บันเทิง

"ผมเป็นแค่มนุษย์ที่ควรจะมีชีวิตธรรมดา"คำขอจาก"กอล์ฟ"พิชญะ

"ผมเป็นแค่มนุษย์ที่ควรจะมีชีวิตธรรมดา"คำขอจาก"กอล์ฟ"พิชญะ

26 ก.พ. 2554

สลัดคราบดูโอ้สุดฮอต 2 พี่น้อง "กอล์ฟ-ไมค์" มาทำอัลบั้มเดี่ยวครั้งแรก สำหรับ "กอล์ฟ" พิชญะ นิธิไพศาลกุล ที่บินไปร่ำเรียนเรื่องการทำเพลงถึงโรงเรียน S.A.E. (Sound Audio Engineering) ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา เพื่อใช้ในงานเพลงเดี่ยวของตัวเองในครั้งนี้ ซึ่งพอบินกล

ผลงานเดี่ยวครั้งแรก
**รู้สึกอย่างไรบ้าง ที่ได้ออกอัลบั้มเดี่ยวครั้งแรก
 เวลาให้สัมภาษณ์ จะรู้สึกแปลกๆ บ้าง เพราะถ้าเป็นเมื่อก่อน ตอนสัมภาษณ์กับไมค์ (พิรัชต์) เราก็จะช่วยๆ กัน  พอครั้งนี้ต้องมาทำงานคนเดียวก็มีเหงาบ้างนิดหน่อย  แต่หลังงานเสร็จ ก็เจอกันปกติอยู่แล้ว

**กระแสการตอบรับหลังจากแยกมาทำเพลงคนเดียว
 คือกอล์ฟก็เดาเอาไว้แล้ว ว่าจะต้องมีคนว่าเราทะเลาะกัน เพราะมันเหมือนกับว่าจริงๆ แล้ว เราโตมาด้วยกัน  แต่พอมาถึงจุดจุดหนึ่งที่เราโตแล้ว  มีความชอบหรือมีอะไรที่แตกต่างกัน เลยแยกกันออกมาเพื่อทำอัลบั้มเดี่ยว เพื่อที่จะได้สื่อสารความเป็นตัวเองออกมาให้ชัดเจนที่สุด  เพราะว่าเวลาเราอยู่กัน 2 คน มันจะต้องแบ่งกัน คือเหมือนกับ ว่าเวลาเราคิดอย่างหนึ่ง แต่อีกคนคิดอย่างหนึ่ง มันก็ต้องหาจุดกลางให้ได้ แต่พอได้แยกมาอยู่เดี่ยวๆ แล้ว อยากทำอะไรก็ทำเลย  เรื่องความแตกต่างกันมันก็เป็นปัญหาบ้าง บางครั้งก็มีเถียงกันบ้าง แต่เราก็เคลียร์กันได้  และเมื่อเราจบอัลบั้มเดี่ยวของแต่ละคน

 เราก็ยังกลับมารวมกันได้อยู่ แต่ถ้าถาม ว่าเราทะเลาะกัน จนต้องแยกกันมันเป็นไปไม่ได้ เพราะเราเป็นพี่น้องกัน แต่ที่เราแยกกันทำเพลง เป็นเพราะเราต้องการ ที่จะทำให้แนวทางของตัวเองชัดเจนขึ้น  กอล์ฟกับไมค์ก็มีโปรดิวเซอร์กันคนละคน เพื่อที่แนวเพลงของเราจะได้แตกต่างกัน และมีความโดดเด่นที่ไม่เหมือนกัน  และการแยกกันครั้งนี้ เป็นการตัดสินใจของเราเองทั้งคู่  กอล์ฟคิดมานานแล้ว เพราะว่ากอล์ฟเป็นคนที่อินกับดนตรีมาก เวลาทำเพลงกอล์ฟทุ่มมาก มีอยู่วันหนึ่ง นึกขึ้นได้ว่าอยากคุยกับพี่เขาว่าเราโตแล้ว เราน่าจะมีทางเดินของแต่ละคน ที่เราเดินแยกกันไป แต่วันหนึ่งเราก็กลับมาเจอกันได้อีก ซึ่งในระหว่างทางแยกนั้น เราจะได้โชว์ความเป็นตัวเราแบบเต็มๆ  และพวกพี่ๆ ที่กอล์ฟปรึกษาเขาก็เข้าใจ ว่าต่างคนต่างก็โตขึ้นแล้ว

