
Blue Valentine
กับพล็อตที่ว่าด้วยการทบทวนความสัมพันธ์ของคู่รัก ซึ่งดูเหมือนว่าสายลมแห่งกาลเวลา ได้พัดพาเอาความรักของพวกเขาผุกร่อน ผุพัง รอวันย่อยสลายหายสาบสูญเหมือนกับไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
“Blue Valentine” ใช้วิธีเล่าเรื่องย้อนกลับไปกลับมาของ ดีน และซินดี้ โดยเริ่มจากชีวิตครอบครัว ณ ปัจจุบัน ที่มีลูกสาวตัวน้อยๆ เป็นโซ่ทองคล้องใจ จากนั้นหนังก็พาเราย้อนกลับไปรู้จักตั้งแต่หัวนอนปลายเท้าของทั้งคู่ ฟื้นอดีตก่อนที่จะมาเจอกัน ระหว่างนั้นหนังก็ตัดสลับกับเหตุการณ์ปัจจุบันที่ดำเนินไปข้างหน้า เรียกว่า ระหว่าง ‘อดีต’ และ ‘ปัจจุบัน’ เดินคู่ขนานกันไปเป็น ‘เส้นตรง’
ปูมหลังของ ‘ซินดี้’ มาจากครอบครัวที่ค่อนข้างมีปัญหา มีพ่อเป็นคนเจ้าอารมณ์ แม่ที่ดูไม่ใส่ใจไยดีสักเท่าไหร่นัก มีเพียงย่าที่ดูเหมือนเธอจะสนิทสนม และพูดคุยด้วยได้ ในขณะที่ ‘ดีน’ เอง ก็เป็นชายหนุ่มไร้หัวนอนปลายเท้า ออกร่อนเร่หางานทำก่อนจะมาลงเอยด้วยอาชีพรับจ้างขนของ
ตัดกลับมาปัจจุบัน ชีวิตครอบครัวของ ‘ดีน’ และ ‘ซินดี้’ ดำเนินไปอย่างราบเรียบ ร่องรอยระหองระแหงเล็กๆ เกิดขึ้นเมื่อ ‘ซินดี้’ ง่วนอยู่กับงาน และมัวแต่ห่วงหมาจนเกือบมาไม่ทันดูการแสดงของลูกสาวในงานประจำโรงเรียน ทั้งคู่เกือบจะมีปากเสียงกัน
เมื่อครั้งวัยรุ่น ‘ซินดี้’ มีคนรักเหมือนกับหนุ่มสาวทั่วไป แฟนของเธอเป็นนักมวยปล้ำประจำมหาวิทยาลัย ทั้งคู่มีความสัมพันธ์ทางเพศกันบ่อยๆ และมีครั้งหนึ่งเกิดเลยเถิดเกินกว่าจะป้องกัน ส่วน ‘ดีน’ ก็ตั้งอกตั้งใจ มุ่งหน้าทำงานหาเงินตัวเป็นเกลียวแทบไม่สนใจอะไร จนวันหนึ่งระหว่างพัก เขาและเพื่อนๆ จับกลุ่มพูดคุยกันถึงเรื่องผู้หญิง คำว่า ‘แฟน’ ดูเหมือนจะแว่บเข้ามาในหัวของเขาเป็นครั้งแรก…‘ซินดี้’ และ ‘ดีน’ เจอกันครั้งแรกที่โรงพยาบาล เมื่อฝ่ายชายมาส่งลูกค้า ในขณะที่หญิงสาว มาเฝ้าอาการป่วยของผู้เป็นย่า แม้จะทำความรู้จักทักทายกันชั่วเวลาสั้นๆ แต่ดูเหมือนฝ่ายแรกจะเริ่มต้นอย่างจริงจังและจริงใจหลังจากนั้น
ในช่วงเวลาปัจจุบัน หนังดูเหมือนไม่มีอะไรไปกว่าการบอกเล่าชีวิตครอบครัวประจำวันของ ‘ดีน’ และ ‘ซินดี้’ ตั้งแต่ส่งลูกไปโรงเรียน ชีวิตการทำงานอันน่าเบื่อหน่าย จนฝ่ายชายออกความคิด ว่าน่าจะหาอะไรทำเพื่อฟื้นฟูความสัมพันธ์อันจืดชืดเย็นชา พวกเขาออกเดินทางพาลูกสาวไปฝากไว้กับคุณตา ซึ่งระหว่างนี้หนังก็เริ่มเผยปมบางอย่างเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของสามคนพ่อแม่ลูก หลังจากนั้นทั้งคู่ตั้งใจว่าจะออกไปค้างอ้างแรมในโรงแรมเพื่อเปลี่ยนบรรยากาศ
