
คมเคียวคมปากกา - เรียนรู้จากความผิดพลาด
เขียนต้นฉบับวันอังคารที่ ๑ มีนาคม ๒๕๕๔ แรม ๑๑ ค่ำ เดือนสาม
ยังอยู่ระหว่าง “โครงการเรื่องเล่าจากแดนประหาร”
“ชีวิตนักโทษในแดนประหาร อาจเป็นภาพที่น่าหวาดกลัว สิ้นหวัง ไม่น่าเฉียดกรายเข้าใกล้ ในความรู้สึกของคนทั่วไป การรับรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องราวความเป็นอยู่ที่แท้จริงภายในนั้นยังมีน้อย แท้จริงแล้ว ผู้ต้องขังในแดนประหารถือเป็นกลุ่มนักโทษที่มีความทุกข์มากที่สุดก็ว่าได้ เนื่องจากเป็นแดนที่มีการควบคุมสูง ในชีวิตประจำวันไม่ค่อยมีกิจกรรมเช่นแดนอื่นๆ คนที่ทุกข์อยู่แล้วก็ยิ่งฟุ้งซ่าน เห็นชีวิตตัวเองไม่มีค่า การฝึกอบรมเรื่องการเขียนจึงถือเป็นหนทางหนึ่งในการสร้างกิจกรรมให้ผู้ต้องขังแดนประหารได้ใช้เป็นเครื่องมือในการเยียวยาพัฒนาและทบทวนตัวเอง เกิดการเห็นคุณค่าในตัวเอง อีกทั้งเมื่อเรื่องราวเหล่านั้นได้รับการเผยแพร่...ก็ยังจะเป็นอุทาหรณ์ไม่ให้คนอื่นต้องก้าวพลาด ผู้คนที่ได้รับรู้จะเปลี่ยนทัศนคติเมื่อได้เห็นที่มาที่ไปที่นำเขามาสู่ชะตากรรมในปัจจุบัน เกิดความเข้าใจ เห็นในคุณค่าความเป็นคน...”
นั่นคือบางส่วนในบทเกริ่นนำของโครงการ สำหรับวัตถุประสงค์ก็ประกอบด้วย ๑. แนะนำกลวิธีการเขียนและเรียบเรียงงานสารคดีอย่างสร้างสรรค์ ๒. ให้โอกาสผู้เรียนได้ทบทวนตนเองผ่านงานเขียนของตน ๓. ให้ผู้เรียนได้รู้จักให้อภัยตนเองและผู้อื่น ๔. เป็นอุทาหรณ์แก่สังคม ๕. ให้ผู้เรียนระลึกถึงความมีคุณค่าในตัวเอง ที่ได้มีโอกาสถ่ายทอดบทเรียนชีวิตของตนให้เป็นประโยชน์ต่อสังคม
ครับ เพื่อนคนหนึ่งพอเล่าให้ฟัง ว่าผมได้รับเชิญให้เข้าไปอบรมการเขียนแก่ผู้ต้องขังในแดนประหาร เขาพูดลอยๆ แบบไม่ทันได้คิดประมาณว่า “ก็เขาจะต้องตายอยู่แล้ว จะอบรมให้เขาเขียนอะไรไปทำไม” กระทั่งผมบอกเล่าถึงหลักการและเหตุผลของโครงการนั่นแหละ เขาจึงรู้สึกว่าตัวเองด่วนพูดไป เขาเริ่มกลับมามองเห็นประโยชน์ และรู้สึกสนับสนุนในสิ่งที่โครงการนี้กำลังดำเนินอยู่
“อุทาหรณ์” หรือ “เรียนรู้” ถือเป็นแหล่งประสบการณ์สำคัญของคนเรา โดยเฉพาะการเรียนรู้จากความผิดพลาดล้มเหลวนั้น อาจสำคัญและมีคุณค่ามากกว่าการเรียนรู้จากความสำเร็จเสียอีก