**พอไปบอกกับไมค์เรื่องการแยกกันทำเพลง ไมค์มีน้อยใจบ้างไหม
 ไม่มีอะไร เพราะไมค์เองเขาก็อยากทำอะไร ในจุดที่เขาอยากทำ ซึ่งกอล์ฟคิดว่าไมค์เองเขาก็ต้องมีสิ่งที่เขาก็อยากทำเช่นกัน  ส่วนแฟนคลับ ตอนที่ข่าวออกไปแรกๆ พวกเขาก็แสดงความรู้สึกออกมา ว่าไม่อยากให้แยกกัน คือด้วยความที่แฟนๆ เขาติดตามเรามาตั้งแต่เด็กๆ พอถึงวันที่ต้องแยกกัน เขาก็เลยอาจจะรู้สึกเสียใจ เพราะเขาอาจจะนึกภาพไม่ออกว่าเป็นอย่างไร เพราะทุกครั้งที่เขาเห็น จะเห็นทั้งสองคน  แต่พอถึงตอนนี้ที่ผลงานออกมาแล้ว เขาก็ไม่ได้รู้สึกเสียใจมาก เพราะเขาก็เข้าใจ ว่าเขาโตมากับเรา เขาเป็นแฟนคลับตามมาตั้งแต่เด็กๆ เขาก็จะรู้ว่าคนเราโตขึ้นแล้ว จะมีทางเดินของแต่ละคน  จริงๆ แฟนคลับกอล์ฟ-ไมค์ จะป็นแฟนคลับที่ตามกอล์ฟด้วยถึงแม้กอล์ฟจะออกอัลบั้มเดี่ยว และเขาก็ตามไมค์ด้วยถึงแม้ไมค์จะมีอัลบั้มเดี่ยว แต่ที่ได้ขึ้นมาใหม่ คือกลุ่มแฟนคลับที่ตอนแรกอาจจะเฉยๆ กับทั้ง 2 คน แต่พอเห็นงานเดี่ยวแล้วชอบ

**มีคนคิดว่าแนวเพลงยังเป็นเพลงเต้นอยู่ แล้วทำไมถึงต้องแยกกัน
 แนวเพลงที่กอล์ฟทำเป็นแนวเพลงอิเลกโทรนิกส์ อาร์แอนด์บี ถึงแม้เราจะเป็นแนวเพลงเต้นเหมือนกัน แต่เรามีจุดเด่นกันคนละแบบ  เพราะดนตรีมันหลากหลายมาก จึงเป็นไปไม่ได้ ที่เพลงมันจะมาเหมือนกัน นอกจากนั่งทำด้วยกัน แต่จริงๆ แล้ว กอล์ฟกับไมค์แยกกันทำ  ในซิงเกิ้ลกอล์ฟมีส่วนในการเป็นโปรดิวเซอร์  เรียบเรียงดนตรีและทำนอง และก็มีพี่ วัฒน์ ( ธนวัฒน์  สืบสุวรรณ) เป็นเอกซ์เซคคลูทีฟ โปรดิวเซอร์ ดูแลภาพรวม  คอยดูเพลงที่กอล์ฟทำ   อย่างเพลงที่กอล์ฟทำ ส่งไป 3-4 รอบกว่าจะผ่าน

**กดดันไหมกับการออกเดี่ยวครั้งแรก
 ตอนแรกก็กดดัน แต่ตอนหลังๆ เหนื่อย   เพราะต้องทำเพลง และเวลาทำเพลง มันต้องไปมิกซ์เสียง และกอล์ฟก็ทำตั้งแต่หกโมงเย็นถึงตีสาม มันเหนื่อยตรงที่เราต้องคิด ว่าเราจะทำธีมอะไร  จะเขียนเนื้อเกี่ยวกับอะไร  จะทำดนตรียังไงให้เพลงทั้งหมดไปในทางเดียวกัน  แต่ผมก็เตรียมใจมาแล้ว ว่าต้องเจองานหนัก และความตั้งใจจริงของผม คืออยากเป็นโปรดิวเซอร์ตั้งแต่แรกอยู่แล้ว เลยต้องเตรียมตัวให้พร้อม เหนื่อยขึ้นแต่ก็สนุก  ซิงเกิ้ลแรกชื่อ Take Me to Ur Bed   เพลงนี้มีพี่อีกคนหนึ่งเขียนเนื้อให้  เนื้อหาในเพลงจะพูดถึงความฝัน  ถ้าฟังเสียงดนตรีที่กอล์ฟทำ มันจะให้ความรู้สึกเหมือนอยู่ในความฝัน 

