
คมเคียวคมปากกา - ห่มลมหนาว ปั้นข้าวจี่ อ่านบทกวี คีตวรรณกรรม
เขียนต้นฉบับวันอังคารที่ ๒๕ มกราคม ๒๕๕๔ ขึ้น ๖ ค่ำ เดือนยี่
ฤดูหนาวปีนี้ ดูเหมือนจะมาแบบหนาวๆ ร้อนๆ คล้ายคนเป็นไข้ บางวันเตรียมเสื้อกันหนาวกลับร้อน บางวันไม่ได้เตรียมกลับหนาวๆ เย็นๆ อย่างมีงานหนึ่งเมื่อวันที่ ๑๔ มกราคม ที่ผ่านมา ณ มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม เขาตั้งชื่อ “ห่มลมหนาว ปั้นข้าวจี่ อ่านบทกวี คีตวรรณกรรม” ด้วยวันก่อนๆ แถวนั้นหนาวเย็น พอถึงวันงานหลายคนฝันถึงบรรยากาศ “ห่มลมหนาว” กลับไม่หนาวเท่าไหร่เลย
แต่เอาเถอะ อย่างอื่นก็ดูรื่นรมย์ลุล่วงด้วยดี โดยความร่วมแรงแรงร่วมใจกันของนักศึกษา คณะมนุษยศาสตร์ ซึ่งนำโดยโดยอาจารย์หลักๆ คือ ผศ. สุทัศน์ วงศ์กระบากถาวร และ อาจารย์อริยานุวัตร สมาธยกุล ทำให้หลายคนได้รำลึกความหลังบริเวณเวทีกลางแจ้งของสถาบัน ให้นักศึกษาพากันปั้นข้าวจี่ปิ้งหอมๆ จิ้มกับกับแจ่วบอง เพียงคำแรกก็ต้องรีบกด “ถูกใจ” ให้ในใจเหมือนใน “เฟซบุ๊ก” เลย ตามมาด้วยปลาดุกตัวขนาดไม่เล็กไม่ใหญ่ ทาเกลือย่าง การกินแบบใช้มือเปล่าขณะนั่งชมรายการของนักศึกษาไปด้วย จึงได้รสชาติทางอาหารและทางศิลปวัฒนธรรมไปอีกแบบ ไม่เหมือนจัดงานในห้องประชุม
งานเริ่มหัวค่ำ เลิกเอาก่อนเที่ยงคืน เริ่มด้วยให้ผม และ ไฝ สันติภาพ กับ นิด ลายสือ พูดคุยเรื่องแรงบันดาลใจส่องทางชีวิตจากบทเพลงและบทกวี ก็เป็นเรื่องราวทั่วไปที่เล่าๆ กันแล้ว บทเพลงก็คือบทกวี บทกวีก็คือบทเพลง ไม่ว่าคนเขียนบทกวี คนเขียนเพลง หรือคนร้องเพลง ต่างก็ส่องทางสร้างแรงบันดาลใจแก่กันในหลายเงื่อนไขพื้นที่และเวลา อย่างกรณีเจ้าของเพลง “ขุนเขายะเยือก” เขาเปิดใจว่าเพลงที่เปลี่ยนชีวิตของเขาสมัยวัยรุ่นให้หันมาทางดนตรี ก็คือ “ลมหายใจของความคิดถึง” ของ วงแม็คอินทอช
“ก็มีสักครั้งในชีวิตหนึ่ง จะซาบซึ้งกับหัวใจ อ่านบทกลอนแล้วร้องไห้ ฟังเพลงได้ตลอดทั้งคืน”
