
"เลิฟ ดีลิเวอรี่" จุดอิ่มตัว ของ "แคลอรี่ส์ บลาห์ บลาห์"
เป็นกลุ่มศิลปินที่ได้รับความนิยมช่วงหลายปีที่ผ่านมาอย่างมาก สำหรับดูโอหนุ่มร่างท้วม "ป๊อป" ปองกูล สืบซึ้ง และ "วิน" อัศวิน ดุริยางกูร ในนามวง "แคลอรี่ส์ บลาห์ บลาห์" ที่อัลบั้ม "เลิฟ ดีลิเวอรี่ (love delivery)" อัลบั้มใหม่ล่าสุด ที่เพิ่งวางแผงไปเมื่อปลายป
"อัลบั้มนี้ เรายังทำเพื่อตอบโจทย์แฟนๆ กลุ่มเดิมของเราที่ชื่นชอบเพลงช้าๆ ซึ้งๆ เรายังทำงานที่คิดว่าแฟนเพลงอยากที่จะฟังอยู่ แต่ในเรื่องของพัฒนาการของพวกเรา ในตอนนี้ที่เราคิดถึงในอัลบั้มหน้ากันแล้วว่า ที่ผ่านมา เราทำเพลงเพื่อตอบโจทย์แฟนเพลง แต่อัลบั้มหน้าเราจะทำเพื่อตอบโจทย์ของตัวเราเองบ้าง ในด้านความคิดบ้าง เพราะหลังๆ เราใช้ความคิดไปในด้านของตัวเพลง แต่ตอนช่วงที่เราทำอัลบั้มแรก เราคิดถึงช่วงของความฝัน ความรัก ที่มันยิ่งกว่าความรักที่มันมีอยู่แค่ในเพลง ในอัลบั้มหน้าเราอยากที่จะผลักดันความรู้สึกตรงนี้ออกมาให้มันเยอะมากขึ้น" ศิลปินหนุ่มเล่าด้วยน้ำเสียงที่จริงจัง ก่อนจะพูดถึงการทำงานว่า การถูกเรียกว่าเป็นเจ้าพ่อเพลงช้าทำให้เกิดแรงกดดัน
"พอหลายคนเรียกเราว่าเป็นเจ้าพ่อเพลงช้า แต่พอเราทำเพลงช้ามามากๆ เข้า ร้องเพลงช้าๆ มาเยอะ มันมีบางครั้งที่มันเหมือนจะเป็นจุดอิ่มตัว คือมันมีมาอยู่ตลอด ไม่ว่าความสำเร็จของพวกเราจะอยู่ในระดับไหน เราก็มีจุดอิ่มตัวของเราได้อยู่เรื่อยๆ ผมเลยรู้สึกว่า ในปัจจุบันในธุรกิจเพลงมันไม่จำเป็นจะต้องประสบความสำเร็จ มีคนรู้จักหน้า และจะทำให้เรามีภาษีดีกว่าศิลปินใหม่ในปัจจุบันนี้ มันไม่ใช่ บางทีการที่เราได้มีคนรู้จักเยอะ มีคนเห็นผลงานเยอะ บางทีมันก็เป็นผลเสีย เป็นแรงกดดันตัวเราเองเหมือนกัน เพราะคนฟังอาจจะรู้สึกว่า ผลงานที่เราทำออกมาเป็นผลงานที่ไม่ได้ใหม่สด ถึงเราจะนำเสนอผลงานอะไรใหม่ๆ คนก็ยังจะติดภาพผลงานของเราอยู่ๆ มันทำให้การทำงานของเราต้องคิดแทนคนอื่นเยอะ ทำให้เราต้องมาเคลียร์ตัวเองในอัลบั้มใหม่ว่า เราลองมาทำตอบโจทย์ของเราเองบ้างดีกว่า" ป๊อปกล่าว
นักร้องหนุ่มร่างท้วมเผยต่อว่า อัลบั้มนี้เป็นอัลบั้มที่ว่าเป็นจุดอิ่มตัวของวง "แคลอรี่ส์ บลาห์ บลาห์" หลังจากทำงานเพลงมากกว่า 10 ปี
"พวกเราทำงานเพลงมาแล้วกว่า 10 ปี ตั้งแต่เป็นเฟิร์สสเตท (การประกวดหาศิลปินหน้าใหม่ของแกรมมี่เมื่อก่อน) แต่มีอัลบั้มมาแค่ 3 อัลบั้ม ทำให้เรารู้สึกมาถึงจุดหนึ่งว่า เราอยากทำอะไรที่เรารู้สึกว่ามันมีผลต่อฮอร์โมนในตัวเราด้วย เราอยากจะทำให้มันเป็นเพลงที่เราฟังแล้ว เป็นเพลงที่เราอยากที่จะสื่อความหมายแบบนั้นออกมาจริงๆ ซึ่งในอัลบั้มชุดนี้ยังเป็นอัลบั้มที่เรายังต้องตอบโจทย์ทางการตลาด ไม่ว่าจะเป็นเพลงละคร หรือเพลงที่ทำมาเพื่อสนับสนุนอะไรก็ตาม แต่อัลบั้มนี้ก็ไม่ได้อยู่ในจุดที่แย่ มันเป็นจุดที่เรารู้สึกว่ามันคงอิ่มแล้ว มันคงอิ่มสำหรับความเป็นแคลอรี่ส์ บลาห์ บลาห์ แบบที่คนเห็น คนได้รู้จักกัน
คือจุดอิ่มตัวอันนี้ มันเป็นความรู้สึกของเราเอง ไม่ใช่ว่าแฟนๆ รู้สึกหรือบอกมา เพราะเราไม่อยากที่จะให้มันมาถึงจุดหนึ่งที่แฟนเพลงบอกว่าอิ่ม เพราะถ้าวันไหนที่แฟนเพลงบอกว่าอิ่ม วันนั้นเราไม่สามารถทำอะไรได้อีกแล้ว เราจะบอกตัวเราเองก่อนว่ามันใกล้จะอิ่มแล้ว เพราะฉะนั้นเรามาเปลี่ยนจุดกันดีกว่า หรือว่าเราทำงานในรูปแบบที่ตอบพวกเราเองกันดีกว่า ในอัลบั้มชุดหน้า จะเห็นความแตกต่างแน่นอนสำหรับพวกเรา ทั้งนี้สำหรับคนอื่นอาจไม่รู้สึกถึงความแตกต่าง แต่สำหรับคนทำเพลงมันรู้ เพราะฉะนั้นอัลบั้มหน้าจะเป็นอัลบั้มที่แตกต่างในด้านของคนทำ มันเป็นเหมือนการกลับไปสู่จุดเริ่มต้นเดิมในอัลบั้มแรก เพราะอัลบั้มมันเหมือนเป็นอัลบั้มความฝัน ตอนนั้นเราไม่เคยออกอัลบั้ม เราเลยมองวงการนี้ไว้แบบสวยหรู มันคือจุดสูงสุดที่ใครก็ตามต้องมาแตะตรงนี้ แต่พอมาถึงวันนี้เราได้มาแตะแล้วและได้อยู่กับมัน เราก็รู้สึกว่า อ๋อมันก็สวยงามนะ แต่เราอยู่กับมันตลอดจนลืมความสวยงามจริงๆ ของมันไป ผมเลยอยากได้ตรงนั้นกลับมา" หนุ่มร่างท้วมเสียงดีกล่าวสรุป



