บันเทิง

คมเคียวคมปากกา - ห่มลมหนาว ปั้นข้าวจี่ อ่านบทกวี  คีตวรรณกรรม

คมเคียวคมปากกา - ห่มลมหนาว ปั้นข้าวจี่ อ่านบทกวี คีตวรรณกรรม

28 ม.ค. 2554

เขียนต้นฉบับวันอังคารที่ ๒๕ มกราคม ๒๕๕๔ ขึ้น ๖ ค่ำ เดือนยี่

 ฤดูหนาวปีนี้ ดูเหมือนจะมาแบบหนาวๆ ร้อนๆ คล้ายคนเป็นไข้ บางวันเตรียมเสื้อกันหนาวกลับร้อน  บางวันไม่ได้เตรียมกลับหนาวๆ เย็นๆ อย่างมีงานหนึ่งเมื่อวันที่ ๑๔ มกราคม ที่ผ่านมา ณ มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม เขาตั้งชื่อ “ห่มลมหนาว ปั้นข้าวจี่  อ่านบทกวี  คีตวรรณกรรม” ด้วยวันก่อนๆ แถวนั้นหนาวเย็น พอถึงวันงานหลายคนฝันถึงบรรยากาศ “ห่มลมหนาว” กลับไม่หนาวเท่าไหร่เลย

 แต่เอาเถอะ อย่างอื่นก็ดูรื่นรมย์ลุล่วงด้วยดี  โดยความร่วมแรงแรงร่วมใจกันของนักศึกษา คณะมนุษยศาสตร์ ซึ่งนำโดยโดยอาจารย์หลักๆ คือ ผศ. สุทัศน์ วงศ์กระบากถาวร และ อาจารย์อริยานุวัตร  สมาธยกุล  ทำให้หลายคนได้รำลึกความหลังบริเวณเวทีกลางแจ้งของสถาบัน ให้นักศึกษาพากันปั้นข้าวจี่ปิ้งหอมๆ จิ้มกับกับแจ่วบอง เพียงคำแรกก็ต้องรีบกด “ถูกใจ” ให้ในใจเหมือนใน “เฟซบุ๊ก” เลย ตามมาด้วยปลาดุกตัวขนาดไม่เล็กไม่ใหญ่ ทาเกลือย่าง การกินแบบใช้มือเปล่าขณะนั่งชมรายการของนักศึกษาไปด้วย  จึงได้รสชาติทางอาหารและทางศิลปวัฒนธรรมไปอีกแบบ ไม่เหมือนจัดงานในห้องประชุม 

 งานเริ่มหัวค่ำ เลิกเอาก่อนเที่ยงคืน เริ่มด้วยให้ผม และ ไฝ  สันติภาพ กับ นิด  ลายสือ  พูดคุยเรื่องแรงบันดาลใจส่องทางชีวิตจากบทเพลงและบทกวี ก็เป็นเรื่องราวทั่วไปที่เล่าๆ กันแล้ว  บทเพลงก็คือบทกวี  บทกวีก็คือบทเพลง  ไม่ว่าคนเขียนบทกวี  คนเขียนเพลง  หรือคนร้องเพลง  ต่างก็ส่องทางสร้างแรงบันดาลใจแก่กันในหลายเงื่อนไขพื้นที่และเวลา  อย่างกรณีเจ้าของเพลง “ขุนเขายะเยือก” เขาเปิดใจว่าเพลงที่เปลี่ยนชีวิตของเขาสมัยวัยรุ่นให้หันมาทางดนตรี ก็คือ “ลมหายใจของความคิดถึง” ของ วงแม็คอินทอช

 “ก็มีสักครั้งในชีวิตหนึ่ง จะซาบซึ้งกับหัวใจ อ่านบทกลอนแล้วร้องไห้  ฟังเพลงได้ตลอดทั้งคืน”
 เขาอ่านท่อนแรกของเพลงเป็นแบบบทกลอน  แล้วหลังจากนั้นก็อดไม่ได้ที่จะขับขานบทเพลงจากวันวัยหนึ่งของเขา  เรียกว่าทั้งคนเคยฟังและไม่เคยฟัง  ต่างก็ได้ฟังในค่ำคืนพิเศษนั้น  ผมบอกว่าก็ชอบเพลงนี้เหมือนกัน  และจำได้ว่าประพันธ์โดย “กรวิก” หรือ สันติ  เศวตวิมล  โดย นิด  ลายสือ บอกว่าเขาก็เพิ่งรู้ชื่อผู้แต่งนี่แหละ  นั่นแสดงให้เห็น  จะรู้จักหรือไม่รู้จักชื่อผู้แต่ง ตัวบทกลอนหรือบทเพลงก็ทำหน้าที่เป็นแรงบันดาลใจให้ผู้คนไปแล้วตั้งมากมาย  คืนนั้นหลายคนเอ่ยชื่นชมผู้แต่งเพลงนี้  ที่นำบทกลอนและบทเพลงมาเกี่ยวดองกับหัวใจได้อย่างทรงพลัง  ถือเป็นเพลงรักเพลงคิดถึงที่ไพเราะงดงามกินใจมากเพลงหนึ่ง

