
ความคิดต่างปัญหาของ "นักธุรกิจ" และ "คนทำเพลง"
กลายเป็นเรื่องเดิมๆ ที่ค่ายยักษ์ใหญ่อย่าง "จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่" ผจญมาตลอดในช่วงหลายต่อหลายปีที่ผ่านมา ในเรื่องปัญหาการจัดการบุคคลภายในองค์กรที่ปัญหามาอย่างต่อเนื่อง แต่เรื่องที่ทำให้ "แกรมมี่" กลับมาถูกจับตามองอีกครั้ง ก็เมื่อนักแต่งเพลงมือทอง "ดี้" นิติพ
กรณีทำให้ "แกรมมี่" กลับมาถูกจับตามองอีกครั้ง เพราะเมื่อไม่นานมานี้ "เจ" เจตริน วรรธนะสิน เคยหลุดปากบ่นในเรื่องระบบขององค์กรที่เปลี่ยนจนทำให้มีผลกระทบต่อนักร้องดังรุ่นก่อนๆ โดยปัญหาของ "แกรมมี่" ในตอนนี้ไม่ได้เป็นปัญหาเรื่องของความมั่นคงในองค์กรอย่างที่องค์กรอื่นๆ เจอ แต่ปัญหาเกิดจากการปรับเปลี่ยนองค์กรให้ทันโลกที่เปลี่ยนไป ที่ ณ ปัจจุบัน ซีดีเพลงเป็นสิ่งที่ลืมเลือนไปได้เลย การจะขายซีดีของศิลปินได้ 1 ล้านแผ่นเหมือนเมื่อก่อนเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ ดิจิทัลดาวน์โหลด คือสิ่งที่เข้ามาทดแทนการฟังซีดี แต่เม็ดเงินที่ได้จากการดาวน์โหลดก็เทียบไม่ได้กับยุคเฟื่องฟูของการขายซีดี เพราะฉะนั้นกลยุทธ์การตลาดเปลี่ยนตามไปด้วย ถ้ามองในแง่ของธุรกิจอาจเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ แต่ในแง่ของคนทำงานเพลงมาตลอดแล้ว เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ขัดกับศรัทธาในการทำงาน เพราะทุกอย่างถูกตัดสินด้วยตัวเงินเท่านั้น
มุมมองในฐานะของคนทำงานทั้งนักแต่งเพลงอย่าง "ดี้" นิติพงษ์ หรือศิลปินมากคุณภาพอย่าง "เจ" เจตริน นั่นเป็นเรื่องที่ดูจะทำใจยอมรับได้ยาก เพราะยุคสมัยที่ "ดี้-เจ" รุ่งโรจน์ การดาวน์โหลดยังไม่มาถึง คนทำเพลงทำด้วยความรู้สึก ทำด้วยใจที่อยากจะทำ แต่ตอนนี้การทำเพลงหนึ่งอัลบั้มต้องคิดว่าจะขายดาวน์โหลดได้ไหม ต้องปล่อยเพลงออกมาจนกว่าจะติดตลาด จนกว่าแฟนๆ จะยอมรับ มิฉะนั้นไม่ได้ออกอัลบั้ม ซึ่งนักร้องระดับ "เจ" เจตริน หรือศิลปินดังรุ่นก่อนๆ เรื่องนี้อาจเป็นการทำลายความน่าเชื่อและชื่อเสียงที่เขาสั่งสมมา ในฐานะของนักแต่งเพลงแล้วการทำเพลงเพื่อเอาใจวัยรุ่น ด้วยภาษาที่พลิกแพลง หวือหวา อาจทำให้ศิลปะการแต่งเพลงของพวกเขาเสียไปก็เป็นไป ทางที่จะแก้ปัญหานี้ได้คงหนีไม่พ้นการหันหน้าเข้าหากัน หาจุดกึ่งกลางความพอใจของทั้งสองฝ่าย คงเป็นวิธีแก้ที่ดีที่สุดที่ทั้ง "อากู๋" ไพบูลย์ ดำรงชัยธรรม และ "เล็ก" บุษบา ดาวเรือง กำลังทำอยู่ และทำได้ดีเหมือนทุกๆ กรณีที่เคยผ่านมาแล้ว
