
มองผ่านเลนส์คม - ดูทีวีช่องเดียว
สัปดาห์ก่อน มีเพื่อนโทรศัพท์มาปรับทุกข์เรื่องการเมือง เธอร่ำระบายความผิดหวังอยู่พักใหญ่ จึงหลุดคำพูดออกมาประโยคหนึ่ง "ดูทีวีช่องเดียว มันแย่นะ"
ปรากฏการณ์ "ดูทีวีช่องเดียว" ดำรงอยู่ในสังคมไทยมา 4-5 ปีแล้ว นักวิชาการด้านสื่อก็จัดเสวนา จัดอภิปรายกันมาไม่รู้กี่ครั้งกี่หน ผู้ที่ยังนิยมดูทีวีช่องเดียว ก็ยังรับชมกันต่อไป
คืนวันศุกร์ที่ผ่านมา รายการ "คม ชัด ลึก" ทางเนชั่น แชนแนล ได้เชิญนักวิชาการมาถกกันเรื่อง "โซเชียลเน็ตเวิร์ก..เปลี่ยนแปลงโลก" อันเนื่องมาจากกระแสการเมืองที่พลิกผันในโลกอาหรับ
"โซเชียลเน็ตเวิร์ก" กลายเป็นฮีโร่ในการลุกขึ้นสู้ของมวลชน ขนาดนักวิเคราะห์ชาวตะวันตก ยังเปรียบเทียบโซเชียลเน็ตเวิร์กเป็นดั่ง "เชกูวาร่า" นักต่อสู้เพื่อเสรีภาพชื่อดังในอดีต
ในสังคมปิด ผู้คนไม่มีโอกาสแสดงความคิดเห็นที่แตกต่างจากรัฐอย่างประเทศอาหรับ โซเชียลเน็ตเวิร์กทำให้เสียงประชาชนดังขึ้น และระเบิดออกมาอย่างรุนแรง
สำหรับสังคมไทย มีการใช้สื่อใหม่อย่าง "ทีวีดาวเทียม" และ "อินเทอร์เน็ต" ในการเคลื่อนไหวทางการเมืองมาตั้งแต่ปี 2548
เมืองไทยต่างจากอาหรับ ทุกกลุ่มการเมืองทั้งฝ่ายรัฐ และฝ่ายต่อต้านรัฐ ต่างมีสื่อใหม่เป็น "เครื่องมือ" และใช้โซเชียลเน็ตเวิร์กสร้าง "เครือข่าย" กันอย่างคึกคัก
พูดถึงสื่อใหม่ ทำให้นึกถึงเมื่อ 35 ปีก่อน โทรศัพท์บ้านยังมีจำกัด ทีวีมีอยู่ 4 ช่อง วิทยุก็มากหน่อยแต่เป็นสื่อรัฐ หนังสือพิมพ์เป็นทางเลือกเดียวของชาวบ้านร้านตลาด
กระนั้นกลุ่มนักศึกษาหัวเอียงซ้ายสมัยนั้น ก็ไม่พอใจความเป็นกลางของสื่อ จึงริทำ "นสพ.กำแพง" โดยเขียนรายงานข่าว บทวิเคราะห์ลงบนกระดาษ อาศัยซิลค์สกรีน พิมพ์ออกมาทีละแผ่น จากนั้นำไปปะติดตามกำแพง ผนังตึก ป้ายรถเมล์ข้างถนนสายหัวลำโพง สามย่าน พญาไท เจริญกรุง คลองเตย ฯลฯ
รูปแบบ นสพ.กำแพง ของนักศึกษาหัวเอียงซ้าย ก่อให้เกิดวิพากษ์วิจารณ์ว่า ลอกเลียนแบบมาจากการรณรงค์ปฏิวัติวัฒนธรรมของจีน โดยกลุ่มเยาวชนแดงหรือ "เรดการ์ด" ทำ นสพ.กำแพง ไว้วิพากษ์กลุ่มหัวโบราณ และตีแผ่พฤติกรรมพวกค้านประธานเหมา
จะว่าไปแล้ว เนื้อหาใน นสพ.กำแพง ของนักศึกษาสมัยโน้น ก็เป็นข่าวสารด้านเดียว ที่ผู้จัดทำต้องการเผยแพร่ข้อมูลที่สอดรับกับการเคลื่อนไหวทางการเมือง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเผาบ้านนาทราย หรือกรณีถีบลงเขาเผาลงถัง
เนื้อหาลักษณะนี้ มันได้ปรากฏอีกครั้งใน "สื่อออนไลน์" ของภาคประชาชนต่างสี ซึ่งต่างฝ่ายต่างก็บอกว่า ต้องการนำเสนอ "ข้อเท็จจริง" ต่อประชาชน
ข้อเท็จจริงที่ปรากฏผ่านเว็บข่าวบางแห่ง จึงไม่ต่างจากข้อเท็จจริงที่นักศึกษาหัวเอียงซ้าย เคยเขียนบนกระดาษ แล้วนำไปปะที่กำแพงตึกเมื่อ พ.ศ.โน้น
นสพ.กำแพง หรือเว็บไซต์ หรือสื่อใหม่ ต่างเป็นเครื่องมือในการต่อสู้เพื่อบรรลุเป้าหมายทางการเมือง
ถ้อยวลีที่ว่าดูทีวีช่องเดียว ย่อมไม่ใช่เรื่องใหม่ในสังคมไทย ระหว่างปี 2517-2519 ก็มีปรากฏการณ์ "ขวาจัด-ซ้ายจัด" เพราะฟังวิทยุคลื่นเดียว หรืออ่านหนังสือพิมพ์ฉบับเดียว
ฝ่ายหนึ่งฟังวิทยุยานเกราะกับอ่าน นสพ.ดาวสยาม อีกฝ่ายหนึ่งก็แอบฟังวิทยุเสียงประชาชนแห่งประเทศ (สปท.) และอ่าน นสพ.อธิปัตย์
อิทธิพลของสื่อการเมือง จึงก่อให้เกิด "อุบัติเหตุ" ครั้งแล้วครั้งเล่า วันข้างหน้าอาจจะเกิดอีกก็ไม่ใช่เรื่องแปลก !
"แคน สาริกา"