**เอ็มวีของเพลงนี้เป็นอย่างไรบ้าง?
 ใช้เวลาถ่ายทำ 2 วัน  ได้ทีมงานจากอเมริกา และในเอ็มวีเพลงนี้ ได้แดนเซอร์จากอเมริกาด้วย ท่าเต้นมันไม่ได้เยอะแยะ แต่ว่าเราแบ่งสัดส่วนกัน มีการดำเนินเนื้อเรื่องด้วย  ต้องลองไปดูกัน

**ความคาดหวัง
 กอล์ฟไม่ได้คาดหวังให้ทุกๆ คนมาชอบ หรือต้องมาบอกว่ามันดีมาก เราแค่คาดหวัง ว่าถ้าเราได้ทำในสิ่งที่เราอยากทำ ได้เป็นโปรดิวเซอร์เพลงโซโลของเราเอง  ได้ทำในสิ่งที่เราชอบ  ใครจะว่ายังไงก็ฟังไว้ แล้วก็นำไปปรับปรุง

**กลัวว่ากระแสตอบรับมันจะน้อยกว่าตอนที่เป็นกอล์ฟ-ไมค์หรือเปล่า
 ไม่ได้คาดหวังถึงขนาดต้องดังเหมือนกับตอนเป็นกอล์ฟ-ไมค์  เอาแค่ทุกวันนี้กอล์ฟเป็นกอล์ฟ  และได้ทำในสิ่งที่เราชอบก็พอใจแล้ว มีเอ็มวีหนึ่งตัวที่ดี  จะมีคนมาชอบเยอะน้อยไม่สำคัญ  ถ้าเราทำสิ่งที่เราชอบออกมาดี มันก็จะดีเอง คนที่ฟังก็จะรู้สึกและเข้าถึงได้ แค่นี้ก็สนุกแล้ว และถ้าทำอะไรที่เราชอบบนความเหนื่อยมันก็โอเค ทุกวันนี้ก็นอนดึก และก็มีตื่นเช้าบ้าง ตื่นสายบ้าง ถ้ามาทำงานต้องตื่นเช้า แต่ถ้าไม่มีงาน ก็ต้องนอนยาว  เพราะกอล์ฟเป็นพวกอิเลกทรอนิกมาก ไม่เล่นเกมก็ทำเพลง  ทำเพลงบางครั้งก็ถึงตี 4 ตี 5  การเล่นเกมสำหรับกอล์ฟคิดว่ามันสามารถสร้างจินตนาการให้เราได้  อย่างเวลากอล์ฟเล่นเกม แล้วมีซาวนด์ในเกมที่กอล์ฟคิดว่ามันเจ๋ง เราสามารถนำมาปรับใช้ได้  และกอล์ฟไม่ค่อยได้ดูทีวี  ส่วนมากจะเล่นอินเทอร์เน็ตมากกว่า ซึ่งกอล์ฟคิดว่าเป็นสิ่งไม่ดี เพราะการได้ดูทีวีบ้าง มันจะทำให้เราทันข่าวสารต่างๆ  แต่ถ้าถามกอล์ฟว่าได้อะไรจากการเล่นเกมและอินเทอร์เน็ต กอล์ฟคิดว่าหนึ่งกอล์ฟได้ผ่อนคลาย  และกอล์ฟก็สามารถหาความรู้เรื่องต่างๆ ได้จากโลกของอินเทอร์เน็ต 

