
ศิลาในน้ำเชี่ยว - สร้างบุญ รู้ทันกรรม ชีวิตมีสุข
วันก่อน อ.วารินทร์ บัววิรัตน์เลิศ ผู้ที่บรรดาสื่อหลายสำนักให้ฉายาว่า ‘โหร คมช.’ ได้ให้เกียรติกับกิจกรรม ชมรมคนรู้ใจ มาบอกเล่าเรื่องราวและเปิดเผยเคล็ดลับในการ ทำบุญอย่างไรถึงจะคลายกรรม เพื่อชีวิตดีมีสุข ซึ่งจัดขึ้นที่หอประชุมพุทธคยา ชั้น 22 อาคาร อัมรินทร์ พลาซ่า
อ.วารินทร์ บอกว่า เราโชคดีที่เกิดมาเป็นมนุษย์ และยิ่งโชคดียิ่งกว่าที่ได้มาพบพระพุทธศาสนา ซึ่งเป็นศาสนาเดียวที่สอนให้คนบรรลุถึงพระนิพพาน โดยพุทธศาสนิกชนเราเริ่มต้นได้จากการปฏิบัติ ทาน ศีล ภาวนา ซึ่งเป็นบันไดสามขั้น เป็นเบื้องต้น เราจะข้ามข้อใดข้อหนึ่งไปไม่ได้
เริ่มจาก ทาน เป็นขั้นแรก เพราะโดยธรรมชาติแล้ว คนที่ยังไม่ได้รับการพัฒนาขัดเกลาจะมีความเห็นแก่ตัวสูง มีความละโมบโลภมาก มุ่งกอบโกยเอาใส่ตัวเป็นหลัก แล้วแย่งชิงเบียดเบียน สร้างความทุกข์ความเดือดร้อนแก่กันและกัน เกิดวงจรแห่ง "กรรมชั่ว" พอกพูน ทบทวีขึ้นไม่มีประมาณ แต่ในทางตรงกันข้าม การให้ทาน เป็นการพัฒนาขัดเกลาตนเองให้เป็นผู้รู้จักให้ รู้จักเสียสละ รู้จักเมตตากรุณาต่อผู้อื่น เกิดกระแสวงจรแห่ง "กรรมดี"
ในการให้นั้น ผู้รับย่อมเป็นสุข ในขณะเดียวกัน ผู้ให้ก็เป็นสุข ผู้ที่เป็นสุขทั้งสองฝ่ายย่อมมีความพร้อมที่จะทำบุญขั้นสูงต่อไปได้ เป็นเหตุ เป็นปัจจัยเอื้อต่อการทำบุญขั้นต่อๆ ไปได้เป็นอย่างดี
ขั้นที่สองคือ การรักษาศีล เป็นการพัฒนาฝึกฝนตนเองให้เป็นผู้มีระเบียบ มีวินัยอยู่ในกรอบแห่งการประพฤติดี ปฏิบัติชอบตามแนวทางที่พระพุทธองค์ทรงบัญญัติไว้ เสริมสร้างนิสัยสันดานความเป็นคนดี เป็นคนที่สามารถละเว้นความชั่วได้เป็นนิจ เป็นคนที่แน่วแน่ที่จะพัฒนายกระดับทั้งจิตใจและความประพฤติให้เป็นคนที่พร้อมสมบูรณ์ที่จะพัฒนาในขั้นที่สามต่อไป
นั่นก็คือ การภาวนา ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่าย ลองหลับตาภาวนาดู จะเห็นว่าจิตเรามันวอกแวก ไม่นิ่งอยู่กับที่ วิ่งวนเหมือนลิงที่ไม่อยู่นิ่ง เพราะการภาวนานั้น เป็นการมุ่งมั่นตรากตรำ เป็นความเพียรพยายามอย่างยิ่งยวด ในการขัดเกลาจิตใจเพื่อให้สะอาดปราศจากอาสวะมีดวงตาเห็นธรรมของพระพุทธเจ้า จนสามารถกำจัดกิเลสได้ และเข้าใกล้นิพพานเป็นลำดับๆ ไป อันเป็นสุดยอดปรารถนาของชาวพุทธ
อ.วารินทร์ บอกอีกว่า บุญ คือ การกระทำความดี คือ สิ่งที่เมื่อผู้กระทำแล้วย่อมมีจิตใจผ่องใส ผู้ที่ทำบุญแล้วมักจะมีจิตใจชุ่มชื่น มีจิตที่เบิกบาน คือ จิตที่มีความสุข ซึ่งเป็นสิ่งที่อธิบายว่า อานิสงส์ของการทำบุญนั้น มีจริง
ส่วนการทำบุญนั้นมีอยู่สองแบบ คือ ทำบุญด้วยจิตศรัทธา กับ สักแต่ว่าทำ ซึ่งอานิสงส์ที่จะได้รับนั้นแตกต่างกันแน่นอน และผู้ที่ปฏิบัติธรรมเท่านั้นจึงจะได้รับผลบุญที่ได้ทำด้วยจิตศรัทธาอันบริสุทธิ์
ผู้ที่ต้องการจะมีความสุขในชีวิต จึงควรที่จะเริ่มต้นฝึกปฏิบัติตัวตามแนวทางของพระพุทธองค์ ด้วยการทำบุญ ให้ทาน รักษาศีล และปฏิบัติภาวนา อยู่ในกรอบศีลธรรมอันดี หมั่นทำบุญด้วยจิตศรัทธาอันบริสุทธิ์ เพราะอานิสงส์ของการทำบุญนั้นมีจริง และจะช่วยผ่อนกรรมหนักที่เราเคยสร้างไว้ในชาติปางก่อนหรือแม้แต่ในชาตินี้ให้เบาบางและคลายจางลงได้
แม้เราจะแก้กรรมไม่ได้ แต่การขออโหสิกรรมจะช่วยเราได้ เพราะหากเราได้ขออโหสิกรรมต่อเจ้ากรรมนายเวรอย่างถูกวิธีแล้ว เจ้ากรรมนายเวรท่านรับรู้และมีเมตตาให้อภัยเป็นอโหสิกรรมแก่เราได้ กรรมหนักก็จะกลายเป็นกรรมเบา เป็นเศษกรรมที่ส่งผลกระทบต่อเราเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
ดังนั้น ในโอกาสทำบุญต่างๆ เราจึงมักต้องกล่าวคำขออโหสิกรรม ทั้งในฐานะที่เราเป็น ผู้ขออโหสิกรรม และในฐานะที่เราเป็นผู้ให้อโหสิกรรม เพื่อชีวิตดีมีสุขกันถ้วนหน้า ทุกท่านเทอญ
"ดนัย จันทร์เจ้าฉาย"