ก่อนเข้าไปในเรือนจำบางขวาง ผมต่อสายหา “พี่ไวท์” ศักดิ์สิริ มีสมสืบ อยู่เสมอๆ ยิ่งพอรู้ว่า “พี่เนาว์” เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ ไม่สะดวก เรายิ่งรู้สึกหวั่นไหว เพราะ “พี่เนาว์” ย่อมมีคนรักและนับถือมากกว่าพวกเรา ถ้าท่านเข้าไปด้วย งานก็น่าจะง่ายขึ้น แต่ก็เอาล่ะ เครื่องมันเดินแล้ว มีปัญหาขาดคนอย่างไรก็ต้องเดินไปข้างหน้า เราพากันเตรียมโน่นเตรียมนี่ไว้พอสมควร อย่าง “พี่ไวท์” ก็ต้องมีกีตาร์ สีวาดรูป กระดาษวาดเขียน เป็นต้น
ครั้นพอเข้าไปจริงๆ เราก็พลิกแพลงเอาตามความเหมาะสม เมื่อไม่ต้องใช้สีวาดรูป ก็ใช้สีเขียนลงกระดาษบนกระดานดำ สำหรับกีตาร์นั้นถือว่าสำคัญและจำเป็นในการเชื่อมโยงบทกวีกับดนตรี เพราะเมื่อเราให้ผู้เรียนเขียนบทกลอนสดๆ “พี่ไวท์” ก็จะเป็นผู้ใส่ทำนองขับร้องสดๆ ปรากฏว่างานนี้ได้เพลงจากพลังชีวิตสดๆ หลายเพลง บางเพลงฟังแล้วน้ำตาจะไหลเสียให้ได้
บทกวี คือ บทเพลง...บทเพลง คือ บทกวี...
หลายคนแต่งบทกวีได้ แต่งบทเพลงได้ เราจึงสลับให้ผู้เรียนซึ่งเป็นผู้ต้องขังออกไปอ่านบทกวีให้เพื่อนๆ ฟัง พลังเสียงของหลายคนหม่นเศร้าและจริงจังอย่างไม่น่าเชื่อ แม้บทกวีจะตกๆ หล่นๆ ด้านถ้อยคำ แต่กระแสเสียงจากชีวิตจิตใจของเขานั้น ช่างจริงใจอย่างยิ่ง
คนหนึ่ง รู้มาว่าเป็นตำรวจ มีสมุดวาดเขียนเล่มหนึ่งติดภาพถ่ายไว้จำนวนมาก มีลายมือเขียนโน่นเขียนนี่ระบายอารมณ์ความรู้สึก รวมทั้งบทกวี วันนั้นเขาแต่งบทกวีรำพึงถึงลูกเมีย ขอโทษลูกที่เขาไม่อาจอยู่เลี้ยงดูใกล้ชิด เขาขอให้ผมลงลายมือชื่อใต้ภาพลูกชายของเขา ร่างเขาใหญ่ดูเข้มแข็ง แต่น้ำเสียงของเขาตอนอ่านบทกวีสั่นเครือ ประมาณว่า “ใช่ว่าพ่อไม่รัก”
คนหนึ่ง พอรู้ว่าผมเคยทำงานที่ “ชีวิตต้องสู้” เขาเข้ามาคุยด้วย บอกเคยเขียนจดหมายไปลงในบางคอลัมน์ วันนั้นเขาแต่งบทกวีและออกไปอ่านด้วย เข้าใจว่าเขาเป็นคนเหนือ เพราะอ่านด้วยสำเนียงคนภาคเหนือ มีตอนหนึ่งประมาณว่า “ฮักกัน ก็ให้ฮักตอนมีชีวิต บ่มีชีวิตแล้ว ฮักกันบ่ได้” เสียงของเขาสั่นเครือขาดห้วงหายไป...แล้วเดินกลับไปนั่งที่เก้าอี้ตัวเดิม...
บางคน...ตอนสวัสดีลากันกลับ เขายังบอกพวกเราว่า “คงได้พบกันข้างนอกนะครับครู”
"ไพวรินทร์ ขาวงาม "



