บันเทิง

คมเคียวคมปากกา - ไม่มีนักแต่งเพลงอิสระ?

คมเคียวคมปากกา - ไม่มีนักแต่งเพลงอิสระ?

02 ก.พ. 2554

ศุกร์ที่ผ่านมา นั่งอ่านเรื่องจากปกจุดประกาย กรุงเทพธุรกิจ "(ถึงเวลา) คนเขียนเพลงบรรเลงชีวิต (ตัวเอง)" ด้วยความเข้าอกเข้าใจ "คนทำงานเบื้องหลัง" แห่งอุตสาหกรรมเพลงไทย

 เข้าใจว่าที่มาของรายงานพิเศษชิ้นนั้น คงสืบเนื่องมาจากกรณี "ดี้" นิติพงษ์ ห่อนาค นักแต่งเพลงชื่อดัง และผู้บริหารค่ายเพลงแกรมมี่ลา ออกแบบมีปัญหาคาใจกับต้นสังกัด

 ด้วยความเป็น "ดี้ นิติพงษ์" จึงมีปฏิกิริยาทั้งบวกและลบอย่างกว้างขวาง แต่คนที่พูดแล้วโดนใจผมคือ ณฐพล ศรีจอมขวัญ สมาชิกวงกรู้ฟไรเดอร์ และเป็นผู้บริหารของค่ายสไปซีดิสก์

 "ทุกอย่างเปลี่ยนอย่างรวดเร็ว และผมกล้าพูดได้ว่า สิ่งที่ทำให้เปลี่ยนแปลงขนาดนี้คือเทคโนโลยี"
 ใช่แล้วครับ ทุกครั้งที่มีการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีในอุตสาหกรรมดนตรี ก็จะส่งผลถึงผู้คนในแวดวงนี้ไม่ทางใด ก็ทางหนึ่ง

 ประเด็นหนึ่งที่ผมเห็นว่า มีการพูดถึงกันเยอะ เกี่ยวกับนักแต่งเพลงประจำค่ายกับนักแต่งเพลงอิสระ แต่ในความเป็นจริง โลกธุรกิจเพลงใบนี้ มีอยู่ 2 ขั้วเท่านั้นคือ "นักแต่งเพลงสังกัดค่าย" กับ "นักแต่งเพลงไร้ค่าย"

 ผมไม่เชื่อว่า คนเขียนเพลงจะมีอิสระ ทำงานได้อย่างเสรี ตราบเท่าที่ยังเวียนว่ายอยู่ในวงจรธุรกิจเพลง ซึ่งผมเคยเขียนในคอลัมน์นี้ว่า นับตั้งแต่มีการขายเพลงให้นักร้องนำไปอัดแผ่นเสียงเพื่อการค้า นักแต่งคนนั้นก็ไม่มีอิสระเสรีในการทำงานแล้ว

 แม้นักแต่งเพลงลูกทุ่งรุ่นเก่า จะไม่มีสังกัดค่ายเพลง แต่ในการทำงานก็หนีไม่พ้นระบบธุรกิจ ต้องแต่งเพลงให้ขายได้

 ถ้าเพลงไม่ดัง ก็ไม่มีใครมาจ้างเขียนเพลงหรือรับซื้อเพลง นักแต่งเพลงจึงมิอาจล่องลอยอยู่ในจินตนาการอันล้ำเลิศได้ หากไม่ยืนอยู่ความเป็นจริงของชีวิต

 จะว่าไปแล้ว พ.ศ.โน้น มันก็มีลักษณะ "กึ่งสังกัด" อยู่บ้าง เช่นนักแต่งประจำวงดนตรี หรือนักแต่งที่ผูกขาดอยู่กับนายห้างขายแผ่นเสียง

 ระยะหลังธุรกิจเพลง-ดนตรีได้พัฒนาสู่อุตสาหกรรมบันเทิง มีบริษัทยักษ์ใหญ่เกิดขึ้น จึงเกิดระบบว่าจ้างคนเขียนเพลงในลักษณะ "ลูกจ้างประจำ" แทนที่จะซื้อเพลงจากนักแต่งนอกบริษัท

 ยุคหนึ่งนักแต่งเพลงที่เป็นลูกจ้าง ก็จะได้ค่าตอบแทนสูง เนื่องจากบริษัทมีรายได้หลักจากการขายเพลง แต่ปัจจุบัน รายได้หลักของบริษัทไม่ใช่เพลงอย่างเดียว นักแต่งเพลงกลายเป็น "ส่วนเกิน" ที่จำเป็นต้อง "ลดภาระต้นทุน"
 
 อีกอย่างระบบการจัดสรรผลประโยชน์ไม่ลงตัว จึงส่งผลให้คนเขียนเพลงจำนวนหนึ่ง ต้องลาออกจากบริษัทใหญ่ไป "รับจ้างเขียนเพลงทั่วประเทศ" แทน หรือไม่ก็ไปตั้งบริษัทประกอบธุรกิจค้าขายเพลง

 ปัญหาของ "ดี้ นิติพงษ์" กับ "แกรมมี่" อาจไม่ใช่เรื่องการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของอุตสาหกรรมดนตรีอย่างเดียว แกรมมี่อาจมีปัญหาภายในการบริหารองค์กร ที่คนนอกอย่างเรายากที่จะหยั่งรู้ 

 การออกจากแกรมมี่ของดี้ ก็มิได้หมายความว่า มีอิสระ เพราะเขายังแสดงเจตจำนงที่ทำธุรกิจเพลงอีกต่อไป
 ดี้ นิติพงษ์ จึงใช้คำว่า "เปลี่ยนสถานะ" จากนักแต่งในสังกัด มาเป็นนักแต่งไม่มีสังกัด

 ขณะเดียวกัน ค่ายเพลงบางแห่งก็ปรับตัว ผ่อนกฎเกณฑ์การซื้อเพลง-ขายเพลง เพื่อให้นักแต่งไร้ค่ายได้มีโอกาสเสนอผลงานมาพิจารณา ด้วยหวังที่จะได้ "คำร้อง" ที่หลากหลาย

 จึงสรุปอีกทีว่า ไม่มีนักแต่งอิสระ ตราบเท่าที่คนเขียนเพลง ยังบรรเลงเพลงเพื่อปากท้อง!

"บรรณวัชร"