
มองนอกดูใน - กัลยาณมิตรจากแดนไกล
ในช่วงวันมาฆบูชาที่ผ่านมา นอกจากเสถียรธรรมสถานจะเปิดบ้านต้อนรับผู้เข้าร่วมปฏิบัติธรรมที่มาใช้เวลา 4 วัน 3 คืนอยู่กับลมหายใจของตัวเองในโครงการศิลปะการพัฒนาชีวิตด้วยอานาปานสติภาวนากว่า 500 ชีวิตแล้ว ในท่ามกลางบรรยากาศของนิทรรศการชีวิต ว่าด้วยรัก...หัวใจผู
คนแรกคือ ฮง เชม ผู้มอบองค์พระอารยตารามหาโพธิสัตว์กลับบ้าน ซึ่งเดินทางจากประเทศแคนาดาเพื่อมาร่วมพิธีมหาพุทธาภิเษกเททองหล่อพระอารยตารามหาโพธิสัตว์เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา เธอได้ร่วมแบ่งปันเรื่องราวเกี่ยวกับองค์พระอารยตารามหาโพธิสัตว์แก่เพื่อนผู้ปฏิบัติไว้ว่า
“องค์ตารานี้มีชื่อเรียกเฉพาะว่าสัมมายา ครั้งแรกที่ได้พบ พระองค์มีฝุ่นเกาะมากมาย และถึงแม้ว่าพระวรกายจะเป็นสีดำและมีฝุ่นเกาะมากมายแค่ไหน แต่พระองค์ท่านก็ยังส่องแสงเป็นประกาย ทำให้ดิฉันรู้สึกประทับใจมาก และเมื่อดิฉันนำพระองค์กลับมาที่บ้าน ก็รู้สึกทันทีว่าพระองค์ไม่ควรเป็นสมบัติของใครคนใดคนหนึ่ง แต่ควรจะอยู่ในที่สาธารณะที่คนทั่วไปจะสักการะได้ สัมมายาที่เป็นชื่อของพระองค์นี้เป็นชื่อเดียวกับสยาม ซึ่งเป็นชื่อเก่าของประเทศไทย
โดยอดีตย้อนไปในสมัยก่อนหน้านี้ บริเวณนี้เป็นพื้นที่ที่มีการสักการะพระองค์อย่างกว้างขวาง สัมมายาเป็นสัญลักษณ์ของการออกไปช่วยเหลืออย่างไม่เกรงกลัวสิ่งใดๆ นั่นคือที่มาของเท้าที่พร้อมจะก้าวออกไปข้างหน้า และก็เป็นสัญลักษณ์เฉพาะของพระองค์ในเรื่องของความไม่เกรงกลัวใดๆ พระองค์จะได้ยินเสียงร้องขอความช่วยเหลือของโลกเสมอ ดังนั้นพระองค์จึงเป็นสัญลักษณ์ของความเมตตากรุณาที่จะช่วยเหลือสรรพสัตว์ทั้งหลาย ถ้าเทียบกับในพระสูตร ความรักของพระองค์เปรียบเสมือนความรักของแม่ที่มีต่อลูก ซึ่งเป็นความรักที่ปราศจากเงื่อนไข ทุกคนที่ได้มาเยือนเสถียรธรรมสถานนับว่าโชคดีมาก เพราะท่านแม่ชีมีความเป็นแม่ที่ดูแลตั้งแต่เด็กเล็กๆ จนบางครั้งเข้าสู่วัยชราแล้วก็เป็นยังเป็นลูก...เป็นลูกศิษย์ได้...
“การที่ดิฉันได้มีโอกาสเดินทางมาที่นี่นับเป็นความโชคดีและรู้สึกกตัญญูอย่างเต็มเปี่ยม เพราะมิได้เห็นเพียงพระอารยตารามหาโพธิสัตว์ที่งดงามส่องสว่างอยู่ท่ามกลางสาธารณชนเท่านั้น แต่ยังได้เห็นงานของท่านแม่ชีศันสนีย์ที่ทำมาตลอด 24 ปีที่ผ่านมา ซึ่งเมื่อ 24 ปีที่แล้วที่นี่เป็นผืนดินที่แห้งแล้งและไม่มีอะไรเลย ดิฉันหวังเป็นอย่างยิ่งว่าที่นี่จะเป็นที่ที่พระพุทธศาสนาจะเติบโตสืบไป และขออวยพรให้ท่านแม่ชีมีสุขภาพที่สมบูรณ์แข็งแรง เพื่อท่านจะได้ขับเคลื่อนวงล้อแห่งธรรมจักรนี้ต่อไป”
และคนที่สองคือ วิชชา ราว นักร้องหญิงชาวอินเดีย ซึ่งเสียงของเธอก่อให้เกิดแรงกระเพื่อมขึ้นในโลกมากพอสมควร วิชชาฝึกฝนการร้องเพลงจาก ท่านรินโปเช จัมยัง เคนเซ (Jamyang Khyentse Rinpoche) ซึ่งเป็นศาสตร์ที่เกือบจะสูญหายไปแล้วจากประเทศอินเดีย การมาเยือนเสถียรธรรมสถานของวิชชาในครั้งนี้ก็เพื่อนำเสียงของเธอมารับใช้พระพุทธองค์ ก่อนที่จะได้ยินเสียงอันทรงพลังของเธอ วิชชาได้กล่าวกับชุมชนของเราว่า
“ขอขอบคุณท่านแม่ชีศันสนีย์และเสถียรธรรมสถานที่ทำให้ดิฉันได้มาอยู่ ณ ที่นี้ ดิฉันรู้สึกเหมือนได้กลับมาบ้านอีกครั้งหนึ่ง เพราะในการเดินทางของจิตวิญญาณนั้น เมื่อไรที่เราได้มาใช้ชีวิตร่วมกัน เมื่อนั้นก็เปรียบเหมือนเราเป็นครอบครัวเดียวกัน ในวันนี้ดิฉันจะสรรเสริญคุณของพระรัตนตรัย และการอธิษฐานจิตของพระโพธิสัตว์ ซึ่งการอธิษฐานจิตของพระโพธิสัตว์นั้น มีบทหนึ่งที่กล่าวว่าคำสอนเพียงน้อยของพระพุทธองค์ก็สามารถทำให้เราเห็นทาง และเมื่อเราปฏิบัติตามคำสอนนั้น เราจะสามารถเดินไปในทางที่ถูกต้องได้ รวมทั้งตราบใดที่คนบนโลกยังคงมีความทุกข์ พระโพธิสัตว์จะยังคงอยู่เพื่อพาผู้คนเหล่านั้นให้พ้นทุกข์”
จากนั้น แน่นอนว่าเสียงของ วิชชา ราว ได้สะกดคนทั่วทั้งลานโพธิ์ให้นิ่งฟังเธออย่างดื่มด่ำ ซึ่งก็ทำให้ข้าพเจ้าหวนระลึกถึงคำพูดของเธอเมื่อครั้งได้สนทนากันว่า
“ฉันเชื่อว่าแม้การมอบบทเพลงถวายพระพุทธเจ้าและพระอารยตารามหาโพธิสัตว์ รวมทั้งการแบ่งปันการร้องเพลงของฉันให้แก่ผู้อื่นจะเป็นเพียงสิ่งเล็กน้อย หากก็เป็นสิ่งหนึ่งที่สามารถช่วยบรรเทาทุกข์ให้แก่สรรพสัตว์ทั้งหลายได้”
ธรรมสวัสดี
"แม่ชีศันสนีย์ เสถียรสุต"



