บันเทิง

 ล่ำลาแมงป่องเยอรมันดื่มด่ำแคลปตันโบยบินไปกับพญาอินทรี

ล่ำลาแมงป่องเยอรมันดื่มด่ำแคลปตันโบยบินไปกับพญาอินทรี

25 ก.พ. 2554

ความยิ่งใหญ่ของ "คอนเสิร์ตนอก" นั้น เริ่มต้นจากจุดใดหรือ ?

 เริ่มจากตอนที่ อีริค แคลปตัน มาเล่นที่โรงละครแห่งชาติเมื่อ 33 ปีที่แล้ว หรือเริ่มจากตอนที่ ไมเคิล แจ็กสัน มา "มูนวอล์คเกอร์" ที่สนามศุภฯ...เริ่มจากตอนที่ วง Europe มา Final countdown ที่หัวหมาก หรือเริ่มจากการ "ตั้งไข่" ได้ของ BEC-tero

 จะมีหมุดหมายมาจากต้นทางใดก็ตาม ..ถึงปี 2011 นี้ ธุรกิจคอนเสิร์ตนอก ยังคงเดินทางมาอย่าง "คึกคัก" และ "ครึกครื้น" ก่อให้คนชอบ live concert มีความกระชุ่มกระชวยไปด้วย  ถ้านับเอาพวกแบรนด์เนมแล้วล่ะก้อ..scorpions ชูหางกับโชว์ที่อำลา เป็นการบอกกล่าวว่า ไม่มีอีกแล้ว เพราะมาราวๆ 5-6 ครั้งแล้ว

 แมงป่องจากเยอรมัน เป็นที่จดจำของคนไทยจากเพลงร็อกที่สับคอร์ดหนักๆ เล่นปิคกิ้งสวยๆ และตบท้ายด้วยไม้ตายของทุกอัลบั้ม ที่จะต้องมีเพลงบัลลาดเอาตาย ไม่ต้องบอกให้หมด หรือยกตัวอย่าง หลายคนก็ไม่มีใครลืม holiday, always somewhere, still loving you, you and i มาจนถึงเพลงที่มีสเกลกว้างขึ้นพวก wind of change

 ผมเคยดู scorpoins มาเล่นในบ้านเราอยู่ 3 ครั้ง โดยปกติ การไล่เพลงของพวกเขาจะเริ่มจากเพลงช้า และจบอีกทีที่เซกชั่นสุดท้าย โดยใช้โชว์พวกโซโล่กับเพลงสับคอร์ดไว้ในช่วงกลาง โครงสร้างในการโชว์ของแมงป่องนามนี้ ไม่มีเสน่ห์ที่การด้น แต่จะสนุกที่ความหนักแน่นของภาพดนตรี

 ทว่า เมื่อมาถึงคอนเสิร์ตอำลาที่ผ่านไป พวกเขาเล่นเพลงตั้งแต่ยุคแรก พวกเฮฟวี เมทัลเน้นบีทหนักๆ โดยใช้โปรดักชั่นพวก lighting ขับเสริมบรรยากาศ ผมยอมรับว่าเสียงของแมงป่องชราไม่เคยตก แต่ระบบเสียงของแมงป่องครั้งนี้ มีข้อด้อยที่ความไม่กลมกลืนของภาพรวม เสียงของกีตาร์ออกมากกว่ากลองและคียบอร์ด และการต่อเพลง ดูไม่เนียนเหมือนครั้งก่อนๆ

 ข้อด้อยที่ว่านี้ เมื่อเล่นเพลงช้าจะเห็นชัดมากกว่าเล่นเพลงเร็ว (ซึ่งถูกกลบเกลื่อนด้วยสีสันของ lighting) แต่สิ่งที่ดีคือ สปิริตในการชักชวนให้แฟนๆ ซึ่งแม้ไม่เต็มในฮอลล์มามีส่วนกับเพลง ทำออกมาได้น่าพอใจไม่น้อย สิ่งที่ดูจะมีเพิ่มขึ้นในคอนเสิร์ตนอกปีนี้ก็คือ ลูกเล่นในการเซต events on ground ในงานมีมากขึ้น ตัวอย่างง่ายๆ ก็คือ โชว์ของ 2 ขาใหญ่ไซส์ XXXL ในครึ่งเดือนหลังของกุมภาพันธ์ที่ถึงคิวของ BEC-tero บ้าง กับ แคลปตัน และ the eagles

 อีริค แคลปตัน เคยเป็นที่คลั่งไคล้ของวัยรุ่นอังกฤษมาก ถึงขนาดมีสเปรย์ไปพ่นสีตามกำแพงในลอนดอนว่า Clapton is God ! ชื่อ clapton มาจากนามสกุลของ "ผัวยาย" คนแรก และเขาโตมากับการไม่ได้อยู่กับพ่อแม่ เพลงที่เจ้าของฉายานาม slowhandclap นำมาเล่นเมื่อคืนวันที่ 16 กุมภาพันธ์นั้น มีสองส่วนคือ ภาคดุดันกับคลาสสิก เรียกเสียงปรบมือเป็นระยะๆ จากแฟนๆ ที่เป็นพวก "คอ" และ "คอร์" ขนานแท้ กีตาร์สีฟ้าขาวของ แคลปตัน ให้ความรู้สึกนุ่มนวล เหมือนที่เขาสลับกีตาร์ สร้าง feeling ให้กับแต่ละเพลง มีทั้งนุ่มนวลและหนักแน่นรุนแรงแบบบลูส์ร็อก โชว์ของ แคลปตัน โดดเด่นที่การคุมโทนต่างๆ ให้อยู่ในทิศทางเดียวกัน ไม่โดดไปมา