ไม่น่าเชื่อว่าเรื่องราวความรักแต่หนหลังของ ‘ดีน’ และ ‘ซินดี้’ ช่างแสนโรแมนติกแตกต่างกว่าปัจจุบันหลายเท่า ‘ดีน’ พยายามตามตื๊อและทำทุกอย่าง จนกระทั่งได้ใจฝ่ายหญิงมาครอง แม้ต้องเจ็บตัวถึงขั้นเลือดตกยางออกจากอดีตแฟนของฝ่ายหญิง พร้อมๆ กับแสดงความรับผิดชอบอันยิ่งใหญ่ในชีวิตให้แก่เธอด้วย
ความรักเมี่อ 10 ปีที่แล้ว กลับผิดแผกแปลกต่างกับวันนี้ไปอย่างสิ้นเชิง ‘ซินดี้’ กลายเป็นคนไร้ชีวิตชีวา ตั้งหน้าตั้งตาทำงานดูแลลูกไปวันๆ ส่วน ‘ดีน’ นั้น จากความเป็นหนุ่มน่ารักมากด้วยความรับผิดชอบกลับดูเหมือนคนกักขฬะ ปากคาบบุหรี่เกือบจะตลอดเวลา และในเวลาที่ทั้งคู่ใช้เวลาในโรงแรมด้วยกัน กลับกลายเป็นช่วงเวลาแห่งความหายนะของชีวิตไปเสียฉิบ
พล็อตหนังที่ดูน้อยนิด อันว่าด้วยชีวิตคู่ที่เริ่มจืดจางหลังเวลาเปลี่ยนผ่าน ที่เรียกกันว่าภาวะ ‘Seven Year Itch’ แต่ “Blue Valentine” อาจจะแตกต่างตรงที่ นอกจากความเบื่อหน่ายของชีวิตคู่แล้ว ทั้งสองไม่ได้นอกใจ หรือต่างฝ่ายต่างมีคนใหม่แต่อย่างใด (ซ้ำร้าย ฝ่ายชายกลับหึงหวงฝ่ายหญิงมากขึ้น) หนังที่ดูเหมือนไม่มีอะไร แต่กลับสดใหม่ขึ้นมาทันที ซึ่งนอกจากการแสดงที่สมจริงเอามากๆ แล้ว การปรับเปลี่ยนบุคลิก รวมทั้งรูปร่าง หน้าตา (จะด้วยเทคนิคพิเศษ หรือการเมกอัพก็ตาม) ตั้งแต่การเปลี่ยนตัวเองให้อ้วนฉุของ มิเชล วิลเลี่ยมส์ หรือ ผมบางหนวดเคราครึ้มจนหมดหล่อของ ไรอัน กอสลิ่ง ช่วยเรียกพลังของหนังให้ดูขรึมขลัง สมจริงสมจัง ล้อไปกับบรรยากาศความรักหวานๆเมื่อครั้งวันชื่นคืนสุขของทั้งคู่ได้อย่างลงตัว...
นี่คือพลังของนักแสดง ที่ส่งผลให้ “Blue Valentine” ไปไกลที่สุดเท่าที่หนังเล็กๆ เรื่องหนึ่งพึงกระทำได้ (มิเชล วิลเลี่ยมส์ ชิงออสการ์สาขานักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยม)
ชื่อเรื่อง : Blue Valentine
ผู้เขียนบท-กำกับ : เดเร็ค เซียนฟรานซ์
นักแสดง : ไรอัน กอสลิ่ง, มิเชล วิลเลียมส์
วันที่เข้าฉาย : 10 กุมภาพันธ์ 2554
โรงภาพยนตร์ : ลิโด้ สยามสแควร์, เฮ้าส์ อาร์ซีเอ และ เอสเอฟเวิลด์ซิเนม่า เซ็นทรัลเวิลด์
"ณัฐพงษ์ โอฆะพนม"