ปัญหาภายในองค์กรไม่ได้มีเพียง "แกรมมี่" เท่านั้นที่เจอ แต่ค่ายอย่าง "อาร์เอส จำกัด (มหาชน)" เจอปัญหานี้เหมือนกัน แต่อาจจะแตกต่างกันตรงที่ปัญหาการเปลี่ยนแปลงของ "อาร์เอส" จบลงด้วยการจากลาซะเป็นส่วนใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นกรณีของ "เจมส์" เรืองศักดิ์ ลอยชูศักดิ์ "แดน" วรเวช ดานุวงศ์ "ชมพู ฟรุตตี้" สุทธิพงษ์ วัฒนจัง จนมาถึงล่าสุด "ลีเดีย" ศรัณรัชต์ วิสุทธิธาดา ที่ปัญหาไม่ได้ต่างจาก "แกรมมี่" เท่าไหร่ เป็นเรื่องของความคิดเห็นที่แตกต่างกันในเรื่องของงานและเงินเช่นกัน แต่รอยร้าวระหว่าง "อาร์เอส" กับอดีตเด็กก้นกุฏิดูเป็นเรื่องยากที่จะมาเปิดการเจรจาเพื่อหาความพอใจของทั้งสอง อาจเพราะทุกครั้งที่มีปัญหาจะมีมือที่สามที่สี่เข้ามาเป็นตัวแทรกกลางทำให้การพูดคุยไม่ใช่ทางออกของเรื่องนี้สำหรับ "อาร์เอส"
ส่วนค่าย "โซนี่ มิวสิค" อีกหนึ่งค่ายยักษ์ใหญ่กับไม่ค่อยได้รับปัญหาเหล่านี้ อาจเพราะการเติบโตของธุรกิจเพลงไทยภายในองค์กรอาจยังไม่ได้เทียบเท่ากับทั้ง "แกรมมี่" และ "อาร์เอส" หรืออาจเพราะว่าศิลปินไทยของค่าย "โซนี่ มิวสิค" ส่วนใหญ่ล้วนแต่เป็นศิลปินที่เติบโตมาพร้อมกับธุรกิจเพลงที่เปลี่ยนไป หรือเพราะกลยุทธ์ทางการตลาดของโซนี่ มิวสิค เอื้อเฟื้อกับศิลปิน โดยศิลปินส่วนใหญ่ของ "โซนี่ฯ" ต่างมีผลงานอัลบั้มออกมาด้วยกันทั้งนั้น โดยไม่คำนึงถึงความฮิตหรือยอดดาวน์โหลด ซึ่งสวนทางกับกระแสตลาดเพลงยุคปัจจุบัน ซึ่งถ้ามองในเรื่องของรายได้ที่ได้รับ "โซนี่" อาจได้ไม่เท่ากับ 2 ค่ายยักษ์ใหญ่คู่แข่ง แต่สิ่งที่ค่ายฝั่งพระราม 4 ได้อย่างแน่นอนคือใจในการทำงานของศิลปินหรือบุคคลากรที่ทำงานด้วยกัน
ซึ่งการเลือกทำการตลาดของทั้ง 3 ค่ายต่างบอกไม่ได้ว่าใครถูกหรือใครผิด เพราะต่างมียุทธวิธีที่ต่างกัน ขึ้นอยู่กับการตกลงกันของฝ่ายคนทำงานและฝ่ายธุรกิจ ถ้าต่างหันมามองในทางเดียวกัน ปัญหาก็ไม่เกิด แต่ถ้าความคิดคนละทางการแยกกันเดินคงเป็นเลือกทางที่ดีที่สุดสำหรับทุกฝ่ายก็เป็นได้



