บันเทิง

มองผ่านเลนส์คม - ทางรอดคนทำเพลง

มองผ่านเลนส์คม - ทางรอดคนทำเพลง

27 ม.ค. 2554

ไม่ใช่แค่ข่าวคุณ "ดี้" นิติพงษ์ ห่อนาค ที่มีปฏิกิริยาโยนหินถามทางตูมใหญ่ กับ "อากู๋" แห่งแกรมมี่ เท่านั้น

 แต่มันเป็นเรื่องใหญ่ในวงการเพลงบ้านเราจริงๆ
 หลังจากที่ถูกโจมตีด้วยเทคโนโลยี และผู้ฉวยโอกาส รวมทั้งผู้ฟังที่อยากได้ของดี แต่ไม่ยอมเสียเงิน ทำให้ค่ายเพลงและศิลปินต้องดิ้นรนหาทางอยู่รอดกันทุกวิถีทาง

 เคยได้ยินตลกร้ายอย่าง วง “โมโนโทน” ที่ทำตัวให้รอดด้วยการขยายสินค้า..."ขายกางเกงใน" เพื่อเอาเงินมาเติมฝัน

 แต่ในความจริง คงไม่มีใคร(บ้า)ทำอย่างนั้นได้ทุกคน 
 ที่ทำได้ตอนนี้ คือต้องงัดของดีมาอวด !!

 ค่ายเพลงปรับตัวด้วยการเปลี่ยนวิธีการขาย มาเป็นการตัดเพลงขายเป็นซิงเกิล เพลงไหนโดนก็ถูกดาวน์โหลดมาก รายได้จึงมาจากช่องทางนี้มากกว่าการเหมารวมขายเป็นอัลบั้ม 

 ทั้งยังไม่ต้องเสี่ยงกับการลงทุนผลิตและโปรโมทมากมายเหมือนเก่า
 ยังมีเรื่องความไม่ชัดเจน และไม่เป็นธรรมในการแบ่งลิขสิทธิ์ให้นักร้องและนักแต่งเพลง   

 นักแต่งเพลงก็ต้องเปลี่ยนขนานใหญ่ อดีตที่เคยแต่งเพลงแบบอภิมหาอมตะนิรันดร์กาล กดดันให้ต้องทำงานเทพได้เท่านั้น มีผลงานปีละเพลง หรือ 3 เพลง(อย่างที่แซวกัน)อยู่ไม่ได้แล้ว เป็นต้องปรับโหมดใหม่ 

 เพราะหมดยุคไอดอลของนักแต่งแบบนั้นแล้ว
 สมัยนี้ ถ้าไม่มีความสามารถในการแต่งเพลงได้เร็วราวกับเครื่องจักรก็อยู่ได้ยาก แต่แต่งแล้วไม่โดนจะยิ่งแล้วใหญ่ ดัชนีนี้วัดจากยอดการดาวน์โหลด 

 ช่องทางหนึ่งที่ทำเพลงให้ฮิตติดตลาด คือต้องมีช่องทางบวกไปกับละครหรือภาพยนตร์ คนที่แต่งเพลงประกอบละครที่กรอเปิดซ้ำแล้วซ้ำอีกจนติดหู มักจะได้รับความนิยมในที่สุด

 หันมาที่นักร้องบ้าง จากที่เคยร้องเพลงอย่างเดียว อยู่ไม่ได้เหมือนกัน แต่ละคนต้องพยายามทำตัวขายไปกับอีเวนท์ต่างๆ พร้อมๆ กับพัฒนาตัวเองให้เก่งรอบด้าน

 เพราะคนที่จะอยู่ได้ ต้องมีอาวุธครบมือ ดูอย่างเลดี้ กาก้า เธอเขียนเพลงเอง ร้องเอง สร้างภาพลักษณ์ จะแรงจะกล้ายังไงไม่ว่า แต่ขอให้เป็นที่ติดตา และลีลาไม่ตก

 ส่วนกระแสที่บ้านเราชอบสร้างกันนั้น เอามาใช้ก็ไม่ว่ากัน ขออย่าให้เว่อร์เกินไปนัก
 นักร้องต้องขายของเป็น ของที่ว่านั้นก็คือ "ตัวเอง"
 ขอย้ำว่าคนที่มีคาแรกเตอร์ มีเอกลักษณ์เท่านั้นถึงจะรอด
 เสริมด้วยการสร้างมูลค่าเพิ่มเข้าไป ไม่ว่าเล่นหนัง ละคร ถ่ายโฆษณา งานจ้างต่างๆ
 นี่คือทางหนีตาย อย่าไปหวังกับคนซื้อคนฟัง เพราะวัฒนธรรมบ้านเรายังไม่แข็งแรงพอ

 ขณะที่วงการเพลงเรายังไม่มีองค์กรที่จะรวมตัวกันหารือ และทางออกร่วมกันอย่างเป็นรูปธรรมได้ คนทำเพลงต้องปรับตัวเพื่อทำสิ่งที่รักต่อไปเอาเองให้ดีที่สุด

 โลกเราเปลี่ยนเร็วเหลือเกิน อย่าเสียเวลากับการฟูมฟายอีกเลย

"นันทพร ไวศยะสุวรรณ์"