
ล้วงลึกเรื่องลับกับ"สามทศวรรษ"ของ"เฮียฮ้อ"
เรียกได้ว่าเป็นผู้ที่มีอิทธิพลมากที่สุดคนหนึ่ง ของวงการบันเทิงบ้านเรา สำหรับบอสใหญ่ แห่งอาร์เอส จำกัด (มหาชน) "เฮียฮ้อ" สุรชัย เชษฐโชติศักดิ์ ที่ดำเนินธุรกิจเพลง และปั้นศิลปิน นักร้อง มาเกือบครึ่งวงการ และนำพาบริษัทอาร์เอสให้เจริญก้าวหน้าจนย่างเข้าสู่
ทิศทางของบริษัท
***ทิศทางธุรกิจของอาร์เอสที่วางแผนไว้ในปีนี้
ในปี 2554 นี้ ทางบริษัทตั้งเป้าว่าธุรกิจจะเติบโตจากปี 2553 ธุรกิจที่ให้ความสำคัญมากในปีนี้ คือเพลงในรูปแบบดิจิทัลมิวสิก อีกตัวก็จะเป็นธุรกิจแซทเทอร์ไลฟ์ทีวี ซึ่งเรากำลังจะเปิดช่องดาวเทียมเพิ่ม จากเดิม เรามีช่องยูแชนแนล เป็นช่องเพลงวัยรุ่น และช่องสบายดีทีวี ปีนี้เรามีแผนจะเพิ่มอีก 3 ช่อง ที่เปิดแล้วเป็นช่อง 8 อินฟินิตี้ แต่จะเปิดเป็นทางการประมาณเดือนมีนาคมนี้ และกลางปีนี้ก็จะเปิดอีก 2 ช่อง คิดว่าธุรกิจ 2 ตัวนี้ จะสร้างการเจริญเติบโตให้กับทางอาร์เอสเพราะสร้างรายได้ที่ดีให้แก่ทางบริษัท และเราก็จะผลิตละครป้อนให้แก่ช่องทางเคเบิลทีวีของทางอาร์เอส คือของเราเอง ทั้งรายการ และซีรีส์เกาหลี ซึ่งทางเรามีประสบการณ์ในการทำงาน เลยทำให้ธุรกิจนี้ของอาร์เอสไปได้สวย ผมคิดว่าช่วงเวลานี้เป็นช่วงเวลาที่ดีในการทำช่องเคเบิลทีวี เพื่อสร้างทางเลือกให้กับผู้บริโภค และให้ถูกใจผู้บริโภคมากที่สุด ผมคิดว่าอีก2-3 ปี จานดาวเทียมก็จะเข้าไปแทนที่การรับชมทีวีแบบเดิม ในแง่รายได้เราตั้งเป้าไว้ประมาณ 400 ล้านบาท
***ปีนี้มีเรื่องนิจิทัลดาวน์โหลด
เรื่องของดาวน์โหลดมี 2 มุม มุมหนึ่งคือเรื่องของมือถือที่ผมมองว่าดี แล้วเราก็มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะซูเปอร์เหมา *339 ที่เราให้บริการตรงนี้มาปีกว่า ถือว่ามียอดสมาชิกที่เหนียวแน่น ถือเป็นรายได้ที่ดีที่ซับพอร์ตธุรกิจเพลงอย่างสม่ำเสมอ ส่วนที่จะเริ่มในปีนี้ คือการดาวน์โหลดออนไลน์ ซึ่งจริงๆ แล้วยังไม่เกิด ในเมืองไทย เรามีกลยุทธ์ที่จะสร้างรายได้จากการดาวน์โหลดทางคอมพิวเตอร์ ปีนี้เราเชื่อว่า 3G จะเกิด ถ้า 3G เกิด มันก็จะไม่มีเส้นแบ่งระหว่างมือถือกับอินเทอร์เน็ตต่อไป ในมุมมือถือน่าจะโตสัก 15-20% ส่วนการดาวน์โหลดผ่านทางช่องทางออนไลน์ เราเชื่อว่าน่าจะโตได้อีกเยอะ เพราะตอนนี้ส่วนใหญ่ยังเป็นเรื่องของการละเมิดลิขสิทธิ์ ผมมองว่าธุรกิจดิจิทัลดาวน์โหลดคือธุรกิจเพลง เพลงในมุมมองใหม่ เพราะอาร์เอสไม่ได้เน้นเรื่องการขายแผ่น เพลงของอาร์เอสตอนนี้ผนวกกับดิจิทัลดาวน์โหลด เป็นช่องทางนำเพลงไปหารายได้ เพราะฉะนั้นผลประกอบการของอาร์เอสดีมาก จากการดาวน์โหลด ก็หมายถึงธุรกิจเพลงอาร์เอสประสบความสำเร็จถึงทำให้มียอดดาวน์โหลดมาก
