บันเทิง

The King’s Speech and others in Academy Awards

The King’s Speech and others in Academy Awards

03 ก.พ. 2554

อีกไม่กี่สัปดาห์ ก็จะถึงงานประกาศผลรางวัลทางภาพยนตร์อันทรงอิทธิพลที่สุดในโลก ที่หลายคนรู้จักกันดีในนาม ‘ออสการ์’ ซึ่งปีนี้ จำนวน 12 สาขาที่ “The King’s Speech” ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิง อาจฟังดูเหมือนว่าหนังเรื่องนี้อยู่ในฐานะ ‘เต็งหาม’ ‘เต็งจ๋า’ ‘นอนมา’ ห

  แม้บรรดาผู้คร่ำหวอดในวงการจะรวบรวมสถิติประวัติศาสตร์ ‘ออสการ์’ มาวิเคราะห์ให้ฟังว่า ในจำนวนที่จัดกันมากว่า 80 ครั้ง น้อยนักเหลือเกินที่ ‘หนังนอกสัญชาติอเมริกัน’ จะคว้ารางวัลไปครองได้ แต่เมื่อหนังนอกสายตาอย่าง “Slamdog Millionnairs” จากอังกฤษกวาดไป 8 รางวัล (รวมทั้งหนังยอดเยี่ยม) เมื่อสองปีก่อน นั่นอาจหมายถึงว่า ‘ออสการ์’ เริ่มใจกว้างบ้างแล้ว และไม่ได้จำกัดจำเขี่ย เล่นพรรค เล่นพวกแจกรางวัลให้หนังฮอลลีวู้ดเท่านั้น

 หลายปีก่อน มีการกะเก็งกันว่า ผู้ที่ได้รางวัลลูกโลกทองคำ ก็มักจะคว้าออสการ์ตามมา แต่ไม่กี่ปีมานี้ ผลรางวัลของลูกโลกทองคำและอคาเดมี อวอร์ดส์ หรือออสการ์ ดูจะห่างไกลกันเหลือเกิน ต้องเข้าใจก่อนนะครับว่า ‘โกลเด้น โกลบ’ จัดและตัดสินโดยสมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศฮอลลีวู้ด ซึ่งมีสมาชิกอยู่แค่ไม่กี่ร้อยคน แต่สำหรับสถาบันศิลปะวิทยาการภาพยนตร์ผู้จัดงานออสการ์ มีสมาชิกที่เป็นกรรมการกว่า 5,000 คนทั่วโลก มาตรฐานการพิจารณาผลงานระหว่าง ‘ผู้สื่อข่าว’ และ ‘คนในวงการ’ ย่อมแตกต่างกันแน่นอน

 หลายปีมานี้รางวัลที่ใกล้เคียงกับออสการ์ที่สุด คือรางวัลจากสมาคมนักแสดง หรือสกรีน แอ็กเตอร์ กิลด์ ที่มีชื่อย่อว่า ‘SAG Awards’ และรางวัลจากสมาคมผู้กำกับภาพยนตร์อเมริกัน หรือไดเรกเตอร์ กิลด์ ออฟ อเมริกา ที่มีชื่อย่อว่า ‘DGA Awards’ สาเหตุหนึ่งน่าจะเป็นเพราะบุคคลจากทั้งสององค์กร ต่างก็เป็นสมาชิกของ ‘อคาเดมี อวอร์ดส์’ ดังนั้นรางวัลจากสองสถาบันนี้ จึงใกล้เคียงและน่าจะเป็นตัวชี้นำ ‘ออสการ์’ ได้แม่นยำที่สุด (อย่างน้อย 8 ปีมานี้ ออสการ์และ ‘SAG Awards’ กับ ‘DGA Awards’ คลาดกันแค่สองครั้ง ที่เหลือตรงกันเกือบทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นผู้ที่ได้รางวัล หรือมีชื่อถูกเสนอเข้าชิงรางวัล)

 ใครจะว่า ‘ออสการ์’ เสื่อมมนต์ขลัง หมดพลัง ไร้ความน่าเชื่อถือ ขาดความศักดิ์สิทธิ์ ฯ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น มันก็ยังเป็นรางวัลที่ทรงอิทธิพลที่สุดในโลกภาพยนตร์เสมอ ที่สำคัญหลายปีมานี้ การพิจารณาคุณค่าของหนังที่ได้รางวัล มักจะให้บทบาทของแง่มุมทางด้านศิลปะเข้ามาในอัตราส่วนที่มากกว่าการให้คุณค่าในฐานะหนังของที่เชิดชูคุณค่าทางใจเหมือนในอดีตที่ผ่านมา ถ้าการมองเห็นหรือพิจารณาหนังนอกกระแส ไม่อิงตลาด หรือให้ความสำคัญแก่คนทำงานอิสระบ้าง สายตาที่มอง ‘ออสการ์’ น่าจะเปลี่ยนไป

