บันเทิง

คมเคียวคมปากกา-สัญญาใจ

คมเคียวคมปากกา-สัญญาใจ

24 ม.ค. 2554

นักร้องลูกทุ่งยุคนี้ ถ้าใครไม่มีค่ายหรือสังกัด เคยมีคนเปรียบไว้ว่า เหมือน ”เจ้าไม่มีศาล” จะทำเพลงหรือการงานสิ่งใด ไม่คล่องตัวเพราะเงินทุนจะเป็นตัวกำหนดทิศทางเดิน

 นักร้องหลายคนที่เข้าใจว่าตัวเองดังแล้ว สลัดตัวออกจากค่ายที่ปลุกปั้น จึงต้องคิดให้หนักว่า การจะไปลงทุนทำแผ่นเองขายเองหน้าเวที มันคุ้มหรือไม่กับการลงทุน และการที่ไม่มีความรู้เรื่องการตลาด โอกาสจะพลาดก็สูง

 บางคนจึงสำนึกได้ว่า การมีค่ายสังกัดและตนเองมีหน้าที่ร้องเพลงอย่างเดียว รับเงินสดๆ นั้น มันช่างง่ายดายกว่าการเป็นนายทุนที่ลงเงินไปนับล้านบาท กว่าจะได้ตอบแทนกลับมา บางทีมองไม่เห็นอนาคตเลย

 นักร้องดังๆ ที่เคยเย่อหยิ่ง หลงตัว มีปัญหากับค่าย เมื่อออกไปแล้ว ไม่ได้มีใครกลั่นแกล้งหรือกีดกันหรอกเพราะค่ายเพลงเขาคิดแต่ทำมาหากิน ใครจะเอาเวลาไปคิดบัญชีแค้น มันเสียเวลาและไร้สาระสิ้นดี

 ที่ผ่านมาไม่เคยเห็นว่า ใครจะออกมาจากการสังกัดค่ายแล้ว ทำเอง รวยเอง ไม่แบ่งใคร ส่วนใหญ่ ออกมาทำเพลงเองชุดเดียวก็เข็ดเพราะต้นทุนที่ต้องแบกรับ สู้เป็นนักร้องอย่างเดียวไม่ได้ โดนหักเปอร์เซ็นต์ไปอย่างไร อย่างน้อยก็ยังมีเหลือให้เก็บ

 ค่ายเพลงเจ๊ง ปิดตัว เลิกธุรกิจไป แต่นักร้องยังหากินกันได้โครมๆ มีใครจะคิดสำนึกในจุดนี้กันบ้าง

 ข่าวคราวนักร้องอย่าง แมงปอ ชลธิชา ที่หมดสัญญากับค่ายนพพรซิลเวอร์โกลด์แล้ว แต่ยังทำงานกันอยู่ด้วยสัญญาใจ จึงเป็นเรื่องที่นักร้องอื่นๆ ควรดูเป็นตัวอย่าง

 คนอกตัญญู ไม่รู้บุญคุณคนที่ตัดสายสะดือในวงการมา มักจะไปไม่รอด เหมือนกับคนเนรคุณต่อบุพการีนั่นแหละ วันหนึ่งฟ้าดินต้องลงโทษ

 ไม่ใช่เฉพาะคนเป็นนักร้องเท่านั้น แม้แต่ดีเจ นักจัดรายการรุ่นใหม่ๆ ก็ตามที ตอนอยู่ในคลื่นวิทยุใหญ่ๆ มีชื่อเสียง โด่งดังแฟนเพลงมากมาย เริ่มทำตัวมีปัญหา ต่อรองอำนาจ ขอขึ้นค่าตัว เคยคิดบ้างไหมว่าแต่ละนาทีที่พ่นวาจาออกไปออดอ้อนแม่ยกนั้น เจ้าของสถานีต้องจ่ายเงินเท่าไหร่ บางคนจึงมักหลงตัวว่าเป็นดีเจดัง ถ้าไม่มีตนเองแล้วสถานีจะอยู่ไม่ได้ นั่นเป็นการคิดที่ผิดพลาด

 วงการวิทยุจึงมีดีเจฝีมือดีแต่ตกกระป๋อง ไม่มีสถานีจะให้ออกอากาศ พวกนี้ถ้าต้องไปเช่าซื้อเวลาจัดเอง จะรู้สึกว่า แต่ละเดือนที่เคยได้รับเงินเป็นหมื่น กลับกลายเป็นว่า แต่ละเดือนต้องไปหาเงินมาจ่ายค่าสถานี ขนาดแค่สถานีวิทยุชุมชนเขายังขายเวลากันเดือนละเป็นหมื่นต่อชั่วโมง

 ยามนั้นจะรู้สึกเห็นใจและเข้าใจคนที่เป็นนายทุน ตัวอย่างก็มีให้เห็นมาแล้วหลายคน
 
 ในวงการลูกทุ่งจึงมีคำว่าสัญญาใจกันมาก เพราะทำมาหากินกันแบบครอบครัว ไม่ต้องจับเซ็นสัญญากันให้วุ่นวาย

 ด้วยเพราะทุกคนรู้ว่า การที่ลืมตาอ้าปากอยู่ดีกินดีได้มาจากคนลงทุน ทั้งนักร้องหรือดีเจที่ทำงานวันละ1-2 ชั่วโมง ถ้าเทียบรายได้ไปทำงานบริษัทหรือโรงงานก็ต้องทำงานทั้งวันกว่าจะได้เงินเท่ากัน

 อยากให้นายทุนกับคนทำงานอยู่กันอย่างเข้าใจกัน วงการเพลงก็จะมีสีสันใหม่ๆ ช่วยกันสร้างช่วยกันทำ ไม่ต้องไปอิจฉาใครที่เขาได้ดีกว่า เพราะการได้ร้องเพลงหรือจัดรายการเพลง ก็เป็นอาชีพที่คนทำมีความสุขในเวลาทำงานเป็นสิ่งที่คุ้มค่ากับชีวิตอยู่แล้ว