***ธุรกิจภาพยนตร์
ปีที่ผ่านมา เราเปลี่ยนแผน นำหนังออกฉายน้อยลง คือแค่ 2 เรื่อง ซึ่งรายได้ค่อนข้างไม่ตรงไปตามเป้า ปีนี้เราเลยปรับกลยุทธ์ให้ยืดหยุ่นขึ้น เราให้ฟิล์มอาร์อัสผลิตละครป้อนเคเบิลของเราด้วย ส่วนแผนของภาพยนตร์ทางอาร์เอส จะไม่กำหนดว่าจะฉายกี่เรื่อง นอกจากว่าจะมีเรื่องที่น่าสนใจ เราก็จะทำ ผมคิดว่าธุรกิจภาพยนตร์ มีแง่มุมที่น่าสนใจในบางมุม แต่ทางอาร์เอส ก็มีรูปแบบธุรกิจที่หลากหลาย เราก็คงต้องเลือกทำธุรกิจ ที่มีกำไรมากกว่า และให้น้ำหนักกับธุรกิจที่มีความเสี่ยงน้อย
***ปีที่ผ่านมาถือว่าบริษัทอาร์เอสโดนมรสุมข่าวค่อนข้างเยอะ คิดว่าหนักที่สุดตั้งแต่ตั้งบริษัทมาหรือเปล่า
เฮียคิดว่าที่ผ่านมามีข่าวที่ดังกว่านี้ อย่างข่าวของ บิ๊ก ดีทูบี หรือ ตอนที่ เจมส์ (เรืองศักดิ์ ลอยชูศักดิ์) ตกเครื่องบิน สำหรับเฮียคิดว่าธรรมดามาก ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป หลักการแก้ปัญหาคือ เอาความจริงมาคุยกับสื่อ บอกเท่าที่เป็นความจริง และบริหารจัดการช่วงนั้นอย่างมีสติ อย่าอ่อนไหวกับข่าวมาก
เรื่องราวข่าวฉาวที่เกิดจาก "ฟิล์ม"
***กรณีของ "ฟิล์ม" รัฐภูมิ ที่เฮียออกมาให้สัมภาษณ์สื่อ มีผลต่อภาพลักษณ์ของเฮียฮ้อหรือไม่
คือมันมองได้สองมุม มุมหนึ่งคือคนก็ชอบเฮีย บางคนเขารู้จักนิสัยเฮีย ที่เป็นคนตรงไปตรงมา เจออย่างไรพูดอย่างนั้น แต่บางครั้งการพูดอะไรที่ตรงเกินไป ก็ส่งผลในด้านลบต่อเรา ก็ต้องมีการระมัดระวังมากขึ้น แต่ผมถือว่าสุดท้ายแล้วเวลาจะเป็นเครื่องพิสูจน์ สุดท้ายความจริง มันจะเป็นเครื่องพิสูจน์ความจริงของคน ความจริงมันเป็นสิ่งไม่ตาย ฉะนั้น เฮียก็ไม่ได้สนใจเรื่องพวกนี้ และก็ใช้ชีวิตตามปกติ คนที่เข้าใจและสนับสนุนก็ขอบคุณ ส่วนคนที่ไม่เข้าใจ เพราะคำพูดของเฮียที่พูดไปอาจจะไปกระทบต่อจิตใจเขา เฮียก็เสียใจ แต่ก็ยังยืนยัน ว่าความจริงมันก็คือสิ่งที่ไม่ตาย แต่คำพูดของคนมันเปลี่ยนไม่ได้