 จะบอกว่านี่เป็นโชว์ที่ต้องการการฟังละเลียด มากกว่าเต้นแรงเต้นกาก็คงจะใช่ ฟีลของเพลง layla เรียกการร้องคลอของแฟนๆ อย่างจริงจังเป็นเพลงแรก จากนั้น ตามด้วยการเปิดช่องอิมโพรไวส์ กลับไปหาเพลงในยุค derek แคลปตันทิ้งช่วงเวลาให้เขาได้ด้นกับแบ็กอัพในช่วงกลาง เลี้ยงอารมณ์ของงาน วิธีการแบบนี้ มีข้อดีที่สายคลาสสิกทางยุโรปชอบทำคือ แม้จะไม่ได้เล่นเพลงที่ "คุ้น" มากมาย แต่มันโอบอุ้มให้คนดู อยู่กับ feeling ของเพลง

 เรื่องที่สะดุดตาก็คือ การใช้มัลติมีเดีย ที่เกือบจะเป็น exotic art มาขับเน้นอารมณ์ของเพลงอยู่ข้างหลัง รูปแบบเดียวกันถูกใช้อีกครั้ง เมื่อมาถึงโชว์ที่หลายคนรอคอย อาจจะเรียกว่าเป็น live ที่ใหญ่สุดในช่วงต้นปี นั่นคือ การ landing อีกครั้งของ the eagles หลังจากเคยบินโฉบมาเมื่อปี 2004

 แอนดรูว์ วอห์น เคยเขียนไว้ในหนังอัตชีวประวัติของวง ว่า "ถ้า the beatles ให้ sound ของยุค 60's ..the eagles ก็คือผู้สร้าง sound ของยุค 70's"

 มีคนบอกว่า พวกขาใหญ่ของจริงนั้น ถึงเวลาโชว์ไม่ต้องมีฟอร์มมาก พอ 20.15 น.วันที่ 20 กุมภาพันธ์ พวกเขาก็ออกมาเริ่มคอนเสิร์ตอย่างง่ายๆ hotel california มาเร็วกว่าที่คิด ไม่ต้องบอกว่าจบเพลงนี้ แฟนๆ โห่ร้องแค่ไหน ระบบเสียงของ อีเกิลส์ ดีมาก (หลังจากปรับ sound กันอยู่ 2 เพลงแรก) พญาอินทรีที่สร้างตัวมาจากอดีตนักดนตรีมือดีของบ้านนอกในอเมริกา เซตเพลงแบบสองส่วน คือร็อกกับอะคูสติก

 โชว์ของพวกเขาบอกได้อย่างหนึ่งว่า the eagles ไม่เพียงแต่มีความเข้าใจในเพลงตัวเองสูงเท่านั้น พวกเขายังแตกฉานในการสร้างดนตรีที่จะอยู่กับคนฟังไปตลอด พ้นจากนี้ ยังมีความเป็น entertainer พอหอมปากหอมคอจาก ทิโมธี สมิท และ โจ วอลช์  ..ผมชอบช่วงกลางที่เป็นเซคชั่นอะคูสติก บล็อกกิ้ง ดิมไฟและซาวน์ด ทุกอย่างลงตัว สวยงาม เมื่อบวกกับงานโปรดักชั่น พวกมัลติมีเดีย ที่ให้ภาพเล่าเรื่องการเดินทางของพวกเขา สอดคล้องไปแต่ละเพลง คนที่อยู่ในอิมแพ็ค จึงค่อยๆ เข้าใจคอนเซ็ปต์แต่ละเพลง ที่สร้างขึ้นมา  ใน 3 คอนเสิร์ตนี้ พญาอินทรีเป็นโชว์เดียวที่มีพักครึ่ง เริ่ม 20.15 ไปจบ 23.15 น.

  การเรียงเพลงของพวกเขา คล้ายๆ ตอนทีไปเล่นที่ออสเตรเลียเมื่อ 6 ปีก่อน ขึ้นต้นด้วยเพลงใหญ่ hotel california และจบลงส่งคนดูด้วยเพลงปลอบโยนอย่าง desperado ไม่ต้องบอกก็ควรจะรู้ว่า พวกเขาไม่ควรหยุดทัวร์ของตัวเอง...แม้ปีกจะเหี่ยวไปบ้าง แต่สายลมและสายตา ยังแหลมคม

 อีกสิ่งที่อยากชื่นชมคือ สีสันของงานด้านนอก ไม่ว่าจะเป็นกีตาร์จิ๋วหรือปิ๊กกีตาร์ ..การเล่นคอนเสิร์ตเรียกน้ำย่อยก่อนงาน ทุกอย่างที่ว่ามาบอกแฟนเพลงอย่างหนึ่งว่า..

 "การเป็นตำนานของอะไรสักอย่างนั้น เขาเป็นกันตลอดชีวิต.." และไม่ใช่แค่ "บ้านทุกๆ 6 หลัง จะมีอัลบั้ม hotel california" เท่านั้น

 แต่..เวลาทุกๆ วันนับจากยุค 70's  ต้องมีคนร้องเพลงของพวกเขา ในที่ใดที่หนึ่ง

 Yes, The Eagles can Rock !


นันทขว้าง สิรสุนทร