
คมเคียวคมปากกา - เรื่องเล่าจากแดนประหาร
เขียนต้นฉบับวันอังคารที่ ๒๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๔ แรม ๔ ค่ำ เดือนสาม
นำพารำพึงรำพันไปแถว “ภูมิซรอล” ศรีสะเกษ ชายแดนไทย-กัมพูชา ศุกร์สองศุกร์ เรื่องยังไม่จบ สถานการณ์ยังไม่สิ้น รวมทั้งการชวนพูดคุยเรื่องความหมายของ “ภูมิซรอล” หรือ “โดนเอาว์” ก็ยังไม่ยุติ ด้วยมีแง่มุมความหมายหลากหลายทาง มีจังหวะที่เหมาะสมคงได้ว่ากันอีกครั้ง เปลี่ยนบรรยากาศ...ขอนำพาไปยัง “บางขวาง” สักหน่อย อันว่าชื่อ “บางขวาง” ที่แถวท่าน้ำนนทบุรีนั้น ยังมี “วัดบางขวาง” ด้วย แต่คนมักไม่ค่อยได้คิดถึง พอได้ยินชื่อ “บางขวาง” ก็มักคิดถึงแต่ “คุกบางขวาง” นั่นแหละครับ ผมได้เข้า “คุกบางขวาง” และออกมาแล้ว
ประมาณปลายเดือนที่แล้วนี่แหละครับ ผมได้ต้อนรับปีใหม่ ๒๕๕๔ ด้วยกิจกรรมท้าทายอีกระดับ ออกกิจกรรมค่ายมาหลายค่าย ค่ายครู ค่ายนักเรียน ค่ายนักศึกษา ค่ายนักเขียน ค่ายอะไรสารพัด ปัตตานีก็ไปมาแล้ว นราธิวาสก็ไปมาแล้ว ครั้งนี้ต้องไป “ค่ายบางขวาง” ทั้งยังเป็น “ค่ายแดนประหาร” อีกต่างหาก
ประสาคนธรรมดาย่อมรู้สึกกลัว สำหรับคำว่า “เรือนจำ” หรือ “คุก” แล้ว คนอยู่ข้างนอกอย่างเราคงได้แต่จินตนาการไปตามหนังสือที่เคยอ่าน หรือภาพยนตร์ที่เคยชม แต่พิเคราะห์ดูลักษณะท่าทีของกิจกรรมและกลุ่มผู้เชิญ ความน่ากลัวก็คลี่คลายลงเป็นลำดับ กระทั่งได้ไปยืนอยู่หน้ากระดานดำในฐานะครู ต่อหน้าผู้ต้องขังร่วม ๓๐ ชีวิต ผู้ถูกเบิกตัวมาในฐานะนักเรียน (บางคนเดินไปมาตามปกติ บางคนมีโซ่ตรวนที่ข้อเท้า) จากช่วงเช้าถึงช่วงบ่าย มิตรภาพในฐานะเพื่อนมนุษย์ต่างชะตากรรมก็ก่อตัวขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ เกิดความไว้วางใจใกล้ชิด ทั้งเข้ามาขอลายมือชื่อและบันทึกภาพร่วมกัน บางคนก็เข้ามาเล่าเรื่องส่วนตัวให้ฟัง บอกว่ามาจากจังหวัดไหนบ้าง บอกว่าคิดถึงลูกถึงเมียบ้าง มีบางเรื่องจากบางคนที่ผมฟังแล้วอึ้ง เขาเคยอยู่ในวงการบันเทิง รู้จักหลายบุคคลที่ผมเอ่ยชื่อ แต่ในที่นี้ขอสงวนบางข้อมูลที่ฟังมา มิอาจเล่าละเอียด ด้วยดูเหมือนเขาจะพอใจและรับสภาพความเป็นเขานานหลายปีแล้ว “ไม่กี่ปีก็ไปแล้ว” เขาบอก
