
Love and Other Drugs อาการแข็งตัวและล่มปากอ่าวของหนัง
เทียบกับหนังรักสุขๆ โศกๆ ที่ฉายเข้าก่อน อย่าง No Strings Attached และ Blue Valentine แล้ว Love and Other Drugs เป็นรองทุกส่วนตั้งการนำเสนอของโปสเตอร์, การใช้ตัวละคร, พล็อตเรื่องที่ได้รับอิทธิพลมาจากหนัง comedy ยุคก่อนๆ
ไปจนถึงการใช้ “สถานการณ์” ที่คาดเดาได้แต่เมื่อคำนึงถึง “สาร” หรือ message ของหนังแล้ว
มันไม่ขี้เหร่จนเกินไปแถมยังมีความน่าสนใจไม่แพ้คู่รักใน No Strings Attached ที่ถ้าคิดไปคิดมา ตัวละครสองคู่ของหนังสองเรื่องนี้ มีจุดร่วมที่เหมือนกันคือ การสร้างความสัมพันธ์ในแบบ “เอากัน” แต่ไม่ต้องมี “ข้อผูกมัด”
คำว่าเอากันหรือมีเซ็กส์นั้น สะท้อนร่วมกันในสิ่งที่เป็นวัฒนธรรมใหม่มา 2-3 ปี นั่นก็คือ friends and benefit ซึ่งปูทางในหนังมาเรื่อยๆ นับจาก friends with benefit มาจนถึง No Strings Attached และเรื่องนี้ ซึ่งไม่ใช่ตรงๆ แต่มันก็เป็นการนำเสนอ ในแบบไม่ต้องมีพันธะใดๆ (เราจึงเห็นทั้ง แม็กกี้ และ เจมี่ ไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยในการร่วมรักใดๆ)
แม็กกี้ (แอน แฮทธาเวย์) เป็นสาวอารมณ์ศิลปินที่รักอิสระ เธอมองโลกแบบหนึ่ง มันไม่ใช่โลกที่สวยหรือฟุ้งไปทั้งหมด ความรักของเธอยังคงติดดิน แต่ถึงติด ก็มีเงื่อนไขสำหรับผู้ชายที่เข้ามา ส่วน เจมี (เจค กิลเลนฮาล) เป็นเสือผู้หญิงที่เปลี่ยนงานมาเรื่อยๆ อาชีพล่าสุดคือ เซลส์แมนขายยา จริงๆ อาชีพนี้ไม่สนุกหรอก แต่มันไม่ราบเรียบเพราะเขาหาคู่นอนเอาจากหน้าที่การงาน (เหมือนหมอในหนังที่บอกกกับคนดู)
เมื่อทั้งสองคนพบกัน ในเดทแรก ฝ่ายสาวก็ชักชวนไปนอนกันทันที เพราะเธอคิดว่าฝ่ายชายเองก็อยากอยู่แล้วและจะไปรอเวลาอะไรทำไม
เมื่อหนังเดินหน้าอย่างรวดเร็ว คนดูก็พอจะเข้าใจ แม็กกี้ ว่าที่เธอไม่ต้องการมีพันธะเพราะเป็นโรคอัลไซเมอร์ในระดับอ่อนๆ ที่ต้องรุนแรงในวันหนึ่ง และถึง เจมี รู้สึกรักขึ้นมาแล้ว เงื่อนไขนี้ก็จะยังคงอยู่
ข้อดีอย่างหนึ่งของหนังเรื่องนี้ที่ผมชอบก็คือ มันชักชวนให้เราเข้าไปรับรู้เรื่องธุรกิจยา อำนาจของยาและการตกเป็นทาสของยา “เจมี” ประสบความสำเร็จกับการขายไวอะกร้า จนกลายเป็นปรากฏการณ์ ถึงขั้นก้าวไกลในหน้าที่การงานแต่เขากลับล้มเหลวในการมีความสัมพันธ์กับผู้คนรอบข้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ทั้งๆ
ที่มียากระตุ้นความใคร่อย่างไวอะกร้าเต็มคลัง แต่เขาไม่สามารถมีความรักได้ นี่หมายความว่า เขาได้ดีเพราะอย่างหนึ่ง และล้มเหลวทันทีอย่างเสียดเย้ย(irony) กับอย่างหนึ่ง
สิ่งที่หนังมีปัญหาตลอดทางคือ การสร้างแรงจูงใจให้หนังน่าติดตาม มันมีปัญหาทุกทีเวลา แม็กกี้ แสดงอาการเกรี้ยวกราดและปฏิเสธชายหนุ่ม คนดูอาจจะรู้สึกว่า ทำไมเธอต้อง “ผลักไสถีบส่ง” รุนแรงขนาดนั้นเธอมีเหตุผล แต่มันไม่ถูกปล่อยอย่างถูกจังหวะแม้บทของ แม็กกี้ จะดูไม่มีน้ำหนัก แต่ผมกลับรู้สึกว่า การแสดงของ แอน แฮทธาเวย์ ดูดีมีสีสันกว่าการแสดงของ เจค กิลเลนฮาล ที่น่าจะทำได้ดีกว่านี้ แอน
ทำให้เราเข้าถึงความเป็น “คนนอก” และชีวิตที่ “สุขบ้างโศกบ้าง” ของเธอ
ขณะที่ช่วงเวลาของ เจค คาแรกเตอร์ของเขาดูปิดตายสำหรับการแสดงอารมณ์ที่มีสีสัน สิ่งที่เป็นหน้าเป็นตาสำหรับหนังมากกว่าก็คือ การสร้างบทสนทนาที่น่าสนใจให้กับเรื่อง มันทำหน้าที่ขัดแย้งอย่างน่าสนใจกับภาพที่เห็น แม็กกี้ เป็นคนรักอิสระแต่เธอไม่มีชีวิตที่เสรี เจมี ขายยาที่เหมือนจะสร้างความสัมพันธ์ให้แก่มนุษย์ แต่ภาพที่เขาโยนกล่องไวอะกร้าให้คนนั้นคนนี้ มันแค่เครื่องมือกระตุ้นอาการ
“แข็งตัว” ไม่ใช่หนทางสู่รักเป็นหนังรักที่พอดูได้ แต่อย่าคาดหวังอะไรมาก
อย่างไรก็ดี มันเป็นเพื่อนฆ่าเวลาของผมในคืนวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ซึ่งดีกว่าการกลับไปเป็นหนุ่มโสด นอนกอดตุ๊กตาหมีแพนด้า (ฮา)
"นันทขว้าง สิรสุนทร"