 ในส่วนของกิจกรรมนักศึกษา  อาจารย์ก็ให้โจทย์ล่วงหน้าไปเตรียมตัวเตรียมซ้อมมาแล้ว  แบ่งเป็นกลุ่มๆ ชั้นๆ เพื่อมาแสดง  เป็นการประกวดกลายๆ  ผมและเพื่อนนักดนตรีทั้งสองจึงกลายเป็นกรรมการไปโดยปริยาย  ก็สนุกสนานตามสภาพ  ที่เห็นจุดเด่นอย่างหนึ่งคือทุกการแสดงประกอบเพลง  ไม่ว่าจะทำเป็นละครหรือฟ้อนรำ  จะต้องเริ่มต้นด้วยการอ่านบทกวี  ถือเป็นการเรียนวิชาร้อยกรองไปในตัว  ถ้าไม่ตั้งโจทย์ไว้  ปล่อยให้คิดแต่ร้องเพลงและแสดงละครฟ้อนรำ  ก็จะเห็นแต่ภาพชินๆ ตา  คือมักเป็นแต่การเลียนแบบจากเวทีดนตรีในโทรทัศน์  หลายครั้งที่พบว่ากิจกรรมการแสดงของนักเรียนนักศึกษาตามค่ายวรรณกรรมมักเลียนแบบโทรทัศน์ไว้ก่อน เพราะมันง่ายต่อการถูกยอมรับ  แค่แต่งตัวหรือแสดงเลียนแบบดารา  เพื่อนๆ ก็กรี๊ดกร๊าดกันแล้ว  ตรงนี้เข้าใจอยู่  แต่พอมากไปก็เฝือ  และก่อให้เกิดความรู้สึกในใจ...อะไรๆ ก็ดารา?

 งานค่ำคืนนั้น การให้โจทย์แต่งกลอนและอ่านกลอนประกอบเพลง จึงเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่ง  เป็นประสบการณ์การฟังที่ทั้งนักศึกษาและครูบาอาจารย์ได้เรียนรู้ร่วมกัน  หลายกลุ่มแต่งและอ่านบทกลอนดีทีเดียว  โดยเฉพาะบางกลุ่มอ่านเป็นภาษาพื้นถิ่นอีสาน  ฟังแล้วรู้สึกดีมาก  ครูบาอาจารย์ที่สอนเรื่องร้อยกรอง  นอกจากการขับเสภาหรือทำนองเสนาะภาษากลางแล้ว  การอ่านด้วยสำเนียงท้องถิ่นก็น่าส่งเสริมอย่างยิ่ง

 น่าแปลกใจ  เด็กรุ่นใหม่สมัยนี้ร้องเพลงลูกทุ่งเก่งๆ กันหลายคน  ไปไหนเป็นต้องพบเจอนักเรียนนักศึกษาที่ร้องเพลงได้ดีไม่แพ้นักร้องอาชีพ  เรียกว่ามีแทบทุกโรงเรียน ชนิด “ครูสลา” ปั้นไม่ทัน  กิจกรรมวันนั้นแทบทุกคณะต่างเลือกเพลงและร้องเพลงได้ไพเราะ  ฟังเพลินเจริญใจทีเดียว  ที่ประทับใจเป็นพิเศษคือคนที่ร้องเพลง “ฝนฮวยดอกจาน” ของ นิ้วก้อย กรรณิการ์

 บังเอิญผมชอบเพลงนี้มาก่อนแล้ว ผู้แต่งชื่อ ส. วัชรินทร์...จะเล่าต่อในโอกาสต่อไปครับ!

"ไพวรินทร์ ขาวงาม"