***จากข่าวที่เกิดขึ้นเฮียต้องระวังคำพูดมากขึ้นไหม
จริงๆ ไม่ได้ระวังมากขึ้น เพราะทุกครั้งเฮียมีข้อมูล และพูดก่อนคิด เพียงแต่ว่าอาจจะต้องระวังในเรื่องของการจะพูดเมื่อไหร่ และควรจะพูดหรือยัง แต่เฮียก็ยืนยัง ว่าก่อนที่จะพูดทุกครั้งเฮียคิดมาก่อน และเฮียมีข้อมูล แต่กระแสที่มีกลับมามันแรงกว่าที่คิดไว้ และสิ่งที่ได้จากเหตุการ์ครั้งนั้น คือมุมหนึ่งเฮียทำธุรกิจทุกวันมันก็ได้ประสบการณ์ตลอด การใช้ชีวิตคือการเรียนรู้ เพราะฉะนั้นช่วงเวลาที่ผ่านมามันก็ คือการสร้างประสบการณ์ให้เรา แต่ว่าอย่างที่บอกไปสิ่งหนึ่งที่เฮียไม่เปลี่ยนก็คือตัวตน ใครจะมาให้เฮียเปลี่ยน เฮียเปลี่ยนไม่ได้ ยืนยันว่าเฮียเป็นอย่างนี้ และก็เป็นมานานแล้ว และจะเป็นอย่างนี้ตลอดไป จะไม่เปลี่ยนตัวเองเพื่อนคนอื่นหรืออะไร เหตุการณ์ที่ผ่านมาช่วงนั้น เฮียไม่ได้เครียด แต่คนในบริษัทเครียด แต่เฮียเฉยๆ เสาร์-อาทิตย์ เฮียก็ยังไปตีกอล์ฟปกติ เพราะอย่างที่เฮียบอก เรื่องนี้คนอื่นอาจจะมองเป็นเรื่องใหญ่ แต่เฮียใช้ชีวิตให้ปกติ เพราะเฮียผ่านเรื่องหนักกว่านี้มาเยอะ และเวลาก็จะทำให้ทุกอย่างดีขึ้น
***เฮียยังคงสนับสนุน "ฟิล์ม" เหมือนเดิม
เฮียคิดว่า การที่เฮียสนับสนุนใคร คงไม่ได้มองว่าเขาขายได้หรือไม่ได้เป็นหลัก ไม่ใช่เฉพาะ ฟิลม์ คนเขาชอบบอก ว่าฟิล์มเป็นลูกรักเฮียฮ้อ ถามว่าใช่ไหม ก็ใช่ แต่ผมไม่ได้รักฟิล์มคนเดียว เด็กในอาร์เอสผมรักตั้งเยอะแยะ เพียงแต่ว่าเขาอาจจะไม่มีเรื่องมีราวให้เราต้องแสดงออก คนก็เลยคิดว่าผมรักฟิล์มแค่คนเดียว จริงๆ ผมรักเด็กในอาร์เอสเยอะแยะ แต่ประเด็น คือเวลาเราจะรักใครไม่ได้มองว่าเขาจะทำเงินให้เราได้เท่าไหร อันนั้นเป็นประเด็นประกอบของการทำธุรกิจ แต่สิ่งหนึ่ง มันก็มีคนที่ทำเงินให้ผมเยอะแยะ แต่ผมไม่รักผม ก็ให้ออกจากบริษัทไป ผมมองว่าการที่เราจะรักเด็กสักคนหนึ่งมันมีองค์ประกอบหลายอย่าง ที่สำคัญคือเขารักอาร์เอส เขารักเฮีย ไหม เขารักเรา เราก็รักเขา เพราะฉะนั้นมันก็เป็นเรื่องธรรมดา เวลาเรามองอะไรที่มันหลายๆ มิติ เราก็จะมองอะไรได้มากขึ้น แต่ถ้าเรามองผิวๆ คนก็จะเข้าใจ ว่าเฮียไปสนับสนุนฟิล์มเพราะฟิล์ม ทำรายได้ให้กับอาร์เอส แต่ไม่ใช่ ฟิล์มไม่ใช้คนที่ทำรายได้ให้กับอาร์เอสมากที่สุด อยู่ในระดับกลางๆ เท่านั้น
***คนมองว่า "ฟิล์ม" เป็นลูกรักเพราะเหมือนว่าเฮียเอาตัวเข้าไปแลกเพื่อปกป้อง
คนบอกว่า เฮียห่วงธุรกิจถึงเอาตัวเข้าไปแลก ผมว่าเขาวิเคราะห์หรือเขามองตื้นไปนิดหน่อย ถ้าผมห่วงธุรกิจผมต้องไม่เข้าไปแลก แต่อย่างที่บอก ว่านิสัยผม ถ้าคิดว่าไม่ถูก เราก็ตำหนิ ก็ลงโทษ แต่ถ้าคิดว่ามีข้อมูลอีกแบบหนึ่งเราคิดว่าก็ต้องปกป้อง เราก็ดูแลเหมือนลูก ถ้าลูกเราไม่ดี เราก็ตี แต่เมื่อเราเห็นในจุดหนึ่งเราก็ต้องปกป้องก็เป็นเรื่องธรรมดาเลี้ยงลูกมันก็มีทั้งลงโทษและก็ดูแล