เขาอ่านท่อนแรกของเพลงเป็นแบบบทกลอน แล้วหลังจากนั้นก็อดไม่ได้ที่จะขับขานบทเพลงจากวันวัยหนึ่งของเขา เรียกว่าทั้งคนเคยฟังและไม่เคยฟัง ต่างก็ได้ฟังในค่ำคืนพิเศษนั้น ผมบอกว่าก็ชอบเพลงนี้เหมือนกัน และจำได้ว่าประพันธ์โดย “กรวิก” หรือ สันติ เศวตวิมล โดย นิด ลายสือ บอกว่าเขาก็เพิ่งรู้ชื่อผู้แต่งนี่แหละ นั่นแสดงให้เห็น จะรู้จักหรือไม่รู้จักชื่อผู้แต่ง ตัวบทกลอนหรือบทเพลงก็ทำหน้าที่เป็นแรงบันดาลใจให้ผู้คนไปแล้วตั้งมากมาย คืนนั้นหลายคนเอ่ยชื่นชมผู้แต่งเพลงนี้ ที่นำบทกลอนและบทเพลงมาเกี่ยวดองกับหัวใจได้อย่างทรงพลัง ถือเป็นเพลงรักเพลงคิดถึงที่ไพเราะงดงามกินใจมากเพลงหนึ่ง
ในส่วนของกิจกรรมนักศึกษา อาจารย์ก็ให้โจทย์ล่วงหน้าไปเตรียมตัวเตรียมซ้อมมาแล้ว แบ่งเป็นกลุ่มๆ ชั้นๆ เพื่อมาแสดง เป็นการประกวดกลายๆ ผมและเพื่อนนักดนตรีทั้งสองจึงกลายเป็นกรรมการไปโดยปริยาย ก็สนุกสนานตามสภาพ ที่เห็นจุดเด่นอย่างหนึ่งคือทุกการแสดงประกอบเพลง ไม่ว่าจะทำเป็นละครหรือฟ้อนรำ จะต้องเริ่มต้นด้วยการอ่านบทกวี ถือเป็นการเรียนวิชาร้อยกรองไปในตัว ถ้าไม่ตั้งโจทย์ไว้ ปล่อยให้คิดแต่ร้องเพลงและแสดงละครฟ้อนรำ ก็จะเห็นแต่ภาพชินๆ ตา คือมักเป็นแต่การเลียนแบบจากเวทีดนตรีในโทรทัศน์ หลายครั้งที่พบว่ากิจกรรมการแสดงของนักเรียนนักศึกษาตามค่ายวรรณกรรมมักเลียนแบบโทรทัศน์ไว้ก่อน เพราะมันง่ายต่อการถูกยอมรับ แค่แต่งตัวหรือแสดงเลียนแบบดารา เพื่อนๆ ก็กรี๊ดกร๊าดกันแล้ว ตรงนี้เข้าใจอยู่ แต่พอมากไปก็เฝือ และก่อให้เกิดความรู้สึกในใจ...อะไรๆ ก็ดารา?
งานค่ำคืนนั้น การให้โจทย์แต่งกลอนและอ่านกลอนประกอบเพลง จึงเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่ง เป็นประสบการณ์การฟังที่ทั้งนักศึกษาและครูบาอาจารย์ได้เรียนรู้ร่วมกัน หลายกลุ่มแต่งและอ่านบทกลอนดีทีเดียว โดยเฉพาะบางกลุ่มอ่านเป็นภาษาพื้นถิ่นอีสาน ฟังแล้วรู้สึกดีมาก ครูบาอาจารย์ที่สอนเรื่องร้อยกรอง นอกจากการขับเสภาหรือทำนองเสนาะภาษากลางแล้ว การอ่านด้วยสำเนียงท้องถิ่นก็น่าส่งเสริมอย่างยิ่ง
น่าแปลกใจ เด็กรุ่นใหม่สมัยนี้ร้องเพลงลูกทุ่งเก่งๆ กันหลายคน ไปไหนเป็นต้องพบเจอนักเรียนนักศึกษาที่ร้องเพลงได้ดีไม่แพ้นักร้องอาชีพ เรียกว่ามีแทบทุกโรงเรียน ชนิด “ครูสลา” ปั้นไม่ทัน กิจกรรมวันนั้นแทบทุกคณะต่างเลือกเพลงและร้องเพลงได้ไพเราะ ฟังเพลินเจริญใจทีเดียว ที่ประทับใจเป็นพิเศษคือคนที่ร้องเพลง “ฝนฮวยดอกจาน” ของ นิ้วก้อย กรรณิการ์
บังเอิญผมชอบเพลงนี้มาก่อนแล้ว ผู้แต่งชื่อ ส. วัชรินทร์...จะเล่าต่อในโอกาสต่อไปครับ!
"ไพวรินทร์ ขาวงาม"



