าฉายตรงกับเหตุร้อนๆ ทางการเมืองของการชุมนุมใหญ่ และต้องเจอผลกระทบเข้าอย่างจังแค่ไหน เพราะในเมื่อบนถนนเต็มไปด้วยปัญหาและความเดือดร้อน ผู้คนคงไม่อยากออกจากบ้านฝ่าการจลาจลไปดูหนังเป็นแน่ และถึงแม้สุดท้ายปัญหาทุกอย่างอาจจะคลี่คลายหรือไม่ก็ตาม แต่สถานการณ์ทุกอย่างกว่าจะกลับมาปกติสุขคงต้องใช้เวลาอีกระยะ
อย่าว่าแต่หนังเลยครับ ธุรกิจทุกอย่างอยู่ในสภาพเดียวกันหมด ดีที่สุดก็แค่ทรงตัวประคับคองไม่ให้ทรุดลงกว่านี้ยังเป็นเรื่องยากเลยครับ เพราะฉะนั้นเราคงจะเห็นปริมาณหนังไทยในปีนี้น้อยลงกว่าปีก่อนๆ และคงยากที่จะเห็นหนังเรื่องไหนทำรายได้เกินร้อยล้าน (อาจจะยกเว้น ‘นเรศวรภาคสาม’) เอาแค่แตะ 50 ล้านยังถือว่าค่ายหนังต้องผลักดันกันจนเหนื่อยหอบเลยล่ะครับ
แต่เอาเป็นว่าหนังไทยปีนี้ หนังตลกกะโหลกกะลา หรือ หนังผีบ้าๆบอๆน้อยลงแน่ๆ เพราะคงไม่มีใครอยากเจียดเงินในกระเป๋า(ที่น้อยลงเรื่อยๆ) ไปเสียเวลาให้กับความบันเทิงอันว่างปล่าวเหล่านี้ ปากท้องยังคงเป็นเรื่องสำคัญกว่า เป็นห่วงก็แต่ผู้สร้างและคนทำหนัง อย่าเพิ่งหมดกำลังใจไปก่อนแล้วกันครับ
"ณัฐพงษ์ โอฆะพนม"