***จากกระแสต่างๆ ทำให้ภาพลักษณ์ของบริษัทอาร์เอสดูแย่ลงหรือไม่
เฮียว่าแล้วแต่คนจะมองมุมไหน ถามว่ามีผลไหม มันก็มีคนพูดสองด้าน ด้านที่ชื่นชมก็มี ด้านที่ไม่ชอบก็มีแต่พอผ่านเวลานั้นมา ทุกอย่างมันก็เข้าสู่ภาวะปกติ คนเริ่มมีสติมากขึ้น เริ่มคิดมากขึ้น เริ่มวิเคราะห์มากขึ้น คือในช่วงเวลาหนึ่ง เมื่อมันมีกระแสก็ต้องยอมรับว่าเวลาประชาชนบริโภคข่าวก็จะเอาความรู้สึกเข้าไปบริโภคด้วย พอผ่านช่วงเวลาหนึ่งมา พอได้สติก็จะเริ่มคิดตาม นานเข้าพอลองมองย้อนกลับไปหรือมองสิ่งที่เกิดตามมามันก็จะเห็นเองว่าอะไรเป็นอะไร
***ความคืบหน้าเรื่องฟ้องร้องกับคู่กรณี
เป็นเรื่องของทนายที่ดูแล ตอนนี้พอเรื่องเข้าสู่กระบวนการของศาล มันก็ต้องปล่อยให้ทนายดูแลไป และให้เป็นเรื่องกระบวนการของศาล
***พฤติกรรมของศิลปินจากเหตุการ์ที่เกิดขึ้น ทางบริษัทจะมีวิธีดูแลเด็กในสังกัดอย่างไร
จริงๆ เรื่องของการปกครอง มันมีระเบียบและวิธีการมีคนดูแลอยู่แล้ว เขาจะพูดคุยกัน ว่าอะไรควรทำ อะไรไม่ควรทำ อะไรควรระวัง แต่ก็ต้องเรียน ว่าเราก็เข้าใจศิลปินก็เป็นประชาชน เป็นมนุษย์คนหนึ่ง ซึ่งเขาก็ยังเด็กอยู่เป็นวัยรุ่นด้วย โอกาสที่มันจะผิดพลาดมันก็มี เราจึงต้องคอยดู เพราะตัวเราเองไม่สามารถไปติดตามดูได้ตลอด 24 ชั่วโมง ถามว่ามีระเบียบ มีวิธีการ มีการติดตามก็ติดตามได้เท่าที่จะติดตามเรา ก็จะคอยกำชับ และคอยสอนว่าให้ระมัดระวังเรื่องอะไร แต่ว่าโอกาสที่จะผิดพลาด มันก็มีไม่ใช่เฉพาะศิลปินของอาร์เอส ผมว่าศิลปินหรือดาราทั่วประเทศก็เป็นมนุษย์ ฉะนั้นโอกาสที่เขาจะใช้ชีวิตที่มันสนุกและเกินเลยจนมีผลกระทบกลับมามันก็มี และก็จะกลายเป็นบทเรียนของศิลปินแต่ละคนไป เรื่องที่อาร์เอสซีเรียสมาก และพิจารณาว่าเราจะไม่ทำงานด้วยเลยมี 2 เรื่อง คือเรื่องของยาเสพติด และสองคือศิลปินไม่ให้ความสำคัญหรือไม่มีความรับผิดชอบ ซึ่งอาจจะเบื่อหรือคึกคะนองกับชีวิตส่วนตัวจนทิ้งงาน ไม่สนใจในการทำงาน แต่เรื่องอื่นๆ ถ้ามันดูแลกันได้ ถ้างานบกพร่องก็แก้ไขกันไป
ปัญหากับการต่อสัญญา