สัมพันธ์ระหว่างพี่-น้อง
**ความสัมพันธ์กับไมค์ตอนนี้เป็นอย่างไรบ้าง
 ปกติ  แต่เมื่อก่อนตอนเป็นกอล์ฟ-ไมค์ เราอาจจะคุยกันน้อย เพราะด้วยความที่เราเป็นผู้ชาย  แต่ถามว่ารู้เรื่องของแต่ละคนไหมว่าเป็นอย่างไร เราทั้งคู่รู้กัน  เพราะอยู่ด้วยกันทุกวัน  แต่ทุกวันนี้เจอกันน้อยลง เพราะว่ามันไม่ได้ทำงานร่วมกันหมายถึงที่เกี่ยวกับเพลง แต่ถ้าไปออกงานคู่กันก็ได้เจอกัน  อยู่ที่บ้านก็เจอกันบ้าง  ได้คุยกันอยู่บ้าง   สำหรับตัวของไมค์ เขาก็ไม่มีอะไรน่าห่วง  เพราะว่าเขาก็โตขึ้นแล้ว เขาก็น่าจะดูแล แทกแคร์ตัวเองได้

 ในส่วนของงานเพลงตอนนี้กอล์ฟกับไมค์ไม่ได้คุยกันเลย   เรามีโปรดิวเซอร์คนละคนกัน และเราก็รู้สึกว่าไม่อยากให้แนวเพลงออกมาเหมือนกัน  เพราะเดี๋ยวก็จะมีคนถามอีกว่าแนวเพลงเหมือนกันแล้วจะออกเดี่ยวทำไม  มันก็เลยต้องแยกกันให้ชัดเจน เหมือนแต่ละคนก็ต้องซุ่ม แต่ซุ่มเพื่อให้งานออกมาดี  แต่พอหลังจากเพลงออกแล้วก็มีคุยกันบ้าง  ส่วนเรื่องส่วนตัว ไม่ค่อยได้ถามกันเท่าไหร่กอล์ฟคิดว่าด้วยความที่เราเป็นผู้ชายด้วยกันทั้งคู่ เลยไม่ค่อยได้คุยกันมาก แต่ถ้าเป็นผู้หญิงอาจจะคุยกันได้ง่ายกว่า

**ในวัยเด็ก กอล์ฟ-ไมค์ สนิทกันแค่ไหน
 คือเรามาแบบแพ็กคู่  อย่างพี่แซน(พิศุทธิ์) กับพี่แบงค์(พิเศษ) ก็มาเป็นคู่  กอล์ฟกับไมค์ จะเป็นอีกคู่หนึ่ง ส่วนน้องสาวก็จะแยกไปคนเดียว   ตอนไมค์เด็กๆ เขาจะเป็นคนละแบบกับแบบนี้ ตอนนี้ไมค์เขาจะดูขรึมๆ แต่ตอนเด็กๆ ไมค์ตลกกว่ากอล์ฟอีก  เขาจะทำหน้า ทำตาให้คนอื่นหัวเราะตลอด แต่เดี๋ยวนี้ไมค์กลายเป็นหนุ่มสุขุม มาดนิ่งๆ ตอนเด็กๆ ไมค์จะดื้อกว่ากอล์ฟ แต่พอมาถึงตอนนี้กอล์ฟจะดื้อกว่า  อาจจะเป็นเพราะกอล์ฟมีจุดยืนที่ชัดมาก เราคิดว่าเรามุ่งไปทางไหน เราก็จะไปทางนั้น  เรามั่นใจในสิ่งที่เราทำ เพราะว่าเราหาข้อมูลมาไว้แล้วว่ามันถูกต้อง 

ตัวตนคนแบบกอล์ฟ
**จริงๆ แล้วกอล์ฟเป็นคนอย่างไร
 กอล์ฟเป็นคนตรงไปตรงมา เวลาทำอะไรก็พยายามเป็นตัวเรามากที่สุด  เวลาอยู่กับพี่ๆ นักข่าว หรืออยู่กับใครก็ตาม จะเป็นตัวของตัวเองมากที่สุด  แต่ข่าวที่ออกมาอาจจะดูแรง อย่าง เจ้าพ่อปาร์ตี้  ไปเที่ยวบ่อย คือด้วยความที่เราโตแล้ว  เราก็ไปได้ เราไปอย่างถูกต้อง บางครั้งที่ไป ก็ไปงานวันเกิดเพื่อน บางทีเราก็ไม่อยากไปด้วยซ้ำ  และจริงๆ แล้ว กอล์ฟไปเที่ยวประมาณ 2 เดือนไปครั้งสองครั้ง แต่อย่างล่าสุดก็ไปแต่ไปกับแดนเซอร์ที่มาจากอเมริกา  เพราะว่าเขาอยากไปดูบ้านเมืองเรา ว่านิยมเพลงแบบไหน และที่กอล์ฟไปก็ไปเต้นอย่างเดียว ไม่ได้ดื่ม  รูปที่ออกมาก็เป็นรูปจากเฟซบุ๊กของเพื่อนๆ ที่เอารูปไปลง และพอเป็นข่าวก็จะออกมาแบบว่าเป็นรูปกอล์ฟสูบบุหรี่ ทั้งๆ ที่จริงๆ แล้วมันเป็นแสงของไฟ  คือเราก็รู้ตัวเอง ว่าแต่ละวันเราใช้ชีวิตอย่างไร  พอมีข่าวที่ไม่เป็นความจริงออกมาบางครั้ง มีสงสัยบ้างว่าทำไมต้องเขียนข่าวแบบนั้น  ทั้งๆ ที่มันไม่ใช่ความจริง  แต่ก็เริ่มชินกับข่าวแล้ว

