บันเทิง

คิดสวนทาง - ปีใหม่

คิดสวนทาง - ปีใหม่

25 ม.ค. 2554

ปีใหม่ปีนี้ผมอยู่ที่ ”วังน้ำเขียว” ที่เขาใหญ่ ไปกับครอบครัวและก็เพื่อนอีกสามสี่คน ไปพักที่บ้านของเพื่อนอีกคนที่ปลูกเสร็จเมื่อปีที่แล้ว บ้านน่ารักมาก คืนวันที่ 31 ธันวาคม ปีที่แล้ว เราก็ทำอาหารกินกันแบบธรรมดาๆ ไม่ได้มีการฉลองอะไร เป็นปกติเหมือนทุกวัน เพีย

 เมื่อใกล้จะถึงเวลาเคานท์ดาวน์มีสมาชิกเหลืออยู่สี่คนและลูกสาวของเพื่อนที่กำลังอยู่ในวัยจะเข้าวัยรุ่นอีกหนึ่งคน ส่วนเจ้าของบ้านนั้นเข้าสู่นิทราไปตั้งแต่หัวค่ำ รวมทั้งครอบครัวผมด้วย และเพื่อให้การเคานท์ดาวน์ของเราเป็นไปอย่างทางการ เราจึงเปิดทีวีเพื่อร่วมกับคนอื่นๆ ที่ออกไปฉลองวันปีใหม่ตามสถานที่ต่างๆ กับเขาด้วย ในที่สุดเราก็เลือกรายการที่ถ่ายทอดสดพิธีเคานท์ดาวน์จากหาดพัทยา เนื่องจากหลานสาวอยากจะดูว่า ขวัญใจวัยโจ๋ของเธอจะมาร่วมในงานนี้หรือไม่

 เมื่อวินาทีแรกของปีใหม่มาถึง เราก็กล่าวคำสวัสดีปีใหม่กัน จับมือจับไม้โอบกอดกันด้วยความยินดี ในทีวีคนจำนวนมหาศาลต่างก็กระโดดโลดเต้นตบมือดีใจกันทั้งบริเวณลานที่จัดงาน มีการจุดพลุและดอกไม้ไฟกันอย่างมโหฬารตระการตา ซึ่งบรรยากาศแบบนี้ก็จะเวียนไปเรื่อยๆ ตามเมืองต่างๆ เมื่อวินาทีแรกของปีใหม่ของเขามาถึง ทั่วทั้งโลก

 ผมรู้สึกว่า ขณะที่จับมือแสดงความยินดีเมื่อวันปีใหม่มาถึงนั้น ผมไม่ค่อยจะจริงใจ มีบางสิ่งบางอย่างในใจที่ทำให้ไม่กล้าจะสนุกสนานอย่างเต็มที่ ก็เมื่อสองปีก่อนผมก็แทบเอาชีวิตไม่รอดจากความผันผวนของเศรษฐกิจโลก บวกกับเหตุการณ์ความไม่สงบในบ้านเรา ปากก็กัด ตีนก็ถีบ เพื่อให้ จมูกพ้นน้ำ เพิ่งจะมีที่ให้ยืนเขย่งได้ก็เมื่อปลายปีที่แล้วนี้เอง สำหรับคนที่มีรายได้ประจำก็คงไม่ค่อยรู้สึกอะไร อย่างเลวก็แค่ไม่ได้โบนัส แต่อาชีพอิสระอย่างผมนี่โดนเข้าไปเต็มๆ และเป็นอาชีพที่เกี่ยวโยงกับสภาพทางเศรษฐกิจโดยตรงอีกด้วย ใจมันก็เลยเก้ๆ กังๆ ไม่รู้ว่าจะเจอเข้ากับอะไรอีกในปีนี้