***เรื่องการต่อสัญญากับศิลปินในสังกัดตอนนี้เหมือนจะเป็นปัญหา
เฮียไม่ได้มองเป็นปัญหา คนนอกอาจจะเข้าใจแบบนั้น อย่างที่บอกว่าวันนี้การมองศิลปินก็ต้องมอง ว่าธุรกิจเพลงสมัยใหม่ ศิลปินบางคน เมื่อถึงจุดหนึ่ง เราก็ต้องปล่อยให้เขาไปทำงานอาชีพอื่น คือเขาไม่สามารถทำเพลงออกมาขายได้แล้ว และก็จะเห็นว่าหลายๆ คน ที่ทางอาร์เอสปล่อยไป คือเขาไม่สามารถทำเพลงออกมาขายได้แล้ว หรือเพลงออกมาแล้ว ประชาชนไม่ค่อยให้การสนับสนุนแล้ว แต่ว่าเขายังสามารถไปทำอาชีพอื่นได้ เช่น เป็นนักแสดง เป็นดารา หรือรับงานอีเว้นท์ตามงานต่างๆ ซึ่งอันนั้นผมเห็น ว่าก็น่าจะเป็นอาชีพที่เขาสามารถไปต่อยอดได้ เราก็ปล่อยไป และอย่างที่เรียนว่าวันหนึ่งข้างหน้า เราอยากให้เขาเล่นละคร เราก็เรียกเขามาทำงานได้
***เฮียเคยวิเคราะห์ถึงสาเหตุที่ศิลปินเมื่อหมดสัญญากับอาร์เอสแล้วมีมักจะมีปัญหาหรือข่าวตามมาบ้างหรือเปล่า
แล้วแต่มอง ผมว่ามันธรรมดา เพราะว่าสุดท้ายมันต้องมองมุมไหน หลายๆ คนออกไป ก็กลับมาทำงานกับอาร์เอสหมือนเดิม อาจจะมีบ้างที่มีปัญหา แต่มันก็ไม่ได้อยู่ในฐานะที่เฮียจะมาพูด ถามว่ามีไหม ที่ศิลปินออกจากอาร์เอสแล้วมีปัญหากับทางบริษัทก็อาจจะมีบ้าง แต่บริษัทก็ไม่ได้ติดใจในเรื่องนี้ และปล่อยไป เขาก็ไปทำมาหากิน เราเป็นองค์กรอยู่ในวงการบันเทิงมาตั้งนาน ก็คงจะไม่เอาเรื่องนี้มาพูด
***รู้สึกน้อยใจบ้างไหมที่ศิลปินที่เราสร้างมา เมื่อถึงวันหนึ่งเรายื้อเขาไว้หรืออยากเซ็นต์สัญญาต่อ แต่เขาเลือกที่จะไป
ไม่ จริงๆ อยู่ในวงการนี้มาเกือบ 30 ปี ไม่เคยคิดเรื่องนี้เลย เฮียมีแต่ดีใจ อันนี้เฮียพูดจริงๆ ไม่ว่าจะกี่รุ่นต่อกี่รุ่น เฮียมองเรื่องนี้เป็นเรื่องปกติ มันเป็นวัฏจักร เฮียว่าศิลปินในวงการบันเทิงครึ่งหนึ่งผ่านอาร์เอสไปแล้ว ทุกวันนี้เขาก็ยังเวียนว่ายอยู่ในวงการบันเทิง อาจจะทำงานในหน้าที่ๆ แตกต่างออกไป และเราก็ดีใจที่เขาไปได้ดี และเฮียก็ไม่รู้สึกน้อยใจ และเราเองก็ต้องยอมรับ ว่าเราก็ไม่สามารถจะเลี้ยงหรือดูแลศิลปินไปจนถึงอายุเยอะๆ ได้ พอถึงจุดหนึ่ง ที่เขาสามารถก้าวไปทำงานอย่างอื่นได้ และมันเป็นผลดีกับเขา เราก็ควรปล่อยเขาไปทำงาน และเขาก็มีสิทธิ์กลับมาทำงานกับอาร์เอสได้อีก
***จริงไหมที่อาร์เอสมีการทาบทาม "ดี้" นิติพงษ์ ให้มาร่วมงานกับทางอาร์เอส
ไม่ได้ทาบทาม แต่ถามว่ารู้จักกันไหม ก็รู้จักกัน แต่ว่าตอนนั้นที่เป็นข่าว ก็พูดกันไปเรื่อย ว่าเฮียไปชวนทานข้าวบ้าง แอบคุยกับเฮียแล้วบ้าง แต่ผมพูดตรงๆ เลยว่า ไม่ได้กินข้าว ไม่เคยพูดคุยกัน แต่ถ้าทางพี่ดี้จะมาร่วมงานกับทางอาร์เอส ก็ยินดี ผมคิดว่าถ้าเมื่อเขาอิสระแล้ว เขาจะร่วมงานกับใครก็ได้ ก็เป็นไปได้ว่าในอนาคตอาจจะเห็นพี่ดี้ร่วมงานกับทางอาร์เอส
เรื่อง... "ดวงใจ สอาดจิตต์"
ภาพ... "ศูนย์ภาพเนชั่น"