**วางตัวอย่างไรกับชีวิตในวงการบันเทิง
 กอล์ฟก็คงเป็นตัวของตัวเอง  แต่ก็ต้องระวังในการเป็นตัวของตัวเอง คนคิดไม่ดีกับเราก็มี เขาอาจจะสร้างประเด็นเกี่ยวกับเราขึ้นมาก็ได้  ซึ่งบางครั้ง เราก็เป็นตัวของตัวเองของเราเกินไปหน่อย  ซึ่งด้วยความเป็นตัวกอล์ฟก็เลยไม่ค่อยได้สนใจ  เราก็อยากจะทำแบบคนอื่นๆ ได้บ้าง  อย่างกอล์ฟออกไปข้างนอกบ้านแล้วใส่รองเท้าแตะออกไปก็จะโดนคุณพ่อว่า  แต่เราก็คิดว่าออกไปชิลๆ มันคงไม่ต้องแบบว่าแต่งตัวเยอะขนาดนั้นก็ได้  แต่ผมก็เข้าใจการอยู่ในฐานะนักร้องแล้ว แต่ก็ยังอยากมีชีวิตในมุมที่เป็นธรรมชาติ และเป็นคนธรรมดา

**อยากทำอะไรที่หลุดโลกบ้างไหม
 คือยังไม่ได้คิดไปถึงตรงจุดนั้น  แต่แค่มีความรู้สึกว่า ตอนที่ไปอยู่ที่อเมริกา รู้สึกว่าชีวิตตอนนั้นสนุกมาก  จะไปไหน จะทำอะไรก็ได้ โดยไม่ต้องสนใจใคร เพราะไม่มีใครรู้จักเรา   อยู่เมืองไทยก็มีอึดอัดบ้างนิดหนึ่ง  ในมุมที่อยากจะทำอะไรก็ไม่ได้ทำ  ต้องคอยระวัง  ซึ่งผมก็เข้าใจ แต่ในความเข้าใจนั้น ผมก็เป็นแค่มนุษย์คนหนึ่งที่ควรจะมีชีวิตที่เป็นธรรมดา

**เข้าวงการตั้งแต่เด็ก รู้สึกสูญเสียช่วงเวลาการเป็นวัยรุ่นไปไหม
 บางทีก็รู้สึก เพราะไม่ได้เจอเพื่อนเป็นปี  แต่สิ่งที่เราได้กลับมาคือเราได้หาตัวเองเจอ  เราได้ค้นหาว่าเราชอบทำดนตรี  เรามีความสุขอยู่กับเสียงดนตรี  ไม่ว่าจะเป็นการทำเพลง หรืออะไรที่เกี่ยวกับการทำดนตรี  เราได้ค้นหาตรงนี้เจอ  การที่ได้เข้าวงการมาไม่ใช่เป็นเรื่องที่ไม่ดี  ต้องขอบคุณด้วยซ้ำที่ทำให้ความฝันเราเป็นจริง  ถ้าเราไม่ได้เข้าวงการมา เราไม่ได้ทำเพลง  ไม่ได้เป็นนักร้อง เราคงไม่ได้มายื่นอยู่ตรงจุดนี้  ตรงจุดที่ว่า เราเจอตัวเอง  เราเจอว่าเราอยากทำอะไร  เราอาจจะหลงทางไปทางอื่นได้  อาจจะเป็นเหมือนวัยรุ่นคนอื่น ที่ยังหาตัวเองไม่เจอว่าชอบอะไร  แต่กอล์ฟได้เข้ามาในวงการบันเทิง ได้เจอสิ่งที่ชอบ ผมคิดว่ามันเป็นสิ่งดี  แต่อาจจะต้องระวังในการใช้ชีวิตบ้าง แต่มันก็ไม่ได้หนักเกินไป เราปรับตัวได้แล้ว  มุมมองของผมในวันนี้ คิดว่าโตขึ้นแต่ก็ยังมีมุมที่เด็กอยู่  และก็มีมุมที่เป็นวัยรุ่นปกติ อยากลองผิด ลองถูกบ้าง 

