บันเทิง

รู้ทันกฎหมาย - เลิกกันเถอะ

รู้ทันกฎหมาย - เลิกกันเถอะ

09 เม.ย. 2552

คำแสลงของคนมีรัก ไม่ว่าจะในระดับคู่รักหรือคู่สมรส ลองใครสักคนเอ่ยปากออกไปก็เรียกได้ว่า งานเข้า

  คนเราไม่อาจจะอยู่ด้วยกันตลอดกาล ต้องมีวันจากลา ถ้าไม่จากเป็น ก็ต้องจากตาย หากยังมีใจรักใคร่ การจากเป็นหรือจากตายก็ทำให้เศร้าหมองหรืออารมณ์ไม่ผ่องใส ไม่เป็นทั้งสองฝ่ายก็ต้องฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง 

 ไม่เพียงคู่รักเท่านั้น ในการทำงานก็เช่นกัน เป็นลูกจ้างนายจ้างก็มีความเป็นไปได้สูงที่ต้องมีสักวันที่จะต้องอำลา ไม่ลาออกก็ไล่ออก  เมื่อถึงเวลาบอกศาลาแยกย้ายกัน หันหน้าคนละทาง ต่างคนต่างไป ก็คงง่ายกว่าเลิกกับคนรัก แต่คนที่อกหักมักจะเป็นลูกจ้าง ที่ต้องหางานหาการใหม่ ไม่ว่าจะยินยอมพร้อมใจอยากออกหรือเขาให้ออกไป ก็ต้องหาที่ทำงานใหม่อยู่ดี

 เลิกกันแบบนี้จึงไม่ง่ายเหมือนบอกเลิกรักใครสักคน เลิกไม่ถูกวิธีก็อับจนได้เพราะมีกฎหมายกำหนดวิธีเอาไว้ ถ้าไม่รู้หรือรู้ไม่จริงเมื่อไหร่ เลิกคราวนี้อาจเสียหายและเสียใจได้

 ส่วนใหญ่ก็เป็นที่รู้และเข้าใจว่าจะให้ใครออกจากงานสักทีต้องมีลีลาสักนิด อย่าคิดทำเซอร์ไพรส์ให้ลูกจ้างตกอกตกใจตั้งตัวไม่ทัน กฎหมายบอกว่าให้แจ้งลูกจ้างเป็นกิจจะลักษณะ อย่าใช้คำพูดกำกวม เช่น ให้พิจารณาตนเอง ไม่ได้แปลว่าให้ออก การบอกเลิกจ้าง อาจทำด้วยวาจา หรือว่ากันเป็นตัวหนังสือก็ได้

 แต่ก็ต้องให้เวลาเขารู้ตัวล่วงหน้า โดยกฎหมายกำหนดว่าต้องบอกล่วงหน้าอย่างน้อยก็เท่ากับระยะเวลาการจ่ายค่าจ้าง อย่างน้อยต้องอย่าเอาแต่ใจ นึกจะเลิกเมื่อไหร่ก็บอกเลิกไปไม่ไยดี

 ทีนี้ก็มาถึงความไม่เข้าใจของนายจ้าง ตั้งใจทำตามกฎหมายโดยบอกล่วงหน้าเอาไว้ตั้งเดือน กฎหมายก็บอกอย่างนั้นว่าให้บอกกันตั้งแต่ก่อนจ่ายเงินเดือนค่าจ้าง หรืออย่างช้าก็ตอนที่จ่ายเงินเดือน
 
 แต่ก็ยังไม่เข้าใจความหมายของระยะเวลา จะมาบอกกันในเดือนนั้นๆ ไม่ได้ แม้จะบอกต้นเดือนก็ไม่ได้มีผลตอนสิ้นเดือนเสียที่ไหน จะกลายเป็นมีผลในอีกเดือนถัดไป กว่าจะเลิกจ้างกันได้ต้องใช้เวลา

 อย่างเช่นจ่ายเงินเดือนวันที่ 30 เมษาก็ต้องบอกในวันนั้นหรือก่อนวันนั้น ลูกจ้างก็ยังต้องทำงานต่อไปในเดือนพฤษภา แล้วเจ้านายต้องจ่ายเงินเดือนให้ในวันสิ้นเดือนพฤษภาคมแล้วค่อยร่ำลาอาลัยกัน

 แต่ถ้าดันไปบอกเสียวันที่ 2 พฤษภา อย่าคิดว่าจะมีผลในสิ้นเดือนพฤษภาคม จะต้องเจอหน้าเขามาทำงานต่อไปทั้งในเดือนพฤษภาคม และเดือนมิถุนายนอีกสองเดือน แถมต้องจ่ายเงินเดือนให้ทั้งสองเดือนที่ทำงานนั้น 

 เจ้านายต้องจ่ายเงินกันหัวบานเพราะการบอกล่วงหน้าแบบว่าคลาดไปสองวัน เลยมีอันเป็นไปอย่างนี้

 ในกรณีที่บอกแล้วก็ไม่อยากให้อยู่ต่อไป ก็ทำได้โดยการจ่ายค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า เป็นอันว่าบอกเขาวันที่ 30 เมษาเป็นอย่างช้า แล้วจ่ายเงินสำหรับเดือนพฤษภาคม แล้วแยกย้ายกันไป ไม่ต้องมาทำงานในวันรุ่งขึ้น

 แต่ถ้าบอกเขาเอาวันที่ 2 พฤษภา ก็เป็นอันว่าเขาต้องมาทำงานในเดือนพฤษภาคม และนายต้องจ่ายงินสำหรับเดือนมิถุนายนให้ไป หรือไม่ก็จ่ายให้สองเดือน คือสำหรับพฤษภาคมและมิถุนายนจึงจะเข้าท่าเข้าที่ของกฎหมาย

 บอกเลิกจ้างไม่ง่ายเหมือนการบอกเลิกรักใครสักคน ที่ไม่มีกรอบระยะเวลาของกฎหมายมาจำกัด บอกเลิกรักใครช้าไปเพียง 1 วัน ก็อาจมีเวลาทบทวนอีกครั้งเผื่อเปลี่ยนใจ แต่บอกเลิกจ้างช้าไป  อย่าหวังจะมีการเปลี่ยนใจ มีแต่จะต้องจ่ายเพิ่มเติม

"ศรัณยา ไชยสุต"