
คมเคียวคมปากกา - เขาต่างคลอดจากครรภ์ของท้องทุ่ง
เขียนต้นฉบับวันจันทร์ที่ ๖ เมษายน ๒๕๕๒ ขึ้น ๑๒ ค่ำ เดือนห้า วันจักรี
กว่าหนังสือพิมพ์วางแผง ก็วันที่ ๙ และวันที่ ๑๐ ใกล้วันสงกรานต์เข้าไปอีก แต่ระหว่างนั้น ดูเหมือนผีบ้านผีเมือง ตลอดจนพระสยามเทวาธิราช อาจต้องมีภารกิจท้าทายยิ่งจากฝูงชนคนไทยหลายทิศทางอุดมการณ์ สงกรานต์ปีนี้ หรือต้องรดน้ำดำหัวกันด้วยน้ำลาย น้ำเลือด น้ำตา?
ครับ ศุกร์ก่อนเล่าเรื่องคนบ้านนอกในแบบ “เขาร้องเพลงลูกทุ่งให้เมืองฟัง” แล้วเกริ่นเพลง “ร้องไห้ปลายนา” ของ รังษี เสรีชัย ดูเหมือน เอกชัย ศรีวิชัย ก็เคยร้องเพลงนี้ ขอวิสาสะหยิบกลอนตัวเองมาให้อ่านสักครั้ง พอจบท่อนเพลงดังกล่าวแล้ว กลอนก็ว่า
“เขาร้องเพลงลูกทุ่งให้เมืองฟัง เมืองจะยังฟังเพลงของเขาไหม เพลงเศร้าของเขาเร้าใจ ยากไร้ยังร้องเพลงรัก เพลงรักของเขาเศร้าสะทก เสียงจากทรวงอกสะอื้นกระอัก ลูกคอล้อคำคึกคัก ลำเค็ญเสียนักหนอสัญญา สัญญาปลายนากับน้อง พี่ป่ายน้องป้องน้องว่า มือไวใจไวไยหนา หน้านาปีนี้น้ำดี ปลูกข้าวหาปลาหาผัก เรื่องรักน้องยังรักพี่ เรื่องปากเรื่องท้องตรองที อีกปีรอหน่อยเป็นไร อีกปีกี่ปีนี่ละหนอ สัญญาต้องรอนานไหม กี่ปีน้องหนีพี่ไป ดอกข้าวตรอมใจแล้วเอย”
ต่อด้วยเพลง “รอทั้งปี” ของ ศรชัย เมฆวิเชียร
“เคยจับเคียวเกี่ยวคู่กัน น้องลืมวันเคยสุขสันต์เริงร่า ถึงคราวมีงานสงกรานต์บ้านเรา เคยชื่นอุรา เคยตักบาตรร่วมขันเคียงคู่กันมา สงกรานต์เดือนห้า ขวัญตาอยู่ไหนกัน”
ตัดมาที่กลอนอีกบท และเพลงอีกท่อนจาก “พรุ่งนี้พี่จะร้องไห้” ของ เสรีย์ รุ่งสว่าง
“เขาร้องเพลงลูกทุ่งให้เมืองฟัง ดึกแล้ว เมืองยังไม่หลับใหล ข้างถนน - เชิงสะพาน ผ่านไป ฟังซิใคร ร่ำไห้ทวงสัญญา”
“ขายข้าวตั้งเก้าเกวียนกว่า สร้างหอรอท่า น้ำตาเปื้อนหมอน เรือนหอบ้านป่า ไม่ปรารถนาแนบนอน เจ้าผินบินร่อนไปนอนเตียงทอง”
กลอนยังย้ำซ้ำอีกว่า “ฟังซิใคร ร่ำไห้เป็นเพลงนา”
ครับ ตอนนั้นประมาณปี ๒๕๓๘ ชีวิตในฐานะคนบ้านนอกคนหนึ่ง ถือว่ากำลัง “นิราศเมือง” อย่างเข้มข้น เข้าใจเมืองก็มาก หลงเมืองก็ไม่น้อย เห็นชาวนาผู้เคยเป็นเมธีแห่งท้องทุ่ง ทิ้งเคียวขึ้นสนิมไปเป็นขอทานโง่งมตามสะพานลอย เห็นคนหลายสขาอาชีพ ไม่ว่าจะเป็นนักมวย นักร้อง นักแสดงตลก ตัวประกอบหนัง คนงานก่อสร้าง คนขับสามล้อ คนขับแท็กซี่ คนขายไอติม คนขายล็อตเตอรี่ คนขายบริการทางเพศ เด็กเสิร์ฟ กุ๊กร้านอาหารฝรั่ง กุ๊กร้านอาหารจีน กุ๊กร้านอาหารญี่ปุ่น คนขายลาบข้างถนน และอีกสารพัดชีวิต ที่เขาและเธอนั้นคือ ลูกหลานชาวนา
สิบกว่าปีผ่านไป โลกเปลี่ยนไปไม่น้อย เมืองและชนบทแบบไทยๆ ก็เปลี่ยนไปด้วย บางอย่างเปลี่ยนรูปแบบแต่ย้ำซ้ำในเนื้อหาของทุกข์สุข ฝันถึงความรวยแต่ยังยากจน อยากมีหน้ามีตาแต่ยังถูกเอารัดเอาเปรียบ บางอย่างเปลี่ยนไปแบบพลิกหน้ามือเป็นหลังเท้า คำคู่ขัดแย้งทางสังคมและชีวิตแบบ “เสียงแคนจากแมนชั่น” เริ่มปรากฏถี่ขึ้น อาทิ “บ้านทุ่งไฮเทค” “บ้านนอกโรแมนติก” “หมู่บ้านแอโรบิก” “อยากมีผัวฝรั่ง” หรือกระทั่ง “พบเธอที่เยอรมัน”
ไอ้หนุ่มบ้านนาผู้ “น้ำตาเปื้อนหมอน” เฝ้ารออีสาวผู้เป็น “ขวัญตา” แบบข้ามเดือนข้ามปีนั้น ไม่น่าจะมีแล้ว ว่ากันว่าเดี๋ยวนี้ ไอ้หนุ่มกับอีสาวก็นัดพบกันในเมืองหลง เพื่อกิ๊กๆ กั๊กๆ กัน
หลังสงกรานต์พบกัน ขอให้น้ำเย็นชโลมใจ อย่าต้องฉิบหายกันไปข้างเลย...เจ้าประคุณ…
"ไพวรินทร์ ขาวงาม"