**วงการบันเทิงให้อะไรกับกอล์ฟบ้าง
 ให้แง่มุมในการใช้ชีวิต เพราะว่าจะทำอะไรก็ต้องระวัง  เพราะเป็นคนของประชาชน  อีกอย่างหนึ่งที่กอล์ฟได้มา จากการเป็นนักร้องคือ ทุกวันนี้ตากอล์ฟจะไวมาก  ตากอล์ฟจะวอกแวก มองตลอด เวลาไปไหน มาไหน จะจับว่ามีปาปาราซซีหรือเปล่า  เมื่อวานก่อนมาสัมภาษณ์ก็เจอมา แบบว่ากอล์ฟ นั่งคุยโทรศัพท์อยู่คนเดียวที่ชั้น 3 ก็เห็นคนนั่งอยู่ที่ชั้น2 ทำเป็นนั่งพิงเก้าอี้อยู่ แต่มีกล้องด้วย  พอกอล์ฟเห็น ว่าเขากำลังจะยกกล้องขึ้นถ่าย กอล์ฟก็ลุกขึ้นแล้วโบกมือลาใส่เขา เขาก็เลยถ่ายรูปไม่ได้ 

อัพเดทเรื่องหัวใจ
**ตอนนี้หัวใจเป็นอย่างไรบ้าง
 ช่วงนี้ก็ดี  การเป็นนักร้อง พอจะคบใคร มันก็ทำให้เราวางตัวลำบากเหมือนกัน  เหมือนกับว่าสังคม จะจับจ้องอยู่ตลอด โดนเฉพาะเรื่องความรัก อาจจะมากกว่าเรื่องเพลงด้วยซ้ำ  เราจะถูกจับตามอง ว่าเราคบใคร  แต่ทุกวันนี้ก็วางตัวตามปกติ   กับดิว (อริสรา ทองบริสุทธิ์) คบกันมาจะถึงสองปีแล้ว

**เจอกันได้อย่างไรและประทับใจอะไรในตัวของดิว
 รู้จักกับดิวตอนถ่ายละครเรื่องอุบัติรักข้ามขอบฟ้า  (ชอบเขาตรงไหน?) คงเป็นที่ตา  ตาคมจิกดี และเขาเป็นคนนิ่งๆ  เขาเป็นคนที่ไม่เข้าหาก่อน แต่สำหรับดิว กอล์ฟเป็นคนเข้าไปคุยกับเขาเอง  ประทับใจเขาตรงที่เป็นคนตรง   เขาเป็นคนที่ตรงไปตรงมา  เป็นคนที่ให้กำลังใจที่ดี    ถามว่าดิวเป็นคนแรงไหม เขาก็ไม่ได้แรงอะไรขนาดนั้น  เหมือนกับว่าข่าวก่อนๆ ของเขาที่ออกไป มันเป็นช่วงชีวิตวัยเด็กที่มีการลองผิด ลองถูก  แต่ก่อนกอล์ฟเอง ก็อาจจะเคยทำผิด แต่ว่าไม่มีใครเห็นเท่านั้นเอง  แต่สำหรับดิวอาจจะลองผิดลองถูแล้วมีคนเห็น  คนก็เลยว่าต่อๆ กันไป  ซึ่งจริงๆ แล้ว คนเราตอนเด็กอาจจะทำผิดพลาดไปบ้าง  แต่พอโตขึ้นมาแล้ว คิดได้ว่า เราทำผิดพลาดไป  กอล์ฟว่าคนเรา น่าจะให้อภัยกันได้