 ขณะที่ดูทีวีการเฉลิมฉลองอยู่นั้น ความคิดที่ชอบสวนทางกับคนอื่นก็พาลไปนึกว่า เอ๊ะนี่เรากำลังปล่อยมลภาวะอันได้แก่ คาร์บอนไดออกไซด์ ภายในวันขึ้นปีใหม่วันเดียวพร้อมๆ กันทั่วโลกเชียวหรือ โลกจะรู้สึกอย่างไร จะสนุกกับชาวโลกที่กำลังเฉลิมฉลองกันอยู่นี้หรือเปล่า หรือยิ่งทำให้ระคายเคืองมากขึ้น เลยส่งพายุ แผ่นดินไหว ภูเขาไฟระเบิด มาให้เป็นของขวัญวันปีใหม่ ปีนี้จะใจดีให้มากกว่าเดิมหรือเปล่าก็ไม่รู้

 เมื่อมาคิดเรื่องนี้ ตัวเราก็เล็กลงไปทันที ปัญหาส่วนตัวของเรานั้นมันช่างจิ๊บจ๊อยเสียเหลือเกิน ถ้าอย่างนั้นทำไมเราไม่หันมาเอาใจโลกกันบ้าง นัดฉลองปีใหม่จุดไฟกันได้ทั่วโลก ทำไม่ลองนัดหยุดใช้ยานพาหนะที่ใช้น้ำมันพร้อมๆ กันทั่วโลกสักปีละหนึ่งวัน หรือมากกว่านั้น เพื่อชดเชยปีก่อนๆ ที่ทำร้ายโลกมาก่อนหน้านี้ หยุดกันจริงๆ จังๆ วันนั้นก็อยู่บ้านอ่านหนังสือ ทำสวนครัว ทำกับข้าว อยู่พร้อมหน้าพร้อมตากันทั้งครอบครัว หรือหยุดเคลียร์งานที่คั่งค้างติดต่อทำงานกันโดยใช้เครื่องมือสื่อสารอื่นๆ ที่ไม่ต้องเดินทางด้วยรถยนต์ ยกเว้นเฉพาะแต่ที่จำเป็นจริงๆ เช่น เกิดมีคนเจ็บป่วย หรือจะคลอดลูกต้องนำส่งโรงพยาบาล แต่ต้องทำด้วยจิตสำนึกว่าจะช่วยให้บรรยากาศของโลกดีขึ้น

 ถ้าเรื่องภาวะโลกร้อนยังคิดว่าเป็นเรื่องไกลตัว ธุระไม่ใช่ แล้วละก็ เอาเรื่องนี้ก็แล้วกัน จากบทความในหนังสือ National Geographic ฉบับเดือนมกราคม เดือนนี้ บอกว่าปี 2011 ประชากรของโลกจะมีจำนวนถึง 7,000 (เจ็ดพัน) ล้านคน ซึ่งแปลว่า ต้องหาอาหาร พลังงาน งาน ที่อยู่อาศัย ยารักษาโลก เพื่อมาเลี้ยงดูประชากรโลกเหล่านี้เพิ่มขึ้นให้เพียงพอ ถ้าหามาไม่พอ ความอดอยาก ความขัดแย้ง ซึ่งจะนำไปสู่สงคราม ยอมเป็นสิ่งหลีกเลี่ยงไม่ได้

 ปีใหม่นี้อยากให้ทุกคนหันมาสนใจปัญหาที่ใหญ่กว่าปัญหาของตัวเอง และหันหน้ามาปรึกษาหารือหาทางแก้ไขร่วมกันจะดีมั้ยครับ ถ้าจะให้ดูทันต่อเหตุการณ์หน่อยก็เรียกว่า ขอให้มี จิตสาธารณะ มากขึ้น ต้องไม่ลืมว่า ในเจ็ดพันล้านนั้นเป็นเด็กและคนชรามากกว่าครึ่ง และในจำนวนเด็กเหล่านั้นก็มีลูกของผม ลูกของคุณอยู่ด้วย อย่าเดินไปให้ถึงวันที่ต้องพูดว่า “มันสายเกินแก้” เลยครับ

 ได้ระบายเรื่องนี้แล้วค่อยสบายใจขึ้น ฉบับต่อๆ ไปผมจะกลับมาเขียนเรื่องดนตรีตามเดิมนะครับ

"จิรพรรณ อังศวานนท์"