 มุมมองที่ลุ่มลึก และเห็นคุณค่าของหนังในฐานะ ‘งานศิลป์’ ของออสการ์ ถ้าจะทำให้เรตติ้งของงานถ่ายทอดสดวันประกาศผล ตกต่ำลงไปจากเดิม ก็คงไม่น่าจะเสียหายอะไร ถ้าสุดท้ายมันจะช่วยยกระดับคุณค่าของหนัง สร้างรสนิยม หรือแม้แต่ทัศนคติใหม่ๆ ให้คนดูบ้าง...หลายปีมานี้ ถ้าคนอเมริกันจับจ้องหน้าจอทีวีดูพิธีถ่ายทอดงาน ‘ออสการ์’ น้อยกว่าการแข่งขันคนชนคนอย่าง ‘ซูเปอร์โบว์ล’ แต่ทว่ากลับทำให้มีคนรู้จักหนังทุนต่ำ นักแสดงโนเนม แต่มีการแสดงขั้นเทพ เนื้อหาเข้มข้นแต่เต็มไปด้วยประเด็นแข็งแรง ที่สำคัญมันทำให้อุตสาหกรรมหนังเติบโตอย่างรอบด้านและมั่นคง ซึ่งแม้จะเป็นหนังฮอลลีวู้ด ที่เป็นวัฒนธรรมส่งออกของคนอเมริกันที่ทำรายได้เข้าประเทศมหาศาลไม่แพ้อุตสาหกรรมประเภทอื่น แต่ถ้าภาพยนตร์ นอกจากถูกมองเป็นความบันเทิงและผนวกกับรสนิยมทางศิลปะเข้าไปได้ในเวลาเดียวกัน ก็ถือเป็นประโยชน์ต่อสติปัญญาผู้คนมิใช่หรือ

 กลับมาถึงหนังที่ออกแรงเชียร์อยู่ในตอนนี้ครับ แม้วันที่ 28 กุมภาพันธ์ “The King’s Speech” จะเดินกลับบ้านอย่างสมเกียรติ หรือเดินนวยนาดออกมามือเปล่า จากงานประกาศผลรางวัลออสการ์ครั้งที่ 83  ณ โกดัก เธียเตอร์ อย่างใดอย่างหนึ่งก็ตาม แต่อย่างน้อย ใครที่รู้จักหนังเรื่องนี้ และออกไปดูเพราะแค่ได้ยินจากข่าว หรือคอหนังที่ติดตามความเคลื่อนไหวมาตลอด และไม่พลาดเกาะกระแสสำคัญ น่าจะได้อรรถรสและสาระสำคัญที่ ‘เจ้าชายอัลเบิร์ต’ และ ‘ไลโอเนล โล้ก’ นักบำบัดการพูดของเขา ฝากเอาไว้ในหนัง “The King’s Speech”  

 ไม่น่าเชื่อว่า หนังที่เปิดตัวฉายเมื่อปลายปีที่ผ่านมาด้วยจำนวนโรงแค่ 4 แห่ง  และทำรายได้แค่ 3 แสนกว่าดอลลาร์ จะเพิ่มโรงฉายอีกกว่า 2,000 โรง และทำรายได้ทั่วโลกรวมแล้วมากกว่า 70 ล้านดอลลาร์ภายในเวลา 10 สัปดาห์ต่อมา ทั้งๆ ที่หนังที่ใช้ทุนสร้างไปเพียง 15 ล้านดอลลาร์ ที่สำคัญ ทีมงานทั้งเบื้องหน้าเบื้องหลัง กำลังจะย่างเท้าก้าวเข้าสู่พิธีสำคัญของการประกาศรางวัลอันทรงเกียรติในอีกไม่กี่วัน แม้ผลลัพธ์ที่ออกมาพวกเขาอาจจะกลับบ้านมือเปล่าก็ตาม (แต่ไม่น่าเป็นไปได้) แต่เชื่อแน่ว่าพวกเขาคงจะไม่เสียอกเสียใจใดๆ อย่างแน่นอน เพราะสิ่งที่พวกเขาทำในหนังเรื่องนี้นั้นต้องบอกว่า ‘พระๆๆๆๆๆ เจ้าๆๆๆๆๆ จอร์จๆๆๆ....มันๆๆๆๆๆๆ ยอดๆๆๆๆๆมั่กๆๆๆๆ...มาก’

"ณัฐพงษ์ โอฆะพนม"