**ถึงแม้ว่าดิวจะมีข่าวมากมาย แล้วอะไรที่เป็นจุดที่ทำให้คิดว่ายังคงจะศึกษาดิวต่อ
 เขาก็เป็นผู้หญิงที่โอเคนะ   ลุคแรกที่กอล์ฟมองเขา  กอล์ฟถามเขาว่า กินเหล้า สูบบุหรี่ไหม  ด้วยภาพลักษณ์ของเขาที่เห็น ทำให้กอล์ฟคิดว่าเขาเป็นคนอย่างนั้นแน่นอน  แต่พอรู้จักและคบกันมาไม่มีเรื่องแบบนั้นเลย  ผมก็คิดว่าผู้หญิงแบบนี้มันหายาก  และด้วยความที่เขาดูร้าย และเล่นละครบทร้าย มันก็เลยทำให้คนที่เห็นเขา คิดว่าเขาเป็นคนแรง  แต่ว่าเขาก็ไม่ได้เป็นคนไม่ดี

**ตอนที่มีข่าวออกมาเยอะๆ ได้ให้กำลังใจดิวอย่างไรบ้าง
 กอล์ฟก็ให้กำลังใจ  ถ้าเราทำดี ไปเรื่อยๆ สักวันหนึ่งสังคมก็จะมองเห็นเอง ว่าเราไม่ได้ทำอะไรไม่ดีอย่างนั้น  ทุกวันนี้ก็เจอกันบ่อย  แต่บางครั้งกอล์ฟก็ยุ่งกับเรื่องงานเพลง แต่ก็พยายามหาเวลามาเจอกัน   ตอนนี้กอล์ฟก็ไม่ได้ถือว่าเปิดตัวอะไร  เป็นเหมือนคนทั่วไป กอล์ฟคงไม่ต้องมานั่งบอกว่ากอล์ฟจะเปิดตัวใคร  คิดว่ามันไม่จำเป็น คนเห็น คนเขาก็รู้เอง

**ทุกครั้งที่กอล์ฟมีข่าวกับผู้หญิง ส่วนใหญ่ผู้หญิงจะมีข่าวแรงๆ
 กอล์ฟเรียนรู้เขาในมุมที่เขาเป็นจริงๆ  มันเรียนรู้ไปเองว่าใครเป็นยังไง  แต่ด้วยความที่เขาเป็นคนตรง  ดูแรงๆ นิดหนึ่ง  แต่เขาไม่ได้เป็นคนที่คิดกับใครในแง่ร้าย  เขาเป็นคนขี้สงสารคน ด้วยซ้ำ แต่การที่เป็นคนตรงไปตรงมาในวงการบันเทิง มันก็เลยทำให้ลำบาก   แต่กอล์ฟก็คิดว่ามันขึ้นอยู่กับดวงด้วยนะ เพราะว่าบางคนตรงไปตรงมา แล้วมีคนชอบ บางคนตรงไปตรงมาแล้วคนกลับไม่ชอบ 

**มีข่าวว่าคุณแม่ของกอล์ฟไม่ปลื้มดิว
 จริงๆ มันไม่ได้มีอะไรมากมาย อาจจะด้วยข่าวที่ออกมา  คุณแม่ของกอล์ฟ อาจจะไม่ได้สัมผัสเขาด้วยตัวเอง  และคุณแม่กอล์ฟก็ไม่ค่อยชอบข่าวแบบนี้ด้วยอยู่แล้ว  คุณแม่ก็จะกังวล  ซึ่งกอล์ฟเองก็เคยอธิบายให้คุณพ่อ คุณแม่ฟัง ว่าถึงกอล์ฟอยู่ตรงนี้ แต่กอล์ฟก็เป็นคนธรรมดาคนหนึ่งที่รักในสิ่งที่ดี  เราก็บอกเขาไปว่าเราไม่ได้อยู่บนสังคมที่ไม่ดี  เราอยู่ในสังคมที่ดี เราเจอคนที่ดี  เราก็อยากให้เชื่อในตัวเรา เพราะเราไม่ใช่คนไม่ดี เราทำแต่สิ่งที่ดี
 เขาแหล่ะ..."กอล์ฟ" พิชญะ
          
เรื่อง... "ดวงใจ สอาดจิตต์"
ภาพ... "ภักดี สุขเพิ่ม"