
กวนเพลงให้น้ำใส - นักแต่งเพลง กับรายได้จากลิขสิทธิ์
ในโลกสากล อาชีพนักแต่งเพลงเป็นอาชีพที่เรียกว่า พออยู่ได้ในระดับดี และหลายคนถึงขั้นเป็น เศรษฐี - มหาเศรษฐี กันเลยทีเดียว
ไม่ต้องพูดถึงครูเพลงในกลุ่ม “เกรท อเมริกัน ซองบุ๊ก” บางคนเป็นครูอนุบาล แต่บังเอิญจับพลัดจับผลูแต่งเพลง Happy Birthday (เดิมมาจาก Good Morning to you) ก็ยังได้ค่าลอยัลตีจากเพลงนี้เป็นเงินมหาศาล ตราบจนถึงทุกวันนี้ เพราะมีคนเกิดกันทุกวัน ร้องกันทุกวัน มีการใช้เพลงนี้ในงานเลี้ยง หรือแม้กระทั่งออกอากาศทางวิทยุ
แม้กระทั่งคนแต่งเพลงนี้จะตายไปนานแล้ว แต่ผู้ครอบครองลิขสิทธิ์ ก็ยังได้รับผลประโยชน์ตามกฎหมาย ว่ากันว่านานถึงปี ค.ศ. 2030 เลยทีเดียว
แต่สำหรับเมืองไทย อาชีพนี้เป็นเรื่องใหญ่ขึ้นมาเมื่อวันก่อน เมื่อพี่เอื้อยของวงการออกมาส่งเสียงดังว่า มันกำลังจะกลายเป็นอาชีพที่สูญพันธุ์เข้าไปทุกทีแล้ว
ถือเป็นเรื่องน่าเห็นใจที่คนทำงานสร้างสรรค์ระดับ “ต้นน้ำ” ผู้มีส่วนสำคัญในการทำให้ศิลปินนักร้องมีบทเพลงสำหรับถ่ายทอดออกมาสร้างความบันเทิงแก่ผู้คน แต่กลับไม่มีโอกาสได้รับดอกผลจากการทำงานตามสมควร
เหตุผลง่ายๆ เพราะโครงสร้างอุตสาหกรรมเพลงที่เคยมี “ดุลยภาพ” กำลังเปลี่ยนแปลงไปสู่ความผิดปกติ เดิมนักแต่งเพลงเคยมีรายได้จากเพลงใหม่ๆ ที่ทยอยผลิตให้ศิลปินต่างๆ ควบคู่ไปกับการมีรายได้จากค่าลิขสิทธิ์เพลงเดิมๆ
แต่ทุกวันนี้ รายได้จากการแต่งเพลงใหม่หดหายไปเรื่อยๆ ค่ายเพลงออกอัลบั้มน้อยลง และเมื่อตลาดเพลงที่เคยมีรายได้จากการขายซีดีหดตัวลงอย่างรุนแรง รายได้โดยภาพรวมก็น้อยลงตามไปด้วย
นักแต่งเพลงบางคนได้ค่าแต่งเพลง ตั้งแต่ 2-3 พันบาท 5 พันบาท จนถึงหลักหมื่น พร้อมกับเปอร์เซ็นต์จากยอดขายซีดี ทุกวันนี้ จึงหนีไม่พ้นสภาพดังกล่าว อีกทั้งผลกระทบเหล่านี้ยังลุกลามมาถึงบรรดาระดับหัวหน้านักแต่งเพลงที่เคยมีเงินเดือนประจำสูงๆ ก็ต้องอยู่ในเงื่อนไขถูกลดเงินเดือนไปด้วย
คำถามที่ตามมาคือ อุตสาหกรรมเพลงจะแก้ไขปัญหานี้อย่างไร ทำอย่างไรจึงจะสร้างโมเดลจากธุรกิจที่เหมาะสม เพื่อให้นักแต่งเพลงสามารถสร้างสรรค์ผลงานต่อไปได้
ประการแรกสุด เราคงต้องพิจารณาว่า นักแต่งเพลงพึงมีรายได้จากอะไรบ้าง นอกจากรายได้ขั้นต้นจากการผลิตผลงานเพลงนั้นๆ และเปอร์เซ็นต์เมื่อขายอัลบั้มได้มากน้อยตามจำนวนที่ค่ายเพลงจะแบ่งให้
นอกเหนือจากนั้นแล้ว ในโลกสากล นักแต่งเพลงยังพึงมีรายได้จากการนำเพลงของเขา ทั้งคำร้องและทำนอง ไปใช้งานในรูปแบบอื่นๆ เช่น ริงโทน, การเปิดเพลงผ่านสื่อต่างๆ เช่น วิทยุโทรทัศน์ หรือคาราโอเกะ ตลอดจนถึงการแสดงสดตามเวทีคอนเสิร์ต คลับ บาร์ ซึ่งไม่ว่าจะบรรเลงโดยศิลปินรายใดก็ตาม นักแต่งเพลงก็พึงได้รับค่าลิขสิทธิ์เหล่านั้น
ทว่า หลายปีที่ผ่านมา ความพยายามในการจัดเก็บค่าลิขสิทธิ์เหล่านี้ยังมีปัญหาไม่น้อย ตั้งแต่ความถูกต้องชอบธรรมในการจัดเก็บจากผู้ใช้ดนตรีกรรม ความซ้ำซ้อนจากการมีผู้จัดเก็บหลายราย (อันเนื่องมาจากค่ายเพลงใหญ่ๆ มิได้รวมตัวเป็นองค์กรเดียว) ทำให้ผู้ประกอบการต้องปวดเศียรเวียนเกล้าในเรื่องนี้
ในส่วนของรายได้ที่เก็บจากการใช้เพลงเผยแพร่ออกอากาศนั้น ก็ยังเป็นการเหมาจ่ายก้อนใหญ่ๆ ที่ยากลำบากแก่การจัดสรรให้นักแต่งเพลงได้อย่างทั่วถึง เพราะผู้จัดเก็บทั้งหลาย (ซึ่งก็คือค่ายเพลง) ไม่ได้ลงทุนซอฟต์แวร์ในการเก็บประมวลผลเพลงต่างๆ ที่มีการใช้จริง ซึ่งในกรณีนี้ยังรวมไปถึงเพลงที่มีการนำไปบรรเลงในคอนเสิร์ต หรือสถานบันเทิงเริงรมย์ทั้งหลาย ว่าจะใช้เครื่องมือใดในการประมวลผล และมีความถูกต้องแม่นยำเพียงพอ
ปัญหานักแต่งเพลง จึงสะท้อนถึงปัญหาโครงสร้างพื้นฐานของอุตสาหกรรมเพลงบ้านเรา ที่แม้จะสร้างรายได้มหาศาลให้คนบางกลุ่ม แต่พวกเขาก็ยังไม่สามารถก้าวข้ามวังวนและวงจรอุบาทว์นี้ไปได้นั่นเอง
"อนันต์ ลือประดิษฐ์"