เพื่อนเข้า “ค่ายบางขวาง” ของผมอีกคนคือ ศักดิ์สิริ มีสมสืบ เดิมทีจะมี เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ ด้วย แต่ท่านไม่สบายจึงเลื่อนจะเข้าไปในวันหลัง ผมนั่งรถไฟจากขอนแก่น “พี่ไวท์” ขัยรถยนต์จากชัยนาท เรานัดพบเช้ามืดที่สถานีรถไฟดอนเมือง ไปอาบน้ำที่บ้านเพื่อน “พี่ไวท์” ใน “ซอยคนรวย” เยื้องๆ “วัดกู้” ปากเกร็ด ก่อนจะไปเข้าคุกบางขวาง คนติดตลกอย่าง “พี่ไวท์” มิวายหยอกเพื่อนหยอกตัวเองเล่นประมาณให้ขำๆ คลายกังวล “คอยดูกวีสองคนกลายเป็นข่าวหน้าหนึ่งนะ นักโทษจี้จับตัวเป็นตัวประกัน”
ครับ ไม่มีอะไรต้องเป็นเช่นนั้นดอก นี่เป็นโครงการที่ออกแบบวางแผนไว้ล่วงหน้า ดำเนินงานมาแล้วหลายเดือน ในชื่อ “โครงการเรื่องเล่าจากแดนประหาร” โดย โครงการกำลังใจ ในพระดำริพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา ร่วมกับ เครือข่ายพุทธิกา (องค์กรที่ส่งเสริมการนำธรรมะมาประยุกต์ใช้ในชีวิตอย่างสมสมัยและเพื่อฟื้นฟูพระพุทธศาสนากลับมามีคุณค่าต่อสังคม เครือข่ายประกอบด้วยสมาชิก ๙ องค์กร ได้แก่ มูลนิธิโกมลคีมทอง, มูลนิธิเด็ก, มูลนิธิพุทธธรรม, มูลนิธิสุขภาพไทย, มูลนิธิสานแสงอรุณ, มูลนิธิสายใยแผ่นดิน, มูลนิธิเมตตาธรรมรักษ์, เสมสิกขาลัย และ กลุ่มเสขิยธรรม)
ประธานเครือข่าย ก็คือ พระไพศาล วิสาโล พระภิกษุนักเขียน ผู้ได้รับ “รางวัลศรีบูรพา” และ “รางวัลอมตะ”
โครงการนี้ดำเนินงานมาแล้วตั้งแต่ปลายปี ๒๕๕๓ โดย พรทิพย์ ฝนหว่านไฟ และ วีระศักดิ์ จันทร์ส่งแสง เป็นผู้ประสานงาน สำหรับที่ปรึกษาโครงการ เอ่ยชื่อเป็นต้องรู้จักในฐานะนักเขียนสารคดีมืออาชีพ เธอเข้าออกคุกบางขวางขนาดตบไหล่ตบหลังผู้ต้องขังเล่นได้ในฐานะลูกศิษย์ เพราะเธอกลายเป็นครูในแดน ๑๔ แดนแห่งการเรียนรู้ เธอคือ อรสม สุทธิสาคร ศิลปินศิลปาธร สาขาวรรณศิลป์ ปี ๒๕๕๒
ศักดิ์สิริ มีสมสืบ กับผม ก็ได้ทั้งสามคนที่เอ่ยชื่อมานั่นแหละ พาตัวเข้าไปได้ ชนิดต้องฝากกระเป๋า ฝากเงินทุกบาททุกสตางค์ไว้ในลิ้นชัก ผ่านประตูสีทองบานใหญ่ ผ่านจุดตรวจค้น ผ่านการลงชื่อ หลายขั้นหลายตอน และก่อนหน้าพวกผม ก็มีครูท่านอื่นๆ เข้าไปปูพื้นฐานก่อนแล้ว อาทิ พระไพศาล วิสาโล, ณัฐฬส วังวิญญู, วิวัฒน์ พันธวุฒิยานนท์, ดร. บัญชา ธนสมบัติ, ประมวล เพ็งจันทร์ ฯลฯ
“ชีวิตนักโทษในแดนประหาร อาจเป็นภาพที่น่าหวาดกลัว สิ้นหวัง ไม่น่าเฉียดกรายเข้าใกล้ ในความรู้สึกของคนทั่วไป...”
โครงการนี้เกริ่นนำไว้เช่นนั้น ครับ ศุกร์หน้าผมจะพาไปสัมผัสมวลความหวังที่ยังไม่สิ้น!
"ไพวรินทร์ ขาวงาม"